- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 30 ชมค่ายกลดาราในยามวิกาล ข้าวของแพงขึ้นอย่างฉับพลัน
บทที่ 30 ชมค่ายกลดาราในยามวิกาล ข้าวของแพงขึ้นอย่างฉับพลัน
บทที่ 30 ชมค่ายกลดาราในยามวิกาล ข้าวของแพงขึ้นอย่างฉับพลัน
บทที่ 30 ชมค่ายกลดาราในยามวิกาล ข้าวของแพงขึ้นอย่างฉับพลัน
กระบี่ลูกกลอนพุ่งทะยานข้ามฟากฟ้า บนพื้นผิวของลูกกลอนปรากฏเกราะคุ้มกันรูปร่างคล้ายลูกกลอนจำแลงที่ไร้สีและแสง พุ่งฝ่าอากาศไปท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่อง
จ้าวอู๋จีควบคุมกระบี่ลูกกลอนเพื่อเหาะเหินเดินอากาศด้วยจิตสำนึก
เขาลอบสะกดรอยตามรถม้าของเถาเฟยกับปี้อวี่เสียงไปเงียบๆ จนถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเขตเมืองชั้นใน
ปรากฏว่าทั้งสองคนไม่ได้ไปที่หอเชียนเซียง แต่แวะพักเหนื่อยที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้
เขาบังคับกระบี่ลูกกลอนให้บินร่อนเข้าไปใกล้หลังคาโรงเตี๊ยม จนค่อยๆ ได้ยินเสียงบทสนทนาอันแผ่วเบาของคนทั้งสองที่ดังมาจากในห้อง
"ทำไมท่านถึงไม่ชักชวนหมอเทวดาจ้าวให้มาร่วมมือด้วยล่ะ? เขาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานาน แถมพ่อตาก็ยังเป็นถึงจงเจิ้ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสนิทสนมกับเจี้ยนเจิ้งหลิวแห่งสำนักเจี้ยนเจิ้งเป็นอย่างดี พลังฝีมือก็ไม่ธรรมดาด้วย"
"สิ่งที่เรากำลังจะทำ มันอันตรายมาก พลาดพลั้งนิดเดียวอาจนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ได้"
เถาเฟยลูบคลำตัวอักษร 'บุรุษเจ้าสำราญอันดับหนึ่งในใต้หล้า' บนพัดจีบเบาๆ จู่ๆ ก็ยิ้มเยาะตัวเอง "ท่านว่า คนเสเพลอย่างข้า ถ้าเกิดไปปล้นสำนักเจี้ยนเจิ้งเข้าจริงๆ จะถือเป็นการสร้างชื่อเสียงให้บรรพบุรุษหรือเปล่า?
ยังไงซะ คัมภีร์ 'เจินเก้า' ในสำนักเจี้ยนเจิ้ง ก็เป็นสมบัติของตระกูลเถาของข้าอยู่แล้ว...
แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพี่จ้าว ข้าไม่อยากดึงเขาเข้ามาพัวพันด้วย อนาคตของเขายังไปได้อีกไกล..."
จ้าวอู๋จีลอบได้ยินดังนั้นก็นึกซึ้งใจ สหายจอมกะล่อนคนนี้นับว่าคบได้ ไม่เสียแรงที่คบหากันมา ยังพอมีสามัญสำนึกอยู่บ้าง
ถ้าเป็นเช่นนั้น หากมีโอกาส เขาแกล้งทำเป็นบังเอิญยื่นมือเข้าช่วยสักหน่อย โดยไม่ให้ตัวเองถูกร่างแหไปด้วย ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
เสียงของเถาเฟยยังคงดังแว่วมาจากในห้อง
"ฝ่าบาททรงโปรดปรานกวางขาวคาบเห็ดหลินจือเป็นอย่างมาก ทรงมีพระประสงค์จะจัดงานชุมนุมเซียนเผิงไหล เพื่อนำของวิเศษมาอวดโฉม ถึงตอนนั้น เหล่าเจี้ยนเจิ้งผู้คุ้มกันแห่งสำนักเจี้ยนเจิ้งจะต้องไปร่วมงานอย่างแน่นอน นั่นแหละคือช่วงเวลาที่สำนักเจี้ยนเจิ้งว่างเปล่าที่สุด
หากเราจะลงมือ ก็ต้องรอให้ถึงวันงานชุมนุมเซียนเผิงไหลของฝ่าบาทตามแผนที่วางไว้ ถึงจะอาศัยจังหวะชุลมุนฉกฉวยผลประโยชน์ได้..."
"เฮ้อ ปัญหาตอนนี้มีอยู่ว่า ข้ายังไม่ค่อยคุ้นเคยกับแผนผังและภูมิประเทศภายในสำนักเจี้ยนเจิ้งในเมืองหลวงสักเท่าไหร่ ในบันทึกที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ ก็มีบอกแค่เส้นทางที่จะลอบเข้าไปในคลังสมบัติเท่านั้น
เวลาล่วงเลยมาจนถึงป่านนี้ หลังจากเกิดเรื่องของอาจารย์ สำนักเจี้ยนเจิ้งก็ถูกปรับปรุงใหม่ไปหมดแล้ว แถมยังมีพวกยอดฝีมือคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา ข้ายังไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปสืบดู เวลาเรามีจำกัด แต่งานหนักอึ้งจริงๆ"
จ้าวอู๋จีลอบฟังอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์และความยากลำบากของเถาเฟยกับปี้อวี่เสียงในตอนนี้แล้ว
ทั้งสองคนคุยกันได้ไม่นาน ก็วางสัมภาระลง สันดานหมาชอบกินขี้ยังไงก็แก้ไม่หาย พวกเสเพลยังไงก็ทิ้งนิสัยเจ้าชู้ไม่ได้ สุดท้ายก็พากันมุ่งหน้าไปยังหอเชียนเซียงจนได้
"ถุย ก่อนจะทำงานใหญ่ยังมีกะใจไปหาความสำราญอีกนะ"
เขาสบถด่าเบาๆ จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางกระบี่ลูกกลอน บินมุ่งหน้าไปยังสำนักเจี้ยนเจิ้ง บินวนสำรวจดูลาดเลาอยู่รอบๆ ก่อน
ตอนนี้วิชาเล่นลูกกลอนของเขาบรรลุถึงขั้นต้นแล้ว เพียงใช้พลังวิญญาณแค่สายเดียว ก็สามารถประคองการทำงานได้นานถึงสามร้อยอึดใจ
เมื่อมีจิตวิญญาณสถิตอยู่ ตราบใดที่บินห่างจากร่างต้นไม่เกินสิบกว่าลี้ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ณ ตอนนี้ จากมุมมองการเหาะเหินเดินอากาศที่เขากำลังสำรวจอยู่ กลุ่มอาคารของสำนักเจี้ยนเจิ้งที่ทอดยาวเป็นแนวนั้น ดูเหมือนกับตอนที่เขาเห็นครั้งแรกไม่มีผิดเพี้ยน มันยังคงถูกปกคลุมไปด้วยแสงดาวจางๆ ชั้นหนึ่ง
แสงดาวนี้คนทั่วไปยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้การมองผ่านดวงตาแห่งดวงวิญญาณในวิชาทงโยวที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณเท่านั้นถึงจะมองเห็นได้
แสงดาวเลือนลางก่อตัวเป็นเงาของกลุ่มดาวทั้งยี่สิบแปดกลุ่ม หมุนวนอย่างเชื่องช้า แผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจล่วงละเมิดได้
"น่าจะเป็นค่ายกลคุ้มกัน... คงเหมือนกับคาถาเทียนเผิงบนแผ่นศิลาหยกในสระอวิ๋นอวี้ของตำหนักจิ่งชิงล่ะมั้ง ที่น่าจะมีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง"
จ้าวอู๋จีลอยตัวสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ มองลอดลงมาจากบนฟ้าเพื่อจดจำแผนผังและภูมิประเทศของสำนักเจี้ยนเจิ้งเอาไว้ โดยไม่กล้าเข้าใกล้สุ่มสี่สุ่มห้า
เขาสงสัยว่า ค่ายกลขนาดใหญ่ของสำนักเจี้ยนเจิ้งแห่งนี้น่าจะมีผลต่อผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังวิญญาณและสามารถใช้วิชาอาคมได้ รวมถึงพวกภูตผีปีศาจด้วย
ส่วนพวกคนธรรมดาทั่วไป ค่ายกลนี้อาจจะไม่มีผลอะไรกับพวกเขาเลยก็ได้
ไม่อย่างนั้น คงอธิบายได้ยากว่าทำไมจอมโจรเซียนเฟิงอี้ถึงเคยลอบเข้าไปยันหน้าประตูลับของคลังสมบัติสำนักเจี้ยนเจิ้งแห่งนี้ได้ หากเขาไม่ได้กำลังคุยโวอยู่
"ตรงนี้คือพื้นที่ส่วนใน นอกจากตอนที่ข้าเข้าไปตรวจอาการของเจี้ยนเจิ้งหลิวแล้ว หลังจากนั้นข้าก็แทบจะไม่ได้เหยียบย่างเข้าไปอีกเลย..."
"แล้วที่ว่ากันว่าคลังสมบัติน่ะ มันอยู่ตรงไหนกันล่ะ? หรือว่าอยู่ใต้ดิน?"
จ้าวอู๋จีลอยตัวสังเกตการณ์อยู่ครู่ใหญ่ จังหวะที่กระบี่ลูกกลอนโฉบผ่านชายคาของสำนักเจี้ยนเจิ้ง เขาก็สังเกตเห็นว่าลวดลายดวงดาวบนกระเบื้องชายคาสว่างวาบขึ้นมาเล็กน้อย ในขณะที่ทหารยามที่เดินตรวจตราอยู่รอบๆ กลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
"ค่ายกลนี้ มีผลแค่กับสิ่งที่มีพลังวิญญาณจริงๆ ด้วย!"
จ้าวอู๋จีรีบถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เขาไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของคลังสมบัติที่เก็บคัมภีร์และโบราณวัตถุของสำนักเจี้ยนเจิ้งได้
แต่จากความคุ้นเคยเดิมของเขาที่มีต่อสำนักเจี้ยนเจิ้ง บวกกับการสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะนำไปวาดเป็นแผนที่ และสร้างสถานการณ์แกล้งทำเป็นทำแผนผังและภูมิประเทศตกให้เถาเฟยเก็บไปได้
หลังจากที่สังเกตการณ์อยู่พักหนึ่ง เขาก็หันหัวกลับ แล้วมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของจวนตระกูลนาน
กลุ่มอาคารฝั่งนั้น ในค่ำคืนที่หิมะตกโปรยปรายเช่นนี้ กลับมีแสงไฟสว่างไสวเป็นหย่อมๆ
พักใหญ่แล้วที่ว่าที่สตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้เป็นคู่หมั้นของเขาไม่ได้ติดต่อมาเลย
บางทีนางอาจอาจจะกำลังมุ่งมั่นศึกษาวิธีใช้อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น เพื่อก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนอยู่ก็เป็นได้
"ตอนที่ดวงนารีอุปถัมภ์พุ่งปรี๊ด ขนาดผีสาวยังมาเข้าฝันชวนคุย แต่พอตอนนี้ไม่มีดวงนารีอุปถัมภ์เลย คู่หมั้นก็ไม่ติดต่อมา แม้แต่ผีสาวก็ไม่มาหา
แต่ก็เอาเถอะ ได้มีคู่บำเพ็ญเพียรเพิ่มมาอีกคน บนเส้นทางนี้ข้าก็จะได้ไม่เหงาเกินไป..."
ขณะที่กำลังทอดถอนใจอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นเงาสีขาวสายหนึ่ง วิ่งฉิวผ่านเงมืดไปอย่างรวดเร็วภายใต้แสงจันทร์สลัว ไร้ร่องรอยการย่ำบนหิมะ และมุ่งตรงไปยังจวนของเขา
"จิ้งจอกตัวนั้นนี่?"
ความสนใจของจ้าวอู๋จีถูกดึงไปที่เงาสีขาวนั่นทันที เขารีบควบคุมกระบี่ลูกกลอนให้บินโฉบตามไปอย่างรวดเร็ว
แต่กลับเห็นจิ้งจอกตัวนั้นเดินวนเวียนไปมาอยู่หน้าจวนของเขา พร้อมกับส่งเสียงร้อง 'จี๊ดๆ' สองครั้ง
จู่ๆ มันก็หูผึ่งเหมือนจับสัมผัสอะไรบางอย่างได้ จึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าไปในจวน แล้วหันหลังวิ่งกลับออกไปนอกเมือง
"จิ้งจอกประหลาดแท้..."
จ้าวอู๋จีบังคับกระบี่ลูกกลอนให้บินสะกดรอยตามจิ้งจอกตัวนั้นออกไปนอกเมืองชั้นนอกอยู่ห่างๆ
ครั้งนี้เขาบินออกไปนอกเมืองไกลถึงห้าลี้ แวะอัดฉีดไอหยินเข้าไปในกระบี่กลางทางอีกหนึ่งสาย ก่อนจะเห็นเงาของจิ้งจอกขาวผลุบหายเข้าไปในซอกเขาอันหนาวเหน็บเบื้องหน้า
เมื่อมองจากระยะไกลภายในซอกเขานั้น มีกลิ่นอายแปลกปลอมปะปนอยู่มากมาย ซึ่งแตกต่างจากกลิ่นอายของมนุษย์
เห็นได้ชัดว่าเป็นกลิ่นอายของพวกสัตว์ป่าที่เกิดจากไข่หรือความชื้น มีเดรัจฉานขนยาวและมีเขา
นอกจากนี้ ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมีชีวิตชีวาจางๆ แต่เนื่องจากอยู่ไกลเกินไป จึงมองเห็นไม่ชัดเจนนัก ทำให้จ้าวอู๋จีรู้สึกหวาดระแวงอยู่ในใจ
"หรือว่าจะมีปีศาจที่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จวิชาอยู่จริงๆ? แล้วมันมาจับตาดูข้าทำไมกันนะ?"
เขาไม่ได้บินตามเข้าไป
หากเกิดมีเซียนป่าตัวไหนมาดักซุ่มรอตกปลาอยู่ที่ซอกเขานั่นล่ะก็ มันจะอันตรายเกินไป
จ้าวอู๋จีไม่เคยคิดหลงระเริงไปว่า การที่ตนเองได้ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนและสำเร็จคาถาตี้ซา ก็จะสามารถดูถูกดูแคลนยอดฝีมือทั่วทั้งแผ่นดินได้
เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน
"แทนที่จะเป็นเหยื่อให้คนอื่นตก สู้ข้าเป็นคนตกปลาเองดีกว่า
คราวหน้าถ้าจิ้งจอกตัวนี้มาอีก ข้าจะจับมันไว้ แล้วลองรีดเค้นดูว่ามันจะบอกข้อมูลอะไรเป็นประโยชน์ได้บ้าง..."
จ้าวอู๋จียังคงมีสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัด ปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่ในซอกเขาแห่งนั้น ส่งจิ้งจอกขาวตัวน้อยเข้ามาในเมือง แสดงว่ามันต้องเกรงกลัวบุคคลสำคัญบางคนในเมืองหลวงอย่างแน่นอน ดังนั้นการอยู่ในเมืองจึงปลอดภัยที่สุด
เขาหันหัวกระบี่เดินทางกลับจวน
อากาศหนาวเหน็บจนน้ำเป็นน้ำแข็งแบบนี้ สู้กลับไปบำเพ็ญเพียรต่ออีกสักหน่อย แล้วให้ชุนฮวามาช่วยอุ่นเตียงให้ นอนหลับพักผ่อนชำระร่างกายและจิตใจให้สบายตัวดีกว่า
...
ห้าวันหลังจากนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ข่าวคราวรายงานการศึกจากชายแดนตอนเหนือของแคว้นเสวียนถูกส่งมาเป็นระยะ แคว้นอวี๋และแคว้นอวิ๋นก็มีเหตุปะทะกันอยู่เนืองๆ วิถีกระดูกขาวก็ฉวยโอกาสนี้ออกอาละวาดสร้างความวุ่นวาย ทว่าภายในเมืองหลวงของแคว้นเสวียนกลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อตากแห้งที่เตรียมไว้สำหรับช่วงปลายปี
นอกตัวเมืองชั้นในมีประกาศเกณฑ์เสบียงแปะหราอยู่เต็มไปหมด แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะยอมนำเสบียงออกมาขาย ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังพากันกักตุนเสบียงอีกด้วย
แม้แต่ในเมืองหลวงที่เจริญรุ่งเรืองและสงบสุข ผู้คนบางส่วนก็เริ่มรู้สึกหวาดวิตก และรับรู้ได้ว่าบ้านเมืองกำลังระส่ำระสายไม่สงบสุข
หน้าร้านแผงลอยขายเนื้อสัตว์ตรงหัวมุมถนนในเขตเมืองชั้นใน คนขายเนื้อแซ่จางกำลังลับมีดไปพลาง ชวนคนซื้อคุยไปพลาง "ได้ยินมาว่าทางเหนือนู้นทหารม้าเราตายไปอีกสามร้อยนายจริงเรอะ?"
ป้าหวังที่กำลังเลือกผักกาดขาวฤดูหนาวอยู่ข้างๆ ก็ตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง "ช่างประไรเถอะ ตราบใดที่พวกมันไม่เก็บภาษีเพิ่ม แล้วไม่มาเกณฑ์ลูกชายข้าไปรบ พวกคนหาเช้ากินค่ำอย่างเราๆ ก็ใช้ชีวิตตามปกติไปนั่นแหละ"
ทางด้านพ่อค้าเร่ที่เข็นรถเข็นล้อเดียวร้องตะโกนขายสุรา เป็นสุราดีที่มีกลิ่นฉุนและแรง
คนขายเนื้อแซ่จางเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มตะโกนเสียงดังลั่น "เฮ้ย! ไอ้หนุ่มขายสุรา ลองเข็นไปแถวๆ จวนขุนนางข้างหน้านู่นสิ ไปเร่ขายให้หมอเทวดาจ้าวนู่นไป ขอแค่เป็นสุราแรงๆ หมอเทวดาจ้าวเหมาหมดนั้นแหละ
แต่ว่านะ... อากาศหนาวหนาวเหน็บจนน้ำแข็งตัวแบบนี้ เอ็งยังขายไม่ได้สักไห ไม่ใช่ว่าเอาสุราปลอมมาขายหรอกนะเว้ย?"
"ฮ่าๆๆๆ สุราปลอมน่ะห้ามเอาไปให้หมอเทวดาดื่มเด็ดขาดเลยนะ พวกเรายังต้องพึ่งพายาของท่านหมอตอนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่นะโว้ย"
เมื่อได้ยินชื่อของหมอเทวดาจ้าว เสียงหัวเราะคล้อยตามกันของคนรอบข้างก็ดังขึ้นเกรียวกราว ไม่ได้หัวเราะเยาะหมอเทวดา แต่ขำคำพูดหยอกล้อของพ่อค้าขายหมูต่างหาก
หลายปีมานี้ จ้าวอู๋จีมักจะเปิดจวนรักษาคนไข้เป็นการส่วนตัวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการฝังเข็มขับไล่ความหนาวเย็น หรือรักษาโรคเล็กๆ น้อยๆ ล้วนแต่รักษาหายขาดได้ดั่งใจนึก
ยิ่งไปกว่านั้น หากใครป่วยเป็นโรคไข้หวัดที่เกิดจากความเย็น เขาก็รักษาให้ฟรีๆ ไม่คิดเงิน ทำให้เขามีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพรักของผู้คนในเมืองหลวงเป็นอย่างมาก
เมื่อพ่อค้าขายสุราได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างคนซื่อ
สุราของเขาเป็นสุราแรงจริงๆ ก่อนหน้านี้ พ่อของเขาเคยเอาสุราล็อตที่ดีที่สุดไปขายได้ราคาดีมาแล้ว
แต่สุราล็อตที่เหลืออยู่นี้ เนื่องจากว่ามันแรงเกินไป แถมยังมีกลิ่นฉุนกึกจนไม่มีใครเอา แม้แต่เหลาเหลาก็ยังส่ายหน้า
หากหมอเทวดาจ้าวยอมรับซื้อสุราล็อตนี้ของเขาไป ฤดูหนาวปีนี้ เขากับน้องสาวก็คงจะรอดตายแล้ว...
...