- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 37 สหายรักทำสำเร็จ ความแคลงใจของจือเซี่ย
บทที่ 37 สหายรักทำสำเร็จ ความแคลงใจของจือเซี่ย
บทที่ 37 สหายรักทำสำเร็จ ความแคลงใจของจือเซี่ย
บทที่ 37 สหายรักทำสำเร็จ ความแคลงใจของจือเซี่ย
"เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้ว พวกเขาน่าจะเข้าและออกกันได้สบายๆ ไม่น่าจะยังติดอยู่ข้างในสำนักเจี้ยนเจิ้งหรอกน่า..."
จ้าวอู๋จียืนกินขนมอยู่ที่หน้าร้านขายขนม พลางลอบสังเกตการณ์ไปด้วย
เมื่อเห็นว่าทั้งภายในและภายนอกของสำนักเจี้ยนเจิ้งไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่ผิดปกติ และผู้คนตามร้านรวงแถวๆ นั้นก็ไม่ได้จับกลุ่มพูดคุยเรื่องอะไรที่ฟังดูน่าตื่นตระหนก เขาก็เบาใจลง
เถาเฟยกับปี้อวี่เสียงน่าจะหนีออกมาจากสำนักเจี้ยนเจิ้งได้สำเร็จแล้วล่ะ ส่วนจะได้ของติดไม้ติดมือมาด้วยหรือเปล่านั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
"พี่จ้าว..."
ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหวานใสที่แฝงไปด้วยความปีติยินดีดังแว่วมาจากฝั่งตรงข้ามของถนน
จ้าวอู๋จีหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ ก็ต้องพบกับร่างบางในชุดเครื่องแบบของขุนนางดารา หลี่เนี่ยนเวยนั่นเอง
"อ้าว นเนี่ยนเวยนี่เอง" จ้าวอู๋จียิ้มรับและพยักหน้าทักทาย "กำลังจะไปเข้าเวรเหรอ? สนใจเอาขนมดอกกุ้ยฮวาสักกล่องไหม?"
"อ๊ะ—เอาสิๆ ที่แท้พี่จ้าวก็ชอบกินขนมดอกกุ้ยฮวาร้านนี้เหมือนกันเหรอ ข้าเพิ่งจะออกเวรน่ะ กำลังจะกลับบ้านพอดีเลย"
หลี่เนี่ยนเวยรีบเดินเข้ามาหาเขาในร้านด้วยความดีใจ รอยยิ้มอันสดใสของนางเผยให้เห็นฟันขาวสะอาดเรียงตัวสวยงามราวกับแสงตะวันที่เจิดจ้า
"อ้อ ออกเวรแล้วสินะ" จ้าวอู๋จีพยักหน้ารับอย่างเป็นกันเอง "ขนมพวกนี้ ข้าตั้งใจจะซื้อกลับไปฝากพวกเด็กรับใช้กับสาวใช้ที่จวนน่ะ"
"พี่จ้าวใจดีจังเลยนะเจ้าคะ"
จ้าวอู๋จีหยิบขนมดอกกุ้ยฮวาขึ้นมาอีกกล่อง เมื่อเห็นว่าหลี่เนี่ยนเวยหยิบขนมขึ้นมากินอย่างเอร็ดอร่อย สีหน้าของนางดูเบิกบานและปราศจากความกังวลใจใดๆ เขาก็คลายความกังวลใจลงได้อย่างปลิดทิ้ง
เขาชวนนางคุยสัพเพเหระอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ประสาทสัมผัสของเขาก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยสายหนึ่ง
เมื่อกวาดสายตามองออกไป เขาก็ปะทะเข้ากับเงาร่างในชุดสีแดงสดอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เพิ่งจะเดินออกมาจากร้านขายเครื่องประดับฝั่งตรงข้าม
เขาจึงรีบขอตัวลาหลี่เนี่ยนเวยที่ดูเหมือนจะยังไม่อยากให้เขาไป ก่อนจะกระโดดขึ้นรถม้า แล้วขับเข้าไปในตรอกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที
"พี่จ้าว บังเอิญจังเลยนะ ไม่คิดว่าจะมาเจอท่านที่นี่ แถมยังมีสาวสวยเดินเคียงข้างซะด้วย"
ภายในตรอกแคบ เสียงพูดติดตลกและฟังดูลอยชายดังแว่วมา
'ฟุ่บ' พัดจีบที่เขียนตัวอักษร 'ยอดบุรุษเจ้าสำราญ' ถูกกางออกโดยฝีมือของเถาเฟยในชุดสีแดงสด ท่าทางของเขานั้นช่างดูหล่อเหลาและเจ้าสำราญ ไม่แคร์สายตาใคร
"พี่เถา" จ้าวอู๋จียิ้มบางๆ เขารู้ดีว่าเถาเฟยจงใจล่อให้เขามาที่นี่
"พี่จ้าว ข้ากับตาเฒ่าปี้ใช้เวลาตั้งสามวันเพื่อตระเวนเด็ดดอกไม้ไปทั่วเมืองหลวง แต่เมืองหลวงแห่งนี้ ทั้งเหล้ายาปลาปิ้งและเรื่องผู้หญิง มันช่างไม่ค่อยจะถูกจริตคนทำมาหากินสุจริตอย่างพวกเราเอาซะเลย ข้ากับตาเฒ่าปี้ก็เลยเตรียมตัวจะเดินทางกลับแล้วล่ะ"
เถาเฟยโบกพัดไปมา แววตาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชำเลืองมองจ้าวอู๋จียิ้มๆ ก่อนจะขยิบตาให้ "ความเป็นพี่เป็นน้องของเรา ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ ข้ารู้ดีว่าท่านชื่นชอบการสะสมตำราโบราณและสุราเลิศรส
ก่อนไป ข้าได้ฝากสุรา 'จ้านหยางชุน' เอาไว้ให้ท่านไหหนึ่งที่หอเชียนเซียง อย่าลืมแวะไปเอาล่ะ
คราวนี้ไม่ได้ชวนท่านมาหลอมยาลูกกลอนด้วยกัน เอาไว้คราวหน้าถ้าท่านแวะไปที่เมืองเฟยฮวา เราค่อยมาตั้งเตาหลอมยาและนั่งจิบสุราด้วยกันใหม่นะ"
จ้าวอู๋จีรู้สึกหูผึ่ง เขายิ้มและพยักหน้ารับ "ตกลง ไปเถอะ รีบไปซะ ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองน่าจะกำลังเตรียมประกาศกฎอัยการศึกแล้วล่ะ"
เถาเฟยถึงกับสะดุ้ง เขาหุบพัดดัง 'พั่บ' "ท่านไปได้ยินข่าวอะไรมางั้นรึ?"
จ้าวอู๋จียกมือขึ้นห้ามไม่ให้เถาเฟยคิดไปไกล ก่อนจะพูดเสียงเรียบ "พวกคนของลัทธิอู๋ซั่งไปก่อเรื่องเอาไว้น่ะ พวกเจ้ารีบไปเถอะ"
เถาเฟยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะสบถออกมาเบาๆ "ไอ้พวกบ้าเอ๊ย"
จากนั้นเขาก็โบกมือลา แล้วหมุนตัวเดินหายลับเข้าไปในความมืดของตรอก
"ไปซะแล้ว"
จ้าวอู๋จียืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าแผนการของเพื่อนรักในครั้งนี้ น่าจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
แต่การที่อีกฝ่ายมาบอกลาแค่นี้ และไม่ยอมปริปากพูดอะไรให้มากความ ก็คงเป็นเพราะไม่อยากให้เขาพลอยติดร่างแหไปด้วย ทุกอย่างล้วนเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ
ส่วนสุรา 'จ้านหยางชุน' ไหกระเทียมนั่น ก็คงไม่ใช่แค่สุราธรรมดาๆ แต่น่าจะเป็นตำราโบราณเสียมากกว่า
"ทว่า... ทำไมถึงเอาไปฝากไว้ที่สถานที่อโคจรอย่างหอเชียนเซียงด้วยล่ะ ข้าอุตส่าห์เลิกเที่ยวที่แบบนั้นไปตั้งนานแล้วนะ"
จ้าวอู๋จีมองแผ่นหลังของเพื่อนรักที่ค่อยๆ เลือนหายไปตรงทางแยกของตรอก พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
เพื่อนรักคนนี้ ชอบดื่มเหล้าที่แรงที่สุด ชอบใส่เสื้อผ้าสีแดงที่โดดเด่นที่สุด ชอบหลอกล่อสาวงามที่สุด และในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่บ้าบิ่นและท้าทายที่สุดของเขา ชีวิตของเขาช่างมีสีสันจัดจ้านเสียเหลือเกิน
เขาไม่ได้รีบร้อนมุ่งหน้าไปเอาสุราที่หอเชียนเซียงแต่อย่างใด แต่เลือกที่จะกลับไปที่จวนของตัวเองก่อน
เวลานี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงมื้อเที่ยงแล้ว กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารโชยมาจากปล่องควันในห้องครัวของจวน
"ใต้เท้ากลับมาเร็วจังเลยเจ้าค่ะ อาหารกลางวันกำลังเตรียมการอยู่ในครัวพอดี ใต้เท้าอยากจะรับประทานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ เดี๋ยวเสี่ยวเยว่จะไปสั่งในครัวให้เจ้าค่ะ..."
เสี่ยวเยว่ในชุดสาวใช้สวมรองเท้าปักลายนกเฟิ่งหวงสีดำ ดูร่าเริงสดใสมีชีวิตชีวา นางรีบวิ่งเข้ามารับเสื้อคลุมกันหนาวที่จ้าวอู๋จีเพิ่งจะถอดออก พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้อย่างเอาใจใส่
ทว่าเบื้องหลังของนาง กลับมีเด็กผู้หญิงหน้าตาซีดเซียว รูปร่างผอมบางสวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อมคนหนึ่งเดินตามมาด้วย แววตากลมโตสีดำขลับของนางฉายแววอยากรู้อยากเห็นแต่ก็เจือไปด้วยความหวาดกลัว
"ไม่ต้องหรอก ประเดี๋ยวข้าจะกินยาลูกกลอนจำแลงอิ่มสักสองสามเม็ดก็พอแล้ว อ้อ นี่ขนมดอกกุ้ยฮวา เอาไปแบ่งกันกินเถอะ"
จ้าวอู๋จีปรายตามองเด็กหญิงที่ผอมแห้งคนนั้น "นี่คือน้องสาวของคนขายเหล้าสินะ?"
"เจ้าค่ะ นางชื่อเสี่ยวหลาน"
คิ้วเรียวสวยดุจใบหลิวของเสี่ยวเยว่เลิกขึ้นสูง นางรับกล่องขนมดอกกุ้ยฮวาไปอย่างอารมณ์ดี "เสี่ยวหลาน รีบทำความเคารพใต้เท้าเร็วเข้าสิ"
เมื่อเด็กหญิงผอมบางได้ยินดังนั้น นางก็รีบทำท่าทางเคารพเก้ๆ กังๆ ท่าทางบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังประหม่าอย่างหนัก
"ไม่ต้องมากพิธีหรอก มาอยู่ที่นี่ก็ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองนั่นแหละ"
จ้าวอู๋จียิ้มบางๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องหลอมยา
ในยามปกติ เขาพยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทั่วไป และมักจะใช้ยาลูกกลอนจำแลงอิ่มที่เขาเป็นคนปรุงขึ้นมาเองเพื่อประทังความหิว
หากไม่ใช่เพราะต้องฝึกฝนวิทยายุทธ์ควบคู่ไปด้วย บางทีเขาอาจจะเลิกกินเนื้อสัตว์ไปเลยด้วยซ้ำ
สาเหตุหลักก็เป็นเพราะอาหารทั่วไปมักจะปนเปื้อนไปด้วยกลิ่นควันไฟและสิ่งเจือปนมากมาย ซึ่งก็เหมือนกับอากาศในย่านชุมชนเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณในร่างกาย
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกผู้บำเพ็ญเพียรเซียนถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า 'ไม่กินอาหารของมนุษย์เดินดิน' นั่นเอง
หากอยู่ในยุคสมัยที่พลังวิญญาณยังอุดมสมบูรณ์ เรื่องพวกนี้ก็อาจจะไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมายนัก
แต่ในยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียนแบบนี้ การรักษาความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณเอาไว้ให้ได้ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เมื่อเข้าไปในห้องหลอมยา จ้าวอู๋จีก็หยิบกล่องหยกที่บรรจุเศษซากยาทีฮ่องเต้ประทานให้ออกมาตรวจสอบดูอีกครั้ง
ในสายตาของเขา เศษซากยาเหล่านี้นับว่าแปลกประหลาดมาก ภายนอกมันดูเหมือนก้อนโคลนสีแดงคล้ำๆ แต่สสารบางอย่างที่อยู่ข้างใน กลับดูราวกับว่ามันได้ตกผลึกกลายเป็นฟอสซิลไปแล้ว หลังจากที่ต้องผ่านการหลอมด้วยความร้อนสูงและกาลเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนาน
บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้พลังวิญญาณในเศษซากยายังคงไม่ระเหยหายไปไหน
ส่วนพลังหยางที่แฝงอยู่ภายในนั้น ก็คือพลังหยางที่มาจากสรรพคุณทางยาของดอกทานตะวันที่แปรสภาพเป็นผงถ่านไปแล้วนั่นเอง
จ้าวอู๋จีตั้งใจจะใช้วิชาปั้นลูกกลอนสกัดเอาส่วนผสมของดอกทานตะวันออกมาจากเศษซากยา เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนผสมในการหลอมยาลูกกลอนหยกทองคำ และไขปริศนาของวิชากลืนกิน
ส่วนสสารอื่นๆ ที่เหลือ หลังจากที่ศึกษาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว เขาก็จะใช้ลูกปัดเก้าหยินเก้าหยางดูดซับมันเข้าไป เพื่อใช้เป็นทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียร
แต่ว่าในตอนนี้ เขายังขาดหญ้าน้ำค้างจันทราอยู่ จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะหลอมยาลูกกลอนหยกทองคำได้
ระหว่างทางกลับจวน เขาได้ลองเลียบเคียงถามเรื่องหญ้าน้ำค้างจันทรากับนานจือเซี่ยอีกครั้ง
แต่คำตอบที่ได้รับก็ยังคงเหมือนเดิม
ซึ่งความหมายแฝงก็คือ ในมือของว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ไม่มีหญ้าน้ำค้างจันทราเหลืออยู่อีกแล้ว แต่ข่าวเกี่ยวกับหญ้าน้ำค้างจันทราที่อยู่ในถ้ำอูซงนั้นเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
"ถ้ำอูซงอยู่ใกล้ๆ กับวัดหานซานบนภูเขาหานซาน ส่วนปู่ของสุนัขจิ้งจอกขาวตัวนั้นก็เร้นกายอยู่บนภูเขาหานซานเหมือนกัน ดูเหมือนว่าภูเขาหานซานลูกนี้จะมีอะไรที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่เยอะเลยทีเดียว..."
"บางทีข้าอาจจะจ้างพวกนักบู๊หรือคนเก็บสมุนไพร ให้ไปเก็บสมุนไพรที่ถ้ำอูซงแทนข้าก็ได้นี่นา"
จ้าวอู๋จีเก็บกล่องหยกเข้าที่อย่างระมัดระวัง แล้วหยิบยาลูกกลอนจำแลงอิ่มสองเม็ดออกมาจากโถยาโยนเข้าปากเพื่อดับความหิว
จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องไปสั่งการให้เสี่ยวเยว่ ไปติดต่อหลงจู๊ของหอจือเฉ่าในเมือง เพื่อให้ช่วยหาคนเก็บสมุนไพรจัดทีมขึ้นเขาไปหาสมุนไพรให้
เขาคงยังไม่กล้าเดินทางไปที่ถ้ำอูซงด้วยตัวเองในตอนนี้แน่ๆ เพราะถึงยังไง บนภูเขาหานซานลูกนั้นก็ยังมีสุนัขจิ้งจอกเฒ่าระดับปีศาจที่กำลังจ้องจับตาดูเขาอยู่นี่นา
...
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องลับใต้ดินของจวนตระกูลนาน หลังจากที่นานจือเซี่ยแอบไปสืบเสาะหาเบาะแสมาจนแน่ใจแล้วว่า ไม่มีคนของลัทธิอู๋ซั่งเข้ามาก่อเรื่องในเมืองหลวงเลยแม้แต่คนเดียว นางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"ไม่รู้ว่าเป็นยอดฝีมือท่านใดกันแน่ ที่อุตส่าห์ลงมือทำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้เพื่อลัทธิอู๋ซั่งของเรา หรือว่าจะเป็นเขาคนนั้น..."
จู่ๆ ภาพของผู้อาวุโสที่นางบังเอิญพบที่ริมฝั่งแม่น้ำจูเชวี่ยก็แวบเข้ามาในหัวของนาง
บุกเดี่ยวเข้าไปสังหารคนในเขตพระราชวังชั้นใน
แถมยังใช้วิชาเจ็ดกระบี่อู๋ซั่ง ซึ่งเป็นวิชาลับของลัทธิอู๋ซั่งอีกด้วย เป็นไปได้สูงมากว่ายอดฝีมือผู้นั้นก็คือผู้อาวุโสท่านนั้นแน่ๆ
ก็เพราะว่าวิชาเพลงกระบี่ชุดนี้ ถูกสลักเอาไว้ในอาวุธศักดิ์สิทธิ์งัยล่ะ และผู้อาวุโสท่านนั้นก็เคยสัมผัสกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นมาก่อน
"คนผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่นะ ทีแรกก็เป็นคนเอาอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาคืนให้ แล้วมาตอนนี้ยังช่วยพวกเรากำจัดศัตรูอีก..."
นานจือเซี่ยรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง แถมยังแอบสะใจลึกๆ อีกด้วย
นั่นก็เป็นเพราะนางสืบรู้มาว่า คนที่ถูกฆ่าตายก็คือพัสดีย่านเยี่ยถิง
แถมยังมีรายงานว่า หัวหน้าขันทีคนหนึ่งในพระราชวังก็หายตัวไปอย่างลึกลับด้วย และทุกคนต่างก็พุ่งเป้าไปที่ลัทธิอู๋ซั่งว่าเป็นผู้ลงมือ
"ไอ้สองคนนี้ คนหนึ่งก็เคยทรมานผู้พิทักษ์สวี ส่วนอีกคนก็เป็นคนฆ่าผู้บังคับการหยาง สมควรตายแล้วล่ะ..."
แววตาของนางเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต นางล้วงหยิบขวดยาขวดเล็กออกมาจากอกเสื้อ ก่อนที่แววตาจะค่อยๆ อ่อนโยนลง
จากนั้นนางก็หยิบถ้วยศักดิ์สิทธิ์ลายเมฆดาราเร้นลับออกมา แล้วใช้หยกปราณกระตุ้นพลังของมัน
ก่อนจะหยดเลือดของจ้าวอู๋จีที่มีอยู่ในขวดยาลงไปในถ้วยใบนั้น นางเฝ้ารอดูผลลัพธ์ที่จะออกมาจากพรสวรรค์และพลังวิญญาณของจ้าวอู๋จีอย่างใจจดใจจ่อ...
...