- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 36 พระราชทานน้ำค้างสีเขียว สนธิสัญญาแห่งเทียนหนาน
บทที่ 36 พระราชทานน้ำค้างสีเขียว สนธิสัญญาแห่งเทียนหนาน
บทที่ 36 พระราชทานน้ำค้างสีเขียว สนธิสัญญาแห่งเทียนหนาน
บทที่ 36 พระราชทานน้ำค้างสีเขียว สนธิสัญญาแห่งเทียนหนาน
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของฮ่องเต้เจามิง จ้าวอู๋จีก็ก้าวออกมาตอบตามความเป็นจริงว่า ตนเองชื่นชอบการหลอมยาลูกกลอนและตามหาวิถีแห่งเซียนจริง
ในงานชุมนุมเซียนเผิงไหลแห่งนี้ ไม่ว่าบรรดาขุนนางจะตั้งใจมาเลียแข้งเลียขาฮ่องเต้ หรือจะมาด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ แต่ในยามปกติ พวกเขาก็มักจะทำตัวเป็นผู้มีรสนิยมสูงส่ง สนใจในการตามหาวิถีแห่งเซียนกันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรอก
"ดี!" ฮ่องเต้เจามิงชี้พระดรรชนีไปที่เตาหลอมยา "วันนี้เจิ้นจะทดสอบเจ้าดูสักหน่อย ลองบอกมาสิว่า เศษซากยาและน้ำค้างสีเขียวที่อยู่ก้นเตาใบนั้น คือสิ่งใด หากเจ้าตอบถูก เจิ้นจะตบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม"
เมื่อจ้าวอู๋จีได้ยินเช่นนั้น เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
เมื่อครู่นี้ตอนที่เขาเดินวนรอบๆ เตาหลอมยา เขายังแอบคิดอยู่เลยว่าคงหมดโอกาสจะได้สัมผัสกับเศษซากยาที่อยู่ก้นเตาซะแล้ว
แต่ตอนนี้โอกาสกลับลอยมาหาถึงที่ เขาจึงรีบประสานมือคารวะแล้วกราบทูลว่า
"กระหม่อมขออนุญาตใช้คีมคีบเศษซากยาออกมาตรวจสอบดูสักนิดจะได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"อนุญาต!"
ฮ่องเต้เจามิงสะบัดชายแขนเสื้อกว้าง ทรงตอบตกลงอย่างง่ายดาย
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!"
จ้าวอู๋จีล้วงหยิบคีมคีบยาและกล่องหยกขนาดเล็กออกมาจากเอว แล้วเดินเข้าไปใกล้เตาหลอมยา
ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของทุกคนที่จับจ้องมา เขาสอดคีมคีบยาเข้าไปในเตาหลอม คีบเอาเศษซากยาออกมาส่วนหนึ่ง แล้วนำไปวางไว้ในกล่องหยก
ในเวลานี้ ภายในใจของเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เศษซากยานี้อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณที่สั่นไหวอย่างรุนแรง ไม่น่าเชื่อเลยว่าในยุคเสื่อมถอยแห่งวิถีเซียนแบบนี้ พลังวิญญาณของมันจะยังคงไม่แตกซ่านหายไป
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังสามารถกระตุ้นให้ลูกปัดหยางในทะเลแห่งจิตสำนึกของเขาสั่นสะเทือนได้อีกด้วย เห็นได้ชัดว่านอกจากพลังวิญญาณแล้ว มันยังคงกักเก็บพลังหยางเอาไว้อีกเป็นจำนวนมาก
น่าเสียดายที่ในเวลานี้ ท่ามกลางสายตาประจักษ์พยานนับร้อยนับพันคู่ เขาไม่สามารถฉวยโอกาสดูดซับพลังหยางได้เหมือนตอนที่ยังมีคนมุงดูเยอะๆ ก่อนหน้านี้
เขาทำได้เพียงแค่คีบเศษซากยาใส่กล่องหยกออกมาตรวจสอบบางส่วน แตาไม่กล้าผลีผลามใช้ลูกปัดหยางดูดซับพลังของมัน
เขาข่มความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วเริ่มพิจารณาและวิเคราะห์เศษซากยาอย่างละเอียด ทั้งใช้สายตาจ้องมอง และยกขึ้นมาดมกลิ่นใกล้ๆ จมูกเป็นระยะ
ในยุคสมัยก่อนๆ ที่พลังวิญญาณยังอุดมสมบูรณ์ และมีผู้บำเพ็ญเพียรเซียนอยู่มากมาย ยาลูกกลอนที่นักพรตหลี่เส่าจวินในสมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นผู้หลอมขึ้นมา จะต้องมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
ประกอบกับที่เขาเองก็ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับยาลูกกลอนมาไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ได้เรียนรู้สูตรการหลอมยาลูกกลอนหยกทองคำ ก็ยิ่งทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้แตกฉานมากยิ่งขึ้น
"หมอหลวงจ้าว มองออกหรือไม่ว่าในเศษซากยานั้นมีส่วนผสมของอะไรอยู่บ้าง?" ในตอนนั้นเอง ฮ่องเต้เจามิงก็ตรัสถามขึ้น
จ้าวอู๋จีวางกล่องหยกในมือลง ประสานมือคารวะด้วยท่าทีที่ไม่อ่อนน้อมจนเกินไปและไม่แข็งกร้าวจนเกินงาม "กราบทูลฝ่าบาท จากการสังเกตของกระหม่อม เศษซากยานี้น่าจะมีส่วนผสมของชาด สารหนู ไหมเมฆา แผ่นทองคำ..."
"อืม..." ฮ่องเต้เจามิงพยักพระพักตร์อย่างพอพระทัย การที่เขาสามารถมองออกว่ามีส่วนผสมของไหมเมฆาอยู่ด้วยนั้น นับว่าหาได้ยากยิ่ง
"และดูเหมือนว่าจะมีส่วนผสมของถ่านไม้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ..."
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้ววิเคราะห์ต่อไป "เศษซากยานี้มีรสหวานปะแล่มๆ กลิ่นคาวอมเปรี้ยวคล้ายของเน่าเสีย น่าจะเป็นยาลูกกลอนธาตุหยางที่แข็งกร้าว แต่กลับมีกลิ่นคาวเลือดเจือปนอยู่ด้วย หรือว่า... จะมีการผสมไม้ระฆังสายฟ้าและเลือดของอะไรบางอย่างลงไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ?"
"โอ้?" ฮ่องเต้เจามิงประหลาดพระทัยเป็นอย่างมาก พระองค์ขยับพระวรกายลุกขึ้นนั่งตัวตรงบนบัลลังก์มังกร ทรงตบพระหัตถ์เสียงดังฉาดใหญ่แล้วพระสรวลออกมาอย่างอารมณ์ดี "คิดไม่ถึงเลยว่าหมอหลวงจ้าวจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งการหลอมยาถึงเพียงนี้ ถึงกับสามารถแยกแยะส่วนผสมและสรรพคุณของยาได้อย่างกว้างขวาง
แต่ทว่าส่วนผสมที่อยู่ในเศษซากยานี้ ไม่ใช่ไม้ระฆังสายฟ้าหรอกนะ แต่เป็นดอกทานตะวันและเลือดของเด็กทารกต่างหาก..."
"ดอกทานตะวันงั้นรึพ่ะย่ะค่ะ!?" จ้าวอู๋จีตกตะลึง
มุมพระโอษฐ์ของฮ่องเต้เจามิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย "ได้ยินมาว่าใต้เท้าปู่ได้มอบสูตรยาลูกกลอนหยกทองคำให้กับหมอหลวงจ้าว และช่วงนี้หมอหลวงจ้าวเองก็กำลังตามหาดอกทานตะวันอยู่ด้วยใช่หรือไม่
ที่เจิ้นทดสอบเจ้าในวันนี้ ก็เพื่ออยากจะดูว่าเจ้าจะสามารถจดจำส่วนผสมที่อยู่ในเศษซากยานี้ได้หรือไม่ หากเจ้าเห็นดอกทานตะวันแล้วยังจำไม่ได้และปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป นั่นก็แปลว่าเจ้าไม่มีวาสนากับดอกไม้ชนิดนี้"
พระองค์ทอดพระเนตรมองเขาด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ "โชคดีที่หมอหลวงจ้าวยังสามารถแยกแยะส่วนผสมมากมายที่อยู่ในเศษซากยานี้ออก เจิ้นกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เจิ้นจะประทานเศษซากยานี้ให้กับเจ้า"
"ขอบพระทัยที่ทรงประทานรางวัลพ่ะย่ะค่ะ" จ้าวอู๋จีสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบพระทัย ทำเอาเหล่าขุนนางที่อยู่รอบๆ ต่างพากันหันมามองด้วยความอิจฉาตาร้อนและกล่าวแสดงความยินดีกับเขา
ถึงแม้ว่าจะได้เศษซากยามาครอบครอง แถมยังได้ส่วนผสมของดอกทานตะวันมาแบบส้มหล่น แต่ในเวลานี้ จิตใจของจ้าวอู๋จีกลับไม่สงบนิ่งเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
ฮ่องเต้เจามิงผู้นี้ช่างซ่อนคมได้ลึกซึ้งเสียจริง
ถึงกับทรงล่วงรู้เรื่องราวของบุคคลเล็กๆ อย่างเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง บางทีอาจจะเป็นเพราะสูตรยาลูกกลอนหยกทองคำและดอกทานตะวัน ล้วนแล้วแต่เป็นของที่ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนก็เป็นได้
แต่ก็ยังโชคดีที่ของเหล่านี้ราชเลขาปู่เป็นคนมอบให้ มีที่มาที่ไปอย่างขาวสะอาด
ในตอนนั้นเอง ฮ่องเต้เจามิงก็หันพระพักตร์ไปทางราชครูฟาง
ฟางซืออวี่จึงก้าวออกมายืนถือไม้เท้าพร้อมกับกล่าวต่อหน้าเหล่าขุนนางว่า "ส่วนผสมต่างๆ ที่หมอหลวงจ้าวเพิ่งจะกล่าวไปเมื่อครู่นี้ ไม่ว่าจะเป็นชาด สารหนู หรือไหมเมฆา ล้วนแล้วแต่เป็นของที่คนทั่วไปไม่สามารถรับประทานได้ทั้งสิ้น หากฝืนรับประทานเข้าไป มีแต่จะตายสถานเดียว
ดังนั้น ถึงแม้ว่าเศษซากยานี้จะสามารถควบแน่นกลายเป็นน้ำค้างสีเขียวเมื่ออาบแสงจันทร์ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ของที่มนุษย์เดินดินจะสามารถรับประทานได้อยู่ดี
แม้แต่ตัวข้าเองที่มีวิชาหลอมยาของลัทธิเทียนซือ ก็ยังยากที่จะนำเศษซากยานี้มาใช้ประโยชน์ได้ เพราะมันได้กลายเป็นยาพิษไปเสียแล้ว...
แต่ถึงกระนั้น จากการศึกษาเศษยาพิษและเตาหลอมยาเนื้อสมันใบนี้ ข้าก็พอจะมองเห็นรายละเอียดบางอย่างเกี่ยวกับการหลอม 'น้ำทองคำไท่อี่' ของหลี่เส่าจวินในอดีตได้บ้าง ซึ่งก็นับว่ามีประโยชน์และใช้เป็นแนวทางในการศึกษาได้ หากวันข้างหน้าข้าสามารถหลอมน้ำทองคำไท่อี่ได้สำเร็จ ข้าจะแบ่งให้พวกท่านได้ลองชิมกันสักนิดหน่อยก็แล้วกัน..."
เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น เหล่าขุนนางก็พากันยิ้มแก้มปริ ต่างพากันกล่าวชื่นชมและขอบคุณราชครูกันยกใหญ่
จ้าวอู๋จีแสร้งทำทีเป็นรับฟังคำสั่งสอนอย่างตั้งใจ ก่อนจะเก็บกล่องหยกเข้าไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
ถึงแม้ยาพิษจะไม่สามารถรับประทานได้ แต่ถ้าหากเขาสามารถสกัดเอาส่วนผสมของดอกทานตะวันที่อยู่ภายในนั้นออกมาใช้ในการหลอมยาลูกกลอนหยกทองคำได้สำเร็จ เขาก็จะสามารถไขปริศนาวิชากลืนกินได้สำเร็จ
แถมพลังวิญญาณและพลังหยางที่อยู่ภายในนั้น ก็ยังมีประโยชน์และมีค่ามหาศาลอีกด้วย
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีขุนนางเฒ่าท่านหนึ่งเอ่ยคำถามที่ค่อนข้างจะแทงใจดำขึ้นมา
เขากล่าวถึงความพ่ายแพ้ของกองทัพที่ชายแดนตอนเหนือ การเกิดหมอกหนาทึบขึ้นอย่างน่าประหลาดใจในสนามรบ และการปรากฏตัวของกองทหารเกราะเหล็กสุดแสนจะลี้ลับ พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องทั้งหมดนี้อาจจะเป็นฝีมือของลัทธิอู๋ซั่ง ที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือแคว้นเฉียนอยู่เบื้องหลังหรือไม่
ในขณะที่ราชครูฟางยังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ฮ่องเต้เจามิงก็แค่นเสียงเย็นชาออกมาเสียก่อน ทำเอาบรรยากาศภายในงานเงียบกริบลงในพริบตา
เหล่าขุนนางต่างก็เสียวสันหลังวาบ พากันชำเลืองมองไปยังแม่ทัพเฒ่าหยางเจียจวิ้น ผู้ซึ่งเอ่ยคำถามนั้นขึ้นมา พร้อมกับแอบก่นด่าในใจว่าช่างไม่รู้จักเวล่ำเวลาเอาเสียเลย
ใครจะไปคิดว่าหลังจากที่ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็นชาจบ พระองค์จะแย้มพระสรวลให้กับแม่ทัพเฒ่าหยาง แล้วตรัสขึ้นว่า "ใต้เท้าหยางคงจะเข้าใจผิดไปแล้วล่ะ ครั้งนี้ไม่ได้เป็นฝีมือของพวกลัทธิอู๋ซั่งหรอกนะ แต่เป็นเพราะทางแคว้นเฉียนเอง ก็มีผู้ที่มีความสามารถในการบำเพ็ญเพียรเฉกเช่นเดียวกับราชครูของพวกเรา คอยใช้วิชาอาคมช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังต่างหาก
แต่ทว่า สี่แคว้นใหญ่แห่งดินแดนเทียนหนาน ได้เคยทำสนธิสัญญาตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรเซียน จะสามารถออกโรงปกป้องประเทศชาติได้ ก็ต่อเมื่อบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะคับขันเท่านั้น ห้ามไม่ให้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบริหารราชการแผ่นดิน ห้ามทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ และห้ามใช้วิชาอาคมไปสร้างความเดือดร้อนให้กับแคว้นอื่นโดยเด็ดขาด
แต่การที่แคว้นเฉียนนำเอาอาวุธวิเศษออกมาใช้ในการทำศึกครั้งนี้ ดูเหมือนว่าพวกมันจะมีเจตนาที่จะฉีกสนธิสัญญาทิ้งเสียแล้วล่ะ
การที่เจิ้นจัดงานชุมนุมเซียนเผิงไหลในครั้งนี้ขึ้นมา ก็เพื่ออยากจะให้พวกท่านทุกคนคลายความกังวลใจ เจิ้นจะส่งราชครูเดินทางไปบัญชาการรบที่แนวหน้าชายแดนตอนเหนือ หากมีเซียนนอกรีตจากแคว้นเฉียนมาก่อความวุ่นวายจริงๆ ล่ะก็ ราชครูฟางจะไม่มีวันปรานีพวกมันอย่างแน่นอน!"
"ขอให้ทุกท่านโปรดวางใจ! และจงดูคำทำนายทายทักจากกว้านี้เถิด!" ราชครูฟางซืออวี่สะบัดแขนเสื้ออย่างรู้จังหวะ
เหรียญหยกเจ็ดเหรียญพุ่งทะยานออกมาจากแขนเสื้อของเขา เรียงตัวกันเป็นรูปดาวกระบวยใหญ่ (ดาวเหนือ) แสงสีทองสาดส่องออกมาจากรูตรงกลางเหรียญ ก่อนที่เหรียญทั้งเจ็ดจะละลายกลายเป็นของเหลวสีหยก ร่วงหล่นลงสู่พื้น และควบแน่นกลายเป็นยันต์หยกที่มีตัวอักษรสี่ตัวสลักเอาไว้ว่า 'ประเทศชาติร่มเย็น ประชาชนเป็นสุข'
"ประเทศชาติร่มเย็น ประชาชนเป็นสุข นี่คือกว้ามงคล!"
"อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของราชครูช่างไร้เทียมทาน! หากเหล่าทหารหาญที่ชายแดนตอนเหนือได้รู้ว่าราชครูจะเดินทางไปบัญชาการรบด้วยตัวเอง จะต้องมีขวัญและกำลังใจที่ฮึกเหิมขึ้นอย่างแน่นอน..."
ไม่ว่าในใจของแต่ละคนจะคิดอย่างไร แต่ในเวลานี้ บรรดาขุนนางทั้งหลายต่างก็พร้อมใจกันคุกเข่าประสานมือคารวะ และเปล่งเสียงตะโกนสรรเสริญในความปรีชาสามารถของฝ่าบาท ขอให้แคว้นเสวียนจงเจริญรุ่งเรืองสืบไป
ฮ่องเต้เจามิงลูบเคราด้วยความพึงพอพระทัย
ถือว่าการจัดงานชุมนุมเพื่อเรียกขวัญและกำลังใจในครั้งนี้ บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้แล้ว
จากนั้น พระองค์ก็มีรับสั่งให้นำกวางขาวที่เคยนำเห็ดหลินจือมาถวายออกมาโชว์ตัว เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้ที่บรรลุสู่เส้นทางแห่งวิถีเซียน เป็นการเพิ่มพูนความน่าเกรงขามและบารมีให้เหนือกว่าอำนาจขององค์จักรพรรดิทั่วไป
จ้าวอู๋จียืนมองดูเหล่าขุนนางที่พากันมุงดูกวางขาวและส่งเสียงชื่นชมกันอย่างไม่ขาดปาก ทว่าภายในใจของเขากลับรู้สึกหนาวเหน็บ
ราชสำนักแห่งแคว้นเสวียนช่างลึกล้ำยากจะหยั่งถึง จิตใจของฮ่องเต้พระองค์นี้ก็ยากที่จะคาดเดา ส่วนราชครูก็ลึกลับซับซ้อนไม่ต่างกัน
หากเขาหวังที่จะตีสนิทและเข้าใกล้ราชสำนักให้มากกว่านี้ เขาจะต้องซ่อนเร้นตัวตนของตัวเองให้มิดชิด รอคอยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ห้ามทำอะไรผลีผลามโดยเด็ดขาด
"โอกาสที่ราชครูฟางมักจะพูดถึงบ่อยๆ ว่าจะรับสมัครคนเข้าสำนักเพื่อบำเพ็ญเพียรในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลินั้น อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการหยั่งเชิงก็เป็นได้ หากต้องการจะฉกฉวยทรัพยากรมาจากราชสำนัก ก็ต้องกล้าที่จะไปแย่งชิ้นปลามันมาจากปากเสือ และต้องพยายามแทรกซึมเข้าไปเป็นพวกเดียวกับพวกมันให้ได้ ถึงจะพอช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้บ้าง..."
จ้าวอู๋จีครุ่นคิดในใจ ขณะที่ปรายตามองไปทางนานจือเซี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ
"อู๋จี วันนี้ท่านโดดเด่นน่าดูเลยนะ แต่ในเมื่อเศษซากยานั้นมีพิษ ท่านก็อย่าเผลอกินมันเข้าไปล่ะ"
นานจือเซี่ยหันหน้ามาหาเขา ส่งยิ้มพิมพ์ใจที่มีลักยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง
"อืม ข้ารู้แล้ว ข้าเองก็เป็นนักหลอมยาเหมือนกันนะ ข้าไม่โง่ขนาดนั้นหรอก" จ้าวอู๋จียิ้มรับและส่ายหน้าเบาๆ
"ก็ดีแล้วล่ะ อย่าลืมหยดเลือดจากปลายนิ้วให้ข้าด้วยนะ"
"ให้ข้าไปให้หมอดูทำนายดวงเนื้อคู่เป็นเพื่อนเจ้าดีมั้ย?"
"ไม่ได้สิ แบบนั้นมันก็ไม่แม่นน่ะสิ"
จ้าวอู๋จีมองดูใบหน้าบึ้งตึงที่แสนจะจริงจังของนานจือเซี่ย แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
บางทีช่วงเวลาที่ผู้หญิงดูสวยที่สุด ก็คือตอนที่พวกนางอยากจะหัวเราะใจจะขาด แต่กลับต้องพยายามตีหน้าขรึมเอาไว้นั่นแหละ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกปลงตกขึ้นมาได้ นานจือเซี่ยคือว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิอู๋ซั่ง การที่นางมีความลับมากมายซ่อนเอาไว้ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
แต่ตราบใดที่นางมีความหวังดีต่อเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจกับฐานะที่แท้จริงของนาง การแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและเล่นตามน้ำไปกับนางเสีย ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
เขาเองก็มีความลับเหมือนกัน นั่นก็คือการแอบบำเพ็ญเพียรในวิถีแห่งเซียนอย่างลับๆ
ถ้าหากว่าวันหนึ่ง มีใครบางคนพยายามจะสืบเสาะค้นหาความลับของเขา แล้วสาวไส้ไปจนถึงเรื่องของลูกปัดเก้าหยินเก้าหยาง ที่เกี่ยวข้องกับการทะลุมิติและการมีชีวิตเป็นอมตะ... ถึงตอนนั้น พวกเขาจะยังสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขได้หรือไม่?
ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีความลับเป็นของตัวเอง งั้นการไม่เข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของกันและกัน และปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างมีพื้นที่ส่วนตัวสำหรับเก็บรักษาความลับของตัวเองเอาไว้ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
...
ครึ่งวันผ่านไป งานชุมนุมเซียนเผิงไหลก็ต้องรีบยุติลงอย่างกะทันหัน
ไม่รู้ว่าฮ่องเต้เจามิงได้รับรายงานเรื่องอะๆรมา จู่ๆ พระองค์ก็ทรงพระพิโรธอย่างหนัก ส่วนราชครูฟางก็รีบกราบทูลลากลับไปอย่างรีบร้อนเช่นเดียวกัน
ตอนที่จ้าวอู๋จีเดินออกจากพระตำหนักเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ เขาก็แว่วได้ยินพวกขุนนางจับกลุ่มคุยกันว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับลัทธิอู๋ซั่ง
เขาเดาได้ทันทีว่า 'ผลงานชิ้นโบแดง' ที่เขาสร้างเอาไว้เมื่อคืน คงจะแตกดังโพละแล้วแน่ๆ
ทางด้านของนานจือเซี่ย หลังจากที่ได้ยินข่าวลือนี้ แววตาของนางก็ฉายแววสับสนและตกตะลึงไปชั่วขณะ
นางเป็นถึงว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิอู๋ซั่งแท้ๆ แต่ทำไมนางถึงไม่เห็นรู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับแผนการของลัทธิในช่วงนี้?
นางทำได้เพียงรีบขอเลือดจากปลายนิ้วของจ้าวอู๋จีมาสองสามหยด ก่อนจะรีบขอตัวลากลับไปอย่างรีบร้อน
จ้าวอู๋จีไม่ได้นั่งรถม้ากลับจวนโดยตรง
แต่เขากลับสั่งให้คนขับรถม้าขับอ้อมไปอีกทาง โดยอ้างว่าจะไปซื้อขนมดอกกุ้ยฮวาที่ตลาดฝั่งตะวันออก แต่แท้จริงแล้ว เขาตั้งใจจะไปแอบสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวที่สำนักเจี้ยนเจิ้ง ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้นต่างหาก
เขาเดินทางออกจากงานชุมนุมค่อนข้างเร็ว ดังนั้น ในเวลานี้ ทั้งใต้เท้าหลิวและผู้คุมกฎอาวุโสเซี่ยเหวินเหอ น่าจะยังเดินทางกลับไปไม่ถึงสำนักเจี้ยนเจิ้ง
แต่เขาก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนัก ว่าเพื่อนรักอย่างเถาเฟยและทายาทจอมโจรลี้ลับอย่างปี้อวี่เสียง จะสามารถลอบเข้าไปลงมือได้สำเร็จและหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยแล้วหรือยัง
ดูจากท่าทีพิโรธโกรธแค้นของฮ่องเต้ในตอนนี้ เชื่อได้เลยว่าอีกไม่นาน ทั่วทั้งเมืองหลวงจะต้องถูกสั่งปิดและประกาศกฎอัยการศึกอย่างแน่นอน
ขืนเถาเฟยกับพรรคพวกยังหนีออกมาจากสำนักเจี้ยนเจิ้งไม่ได้ล่ะก็ สถานการณ์จะต้องเลวร้ายและอันตรายมากแน่ๆ...
...