- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 38 ราชครูรักษาด่าน วิชาล่องหนแห่งตี้ซา
บทที่ 38 ราชครูรักษาด่าน วิชาล่องหนแห่งตี้ซา
บทที่ 38 ราชครูรักษาด่าน วิชาล่องหนแห่งตี้ซา
บทที่ 38 ราชครูรักษาด่าน วิชาล่องหนแห่งตี้ซา
ภายในห้องลับ เมื่อเลือดของจ้าวอู๋จีหยดลงไปในถ้วย
ถ้วยศักดิ์สิทธิ์ลายเมฆดาราก็เปล่งประกายแสงสีรุ้งเจ็ดสีออกมาทันที
แต่ท้ายที่สุด แสงนั้นก็หยุดนิ่งอยู่ที่เลือดของจ้าวอู๋จี และเปลี่ยนเป็นแสงสีเขียวที่สาดส่องประกายแสงออกมา
"เป็นพรสวรรค์ระดับสีเขียวงั้นรึ..."
นานจือเซี่ยถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง นางรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
พรสวรรค์ของจ้าวอู๋จีนั้น เหนือความคาดหมายของนางไปไกลนัก
ในบรรดาแสงทั้งเจ็ดสีระดับพรสวรรค์แห่งพลังวิญญาณสีเขียวนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ระดับสูงสุดยอด แต่ก็จัดว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดีถึงดีมาก
หากเป็นในยุคที่พลังวิญญาณอุดมสมบูรณ์ล่ะก็ สำนักน้อยใหญ่ต่างๆ คงพากันแย่งตัวกันให้ควั่ก แม้แต่สำนักใหญ่ๆ ก็ย่อมต้องให้ความสำคัญและพยายามดึงตัวเขาไปร่วมสำนักอย่างแน่นอน
แต่ในยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียนที่ขาดแคลนทรัพยากรและพลังวิญญาณเหือดแห้งเช่นนี้ พรสวรรค์ระดับค่อนข้างดี กลับกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะน่าอึดอัดใจอยู่สักหน่อย
อย่างน้อยที่สุด เท่าที่นางรู้มา ตามถ้ำสวรรค์ต่างๆ รวมถึงถ้ำสวรรค์ที่อยู่เบื้องหลังราชสำนักของทั้งสี่แคว้นในดินแดนเทียนหนาน ล้วนแต่เปิดรับเฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสูงสุดยอด หรือก็คือระดับแสงสีทองเท่านั้น และหลังจากที่ผ่านการทดสอบแล้ว ถึงจะรับเข้าเป็นศิษย์ ถ่ายทอดวิชา และมอบทรัพยากรให้เพื่อใช้ในการบำเพ็ญเพียร
แต่สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ต่ำกว่าระดับสูงสุดยอดนั้น เนื่องจากพวกเขาไม่มีหวังที่จะบรรลุไปถึงขั้นควบแน่นจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นขั้นที่สูงกว่าขั้นชักนำปราณ ประกอบกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น จุดจบของพวกเขาจึงมักจะน่าเวทนา
พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขามักจะกลายเป็นเป้าหมายในการถูกกดขี่ข่มเหงและรีดไถผลประโยชน์ไปจนหมดตัว
"เฮ้อ..." ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน นางรีบเก็บซ่อนถ้วยศักดิ์สิทธิ์เอาไว้อย่างมิดชิด
ถ้าระดับพรสวรรค์ของจ้าวอู๋จีมันย่ำแย่จริงๆ นางก็คงไม่รู้สึกสับสนว้าวุ่นใจแบบนี้หรอก
แต่ในตอนนี้ นางกลับเริ่มมีความคิดลมๆ แล้งๆ ผุดขึ้นมาในหัว—ถ้าหากว่ายังมีถ้ำสวรรค์เล็กๆ แห่งอื่นที่นางยังไม่รู้จัก และยอมรับผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับค่อนข้างดีเข้าเป็นศิษย์ล่ะก็ บางทีจ้าวอู๋จีอาจจะมีโอกาสได้ทำความฝันในการเป็นเซียนให้เป็นจริงก็ได้
"เอาไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน... ไม่รู้ว่าฮ่องเต้กับราชครูแห่งแคว้นเสวียนมีแผนการอะไรแอบแฝงอยู่กันแน่ จู่ๆ ถึงได้มาประกาศว่าจะเปิดรับคนเข้าบำเพ็ญเพียรเซียนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
เผลอๆ ถ้าทางนั้นยอมลดมาตรฐานการรับคนลงมา ด้วยพรสวรรค์ที่อู๋จีมี ก็อาจจะเข้าตาพวกเขาก็เป็นได้..."
"แต่ถ้าพวกเขามีแผนการร้ายซ่อนอยู่ล่ะ"
แววตาของนานจือเซี่ยแปรเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว นางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ข้าจะต้องรีบสืบข่าวเกี่ยวกับถ้ำสวรรค์แห่งอื่นที่มีชื่อเสียงและน่าเชื่อถือให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนที่จะต้องเดินทางครกจากเมืองหลวง ข้าควรจะแวะไปที่ถ้ำอูซง เพื่อช่วยเขาหาหญ้าน้ำค้างจันทรามาให้ได้สักต้น เขาจะได้หมกมุ่นอยู่กับการหลอมยาลูกกลอนและรักษาคนไข้อย่างสบายใจอยู่ในเมืองหลวง..."
ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายสักแค่ไหน แต่เมืองหลวงแห่งแคว้นเสวียน ถือว่าเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
การที่จ้าวอู๋จีรั้งตัวอยู่ในเมืองหลวง บางทีอีกไม่นาน นางอาจจะสืบจนเจอถ้ำสวรรค์ที่เหมาะสมกับเขาได้สำเร็จแล้วก็ได้
แต่ถ้าเกิดเจ้าหมอนี่ ฉวยโอกาสตอนที่นางไม่อยู่ แล้วทำตัวเป็นผีเสื้อราตรี เที่ยวเตร็ดเตร่ไปเกี้ยวพาราสีหญิงสาวไปทั่วล่ะก็ นั่นก็แสดงว่าเขาไม่ได้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเป็นเซียนจริงๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ถือซะว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน
...
วันเวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงแค่สี่วัน
หลังจากที่หิมะตกหนักในช่วงปลายปี แคว้นเสวียนก็ก้าวเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่หนาวเหน็บอย่างเป็นทางการ
บ้านเรือนทุกหลังทั้งในและนอกเขตเมืองหลวง ต่างก็พากันแขวนโคมไฟสีแดงสดใสเพื่อเฉลิมฉลอง
กลิ่นหอมกรุ่นของขนมนึ่งลอยคละคลุ้งไปทั่วทุกตรอกซอกซอย เด็กๆ พากันวิ่งเล่นตีลูกข่างและกลิ้งล้อเหล็กกันอย่างสนุกสนาน
แต่ทว่า ท่ามกลางบรรยากาศความคึกคักของเทศกาลเฉลิมฉลอง ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดอยู่ลึกๆ
สงครามที่ชายแดนตอนเหนือยังคงไม่สงบลง ราคาข้าวสารอาหารแห้งพุ่งสูงขึ้นถึงสามส่วน แม้กระทั่งเกลือหยาบที่ราคาถูกที่สุด ตอนนี้ก็ยังต้องควายหาเศษเหรียญทองแดงมานับซื้อกันทีละเหรียญเลยทีเดียว
ในตอนนั้นเอง ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วเมืองว่า ราชครูฟางได้รับบัญชาให้เดินทางไปบัญชาการทัพที่แนวหน้าชายแดนตอนเหนือ
การที่ผู้บำเพ็ญเพียรในวิถีเซียนระดับราชครู ออกโรงไปบัญชาการรบที่ชายแดนด้วยตัวเองเช่นนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลย นับตั้งแต่ยุคสมัยของปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นเสวียน
มีข่าวลือหนาหูว่า ภายในแขนเสื้อของราชครูนั้น ซุกซ่อนอาวุธวิเศษที่สามารถเรียกสายฟ้าฟาดจากฟ้าได้ บ้างก็ร่ำลือกันว่าเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ไกลถึงสองพันลี้ภายในคืนเดียว... ไม่ว่าข่าวลือเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือหลอก แต่ข่าวนีก็สามารถช่วยเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนที่กำลังตื่นตระหนกกลับคืนมาได้มากโข
ผ่านไปอีกห้าวัน ก็มีข่าวดีส่งตรงมาจากด่านกูซานที่ชายแดนตอนเหนือ ข่าวระบุว่า แม่ทัพใหญ่ฝูอวิ๋นเทา ได้นำกองพันทหารม้าเกราะดำสามพันนายบุกออกจากด่านกูซาน แล้วเข้าโจมตีกองทัพศัตรูแบบสายฟ้าแลบจนแตกพ่ายยับเยิน ส่วนราชครูฟางก็ใช้คาถาเรียกสายฟ้าฟาดลงมาเผาทำลายเสบียงของกองทัพข้าศึกจนวอดวายไม่มีชิ้นดี
ข่าวแห่งชัยชนะนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง สร้างความปีติยินดีให้กับประชาชนชาวแคว้นเสวียนไปทั่วหล้า
ภายในห้องหลอมยาของจวน
ควันสีเขียวจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากกระถางธูป จ้าวอู๋จีกำลังจ้องมองหนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ ที่กางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะ ปลายนิ้วของเขาลูบไล้ไปตามตัวอักษร 'เผาเสบียงจนวอดวาย' พร้อมกับทอดถอนใจด้วยความพิศวง
"ฟางซืออวี่ถึงกับมีความกล้าหาญและพลังฝีมือถึงเพียงนี้เชียวรึ... หรือว่าพลังยุทธ์ของเขาจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ขั้นกลางของระดับชักนำปราณเสียแล้ว"
เก้าวันผ่านไป เรื่องที่ลัทธิอู๋ซั่งออกมาแก้แค้นราชสำนัก ก็ได้กลายเป็นเพียงอดีตไปแล้ว
หลังจากที่กองกำลังตระเวนเมืองของเมืองหลวงได้ออกค้นหากันอย่างครึกโครมอยู่พักหนึ่ง เรื่องนี้ก็ค่อยๆ เงียบหายไป
จ้าวอู๋จีก็เก็บตัวซุ่มฝึกวิชาอยู่ในหน้าอย่างเงียบๆ นานๆ ทีถึงจะออกไปตรวจรักษาและฝังเข็มให้กับคนไข้ เพื่อเก็บเกี่ยวพลังหยินกลับมาบ้าง
และเขาก็อาศัยช่วงเวลาว่างนี้ ใช้วิชาปั้นลูกกลอนสกัดเอาส่วนผสมของดอกทานตะวันออกมาจากเศษซากยาทีฮ่องเต้ประทานให้ได้สำเร็จ
ส่วนพลังวิญญาณอื่นๆ ที่หลงเหลืออยู่ในเศษซากยาก็ถูกเขาดูดซับเข้าไปจนหมด
พลังวิญญาณภายในเศษซากยา ถูกเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นพลังวิญญาณหยินและหยางอย่างละสิบกว่าสาย
เมื่อนำมารวมกับหยางกว่าสิบสาย ที่เขาแอบดูดซับมาจากงานชุมนุมเซียนเผิงไหลในวันนั้น ตอนนี้ในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขา ก็มีพลังหยางสะสมอยู่ถึง 393 สาย และพลังหยินอีก 1566 สายเต็มๆ
สาเหตุที่พลังหยินของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก ก็เป็นเพราะในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เขามักจะแบ่งเวลาไปฝึกปรือวิชากักลมปราณนั่นเอง
ทำให้ในระยะเวลาเพียงแค่เก้าวัน เขาก็สามารถฝึกวิชากักลมปราณจนสำเร็จถึงขั้นที่สอง หรือขั้น 'เริ่มต้นหยั่งรู้' ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้เขาสามารถใช้วิชานี้ ปล่อยปราณกระบี่ที่คมกริบราวกับเส้นลวด ดักจับศัตรูได้ในระยะไกลถึงร้อยจั้ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อปัดป้องลูกธนู หรือจะใช้เพื่อล้อมจับศัตรูที่แข็งแกร่งก็ล้วนแต่ได้ผลชะงัดนัก
แถมอานุภาพของการสร้างเกราะคุ้มกายด้วยลมปราณ และการผนึกเส้นชีพจร สะกดพลังวิญญาณของศัตรูก็ยังมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย
จ้าวอู๋จีเพ่งกระแสจิตเข้าไปสำรวจลูกปัดเก้าหยินเก้าหยางที่ลอยคว้างอยู่ในทะเลแห่งจิตสำนึก
"ระดับพลังวิถีแห่งเซียน: ชักนำปราณขั้นที่หนึ่ง ระดับพลังวิถีแห่งยุทธ์: ขั้นก่อรูป"
"รอจนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกไม้บานสะพรั่ง ทั้งระดับพลังวิถีแห่งเซียนและระดับวิชากลืนกินของข้า ก็คงจะสามารถทะลวงขีดจำกัดไปพร้อมๆ กันได้สินะ..."
"ตอนนี้ข้าก็ฝึกวิชากักลมปราณจนสำเร็จวิชาขั้นสูงแล้ว ดูท่าว่าคงจะต้องหาเวลาเพื่อเดินทางไปที่ถ้ำอูซงด้วยตัวเองสักครั้งแล้วล่ะ
ถ้าข้าสามารถหาหญ้าน้ำค้างจันทรามาได้เร็วเท่าไหร่ ข้าก็จะสามารถหลอมยาลูกกลอนหยกทองคำ และไขปริศนาคัมภีร์วิชากลืนกินได้เร็วขึ้นเท่านั้น"
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดวางแผนอยู่ในใจ
เมื่อเก้าวันก่อน เขาได้สั่งให้เสี่ยวเยว่ไปที่หอจือเฉ่า เพื่อว่าจ้างคนให้ไปเก็บสมุนไพรที่ถ้ำอูซงด้วยเงินก้อนโต
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน เขาก็ได้รับข่าวร้ายว่า คนเก็บสมุนไพรพวกนั้นถูกพิษของสัตว์มีพิษทั้งห้าที่อาศัยอยู่ในถ้ำอูซงเล่นงานเอาจนอ่วม
โชคดีที่คนพวกนั้น ก็พอจะรู้กิตติศัพท์ความอันตรายของถ้ำอูซงมาบ้าง จึงพากันพกยาถอนพิษติดตัวไปด้วย ทำให้สามารถรอดชีวิตกลับมาได้หวุดหวิด
แต่หลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครกล้ารับจ้างขึ้นเขาไปหาสมุนไพรที่นั่นอีกเลย
จ้าวอู๋จีจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะต้องเดินทางไปที่นั่นด้วยตัวเอง
ในเวลานี้ เขาวางหนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ ในมือลง แล้วหยิบตำราที่คัดลอกด้วยลายมือเล่มหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่นเหล้าจางๆ ติดอยู่ขึ้นมาเปิดอ่านอย่างช้าๆ
ตำราเล่มนี้ เป็นของขวัญที่เพื่อนรักอย่างเถาเฟยทิ้งเอาไว้ให้เขา มันก็คือตำรา 《เจินเก้า》 ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของท่านเถาหงจิ่ง บรรพบุรุษของเถาเฟยนั่นเอง
หลังจากที่เถาเฟยจากไปได้สามวัน เมื่อเห็นว่าทางสำนักเจี้ยนเจิ้งไม่มีปฏิกิริยาอะไรเคลื่อนไหว และยังได้ลองหยั่งเชิงหลี่เนี่ยนเวยดูแล้วจนแน่ใจว่าปลอดภัยดี
ตกดึก จ้าวอู๋จีจึงได้เดินทางไปที่หอเชียนเซียงเพียงลำพัง เพื่อไปตามเอาสุรา 'จ้านหยางชุน' ที่เถาเฟยฝากเอาไว้ให้
พอเปิดไหสุราออก เขาก็พบกับม้วนกระดาษที่ห่อหุ้มด้วยกระดาษอาบน้ำมันหลายชั้นซุกซ่อนอยู่ภายใน
ลายมือที่เขียนอยู่บนกระดาษเหล่านั้น ลักษณะเหมือนกับตัวอักษร 'ยอดบุรุษเจ้าสำราญ' ที่สลักอยู่บนพัดจีบของเถาเฟยไม่มีผิดเพี้ยน
เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นตำราที่เถาเฟยลงมือคัดลอกด้วยตัวเอง
หนึ่งในนั้นก็คือเนื้อหาบางส่วนจากตำรา 《เจินเก้า》 อันเลื่องชื่อ
ส่วนอีกสองเล่ม เป็นคู่มือบันทึกสูตรการหลอม 'ยาลูกกลอนมังกรพยัคฆ์' ที่คิดค้นขึ้นโดยนักพรตเว่ยป๋อหยางในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก และบันทึกข้อห้ามในการบำเพ็ญเพียรที่บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรในยุคก่อนๆ จำเป็นจะต้องรู้
ตำราคัดลอกด้วยลายมือทั้งสามเล่มนี้ นับว่าเป็นข้อมูลล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง มันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความรู้ที่ทำให้จ้าวอู๋จีถึงกับรู้สึกทึ่งไปเลยทีเดียว
แต่เมื่อได้เห็นตัวหนังสือที่ถูกคัดลอกด้วยลายมือ จ้าวอู๋จีก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้
มีความเป็นไปได้สูงมากที่ยอดโจรลี้ลับอย่างปี้อวี่เสียง จะลอบเข้าไปในสำนักเจี้ยนเจิ้ง แล้วใช้วิธีจดจำเนื้อหาในตำราโบราณ หรือไม่ก็ใช้ความเร็วในการคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดออกมาแทนที่จะขโมยตำราตัวจริงออกมาตรงๆ
ด้วยความสามารถในการจดจำระดับปรมาจารย์แห่งขั้นก่อรูป ย่อมมีความทรงจำที่เป็นเลิศชนิดที่ว่ามองแค่ปราดเดียวก็จำได้ขึ้นใจ การท่องจำเนื้อหาของตำราโบราณบางส่วนแล้วนำออกมาเขียนใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
จากนั้น เถาเฟยก็คงจะนำเนื้อหาเหล่านั้นมาคัดลอกต่ออีกสามชุด เพื่อนำมามอบให้กับเขา
ด้วยวิธีการแยบยลเช่นนี้ ทางสำนักเจี้ยนเจิ้งเองก็คงจะไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติแต่อย่างใด
ก็ในเมื่อตำราโบราณไม่สูญหายไปไหน แถมทักษะการขโมยของทายาทยอดโจรก็ใช่ย่อย จึงไม่ทิ้งร่องรอยหรือเบาะแสอะไรเอาไว้ให้ใครดูออกหรอก
ในขณะที่จ้าวอู๋จีกำลังกวาดสายตาอ่านตำรา 《เจินเก้า》 อยู่นั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ว่าลูกปัดหยางลูกแรกในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาเริ่มตอบสนอง กลุ่มตัวอักษรรูปทรงลูกอ๊อดชุดที่สามบนลูกปัดก็เริ่มเปล่งประกายแสงสีทองออกมาจางๆ
ตำรา 《เจินเก้า》 เล่มนี้ เป็นคัมภีร์เต๋าที่รวบรวมและเรียบเรียงขึ้นโดยเถาหงจิ่งในยุคราชวงศ์หนานเฉา
มันเป็นการบันทึกประสบการณ์และการหยั่งรู้ของหยางซี, สวีหมี่ และนักพรตท่านอื่นๆ ในยุคราชวงศ์ตงจิ้น ที่ได้จากการสื่อสารกับเซียนผู้บรรลุธรรม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็นเจ็ดบทด้วยกัน
แต่ทว่า ในตำราฉบับคัดลอกที่อยู่ในมือของเขากลับมีเนื้อหาแค่บทเดียว นั่นก็คือบท 《โว่เจินฝู่》
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเถาเฟยคัดลอกมาแค่บทเดียว หรือว่าเป็นเพราะในหอสมุดของสำนักเจี้ยนเจิ้ง มีคัมภีร์บทนี้หลงเหลืออยู่แค่บทเดียวกันแน่
เนื้อหาในบทนี้ กล่าวถึงเคล็ดวิชาและแนวความคิดบางส่วนที่ใช้ในการบำเพ็ญเพียร
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการบอกเล่าถึงวิธีฝึกคาถาอาคมหรือวิธีในการบำเพ็ญเพียรอย่างละเอียด แต่ในระหว่างที่จ้าวอู๋จีกำลังอ่านทำความเข้าใจนั้น จู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในหัว และเกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ถึงขนาดที่ว่า บางครั้งมันก็เผลอไปกระตุ้นให้ค่าความชำนาญของวิชาสื่อสารวิญญาณ และวิชาปั้นลูกกลอนของเขา ขยับเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหรือสองระดับเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องที่ว่า ตำรา 《เจินเก้า》 เล่มนี้ จะสามารถดึงเอาวิชาใดในเจ็ดสิบสองวิชาตี้ซาออกมาจากลูกปัดหยางได้นั้น ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดเหมือนกัน
เขาซึมซับและท่องจำเนื้อหาในคัมภีร์มาจนกระทั่งถึงช่วงเย็น
จนในที่สุด เขาก็อ่านข้อมูลทั้งหมดในตำราฉบับคัดลอกนั้นจนจบ
กลุ่มตัวอักษรรูปทรงลูกอ๊อดชุดที่สามบนลูกปัดหยางลูกแรกในทะเลแห่งจิตสำนึกของจ้าวอู๋จี ก็มีค่าความก้าวหน้าทะลุเกินกว่าเจ็ดส่วนแล้ว
และมันก็ส่งผลให้เขาปลดล็อกวิชาใหม่ในหมวดหมู่เจ็ดสิบสองวิชาตี้ซาได้สำเร็จ นั่นก็คือวิชา... ล่องหน
"ที่แท้ก็คือวิชาล่องหนหรอกรึ..."
จ้าวอู๋จีรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
นี่คือหนึ่งในวิชาอาคมที่ใช้งานได้จริงมากที่สุด มันถือเป็นสุดยอดคาถาคุ้มภัยที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ดูเหมือนว่า เขาจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจและตีความหมายของเนื้อหาในตำรา 《เจินเก้า》 ให้ถ่องแท้เสียก่อน ถึงจะสามารถไขความลับของวิชาล่องหนนี้จนสำเร็จได้
จ้าวอู๋จีไม่ได้รีบร้อนอะไร เขาเก็บตำรา 《เจินเก้า》 เข้าไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แต่ในขณะที่เขากำลังจะเดินออกจากห้องพัก จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เสี่ยวเยว่เดินย่องเข้ามาอย่างแผ่วเบา เมื่อดวงตากลมโตของนางเห็นว่าจ้าวอู๋จีลุกขึ้นยืนแล้ว นางก็รีบซ่อนของที่ถือมาไว้ด้านหลัง พร้อมกับส่งยิ้มกว้างให้
"ใต้เท้า เจ้าคะ อ่านหนังสือจบแล้วเหรอเจ้าคะ ข้ามีอะไรมาเซอไพรส์ใต้เท้าด้วยแหละ ลองทายดูสิเจ้าคะว่ามันคืออะไร"
...