- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 20 แลกเปลี่ยนสุรายา ท่องเที่ยววิญญาณตำหนักเย็น
บทที่ 20 แลกเปลี่ยนสุรายา ท่องเที่ยววิญญาณตำหนักเย็น
บทที่ 20 แลกเปลี่ยนสุรายา ท่องเที่ยววิญญาณตำหนักเย็น
บทที่ 20 แลกเปลี่ยนสุรายา ท่องเที่ยววิญญาณตำหนักเย็น
วันรุ่งขึ้น จ้าวอู๋จีฝึกฝนทั้งวิถีเซียนและวรยุทธ์เสร็จตามปกติ ตบะวิถีเซียนควบแน่นพลังวิญญาณออกมาได้ 8 สาย ส่วนตบะวรยุทธ์ก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน
ทว่า พลังวิญญาณที่สูญเสียไปเมื่อวานกลับยังคงฟื้นฟูได้ช้า เพิ่งฟื้นฟูกลับมาได้เพียงหนึ่งในหกเท่านั้น
"พลังวิญญาณหนึ่งสาย ต้องใช้เวลาถึงหกวันในการฟื้นฟู หากนำไปใช้ฝึกวิชาอาคม ก็เท่ากับต้องใช้เวลาถึงหกวันในการเพิ่มพูนความชำนาญเพียงหนึ่งจุด..."
ภายในห้องเงียบ จ้าวอู๋จีส่ายหน้าทอดถอนใจ ลุกขึ้นดื่มน้ำสะอาดอึกหนึ่ง แล้วเดินออกจากห้องบำเพ็ญเพียร
สาวใช้ชุนฮวาเตรียมน้ำร้อนสำหรับล้างหน้าและอาหารเช้าไว้พร้อมสรรพ ปรนนิบัติรับใช้อย่างดี ทว่าเด็กรับใช้ปรุงยาอย่างเสี่ยวเยว่กลับออกไปแต่เช้าตรู่ เพื่อช่วยเขาสืบหาตัวยาตามตำรับ 'โอสถหยกทองคำ' อีกครั้ง ช่างกระตือรือร้นเสียจริง
"นายท่าน ใต้ท้าวม่อตอบจดหมายกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ บ่าวรับใช้เสี่ยวหลินก็นำจดหมายมาส่งให้ด้วยความนอบน้อม
"โอ้?" จ้าวอู๋จีใจเต้นรัว รีบโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้ง รับจดหมายมาฉีกออกอ่านอย่างรวดเร็ว หวังเป็นอย่างยิ่งว่าม่อเฉวียนไฉที่เสนอตัวหาสุราเก่ามาให้ จะยอมตกลงทำการค้ากับเขา
เขาคิดคำนวณเอาไว้แล้ว สุราชิงฮวาหลางอายุชั้นเจี่ยหนึ่งไห สามารถดูดซับไอหยางได้สามเส้น
และม่อเฉวียนไฉผู้นั้นก็เคยเสนอว่าจะนำสุรามาแลกเปลี่ยนกับโอสถทองคำเพลิงโชติช่วงกับเขา
เขาหลอมโอสถทองคำเพลิงโชติช่วงหนึ่งเตา สิ้นเปลืองไอหยางเพียงห้าเส้น
หนึ่งเตามีราวๆ สิบเม็ด
หากสามารถใช้โอสถทองคำเพลิงโชติช่วงหนึ่งเม็ด แลกกับเหล้าชิงฮวาหลางเก่าหมักหนึ่งไห
หักต้นทุนแล้ว เขาก็จะได้ไอหยางสุทธิ 25 เส้น นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
ทว่า ม่อเฉวียนไฉก็ไม่ใช่ตะเกียงขาดน้ำมัน (ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ) เช่นกัน
ในจดหมายระบุว่า สุราเก่าหมักชนิดนี้เขาก็มีสต็อกอยู่ไม่มาก หากจะนำมาแลกกับโอสถ ก็ต้องใช้โอสถทองคำเพลิงโชติช่วงสามเม็ด ถึงจะแลกได้หนึ่งไห
น้ำเสียงเช่นนี้ ช่างเหมือนกับคราวที่เจอกันในงานชุมนุมแสวงหาเซียนครั้งก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
จ้าวอู๋จีย่อมไม่สามารถทำการค้าเช่นนี้ได้ แม้ว่าการแลกเปลี่ยนเช่นนี้ เขาจะยังคงได้กำไรเป็นไอหยางสี่ถึงห้าเส้นจากโอสถหนึ่งเตาก็ตาม
แต่การปรุงยาก็เป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพลังชีวิตและจิตใจอยู่ไม่น้อย เมื่อรวมกับแรงกายและเรี่ยวแรงที่เขาต้องสูญเสียไปแล้ว ก็แทบจะเปล่าประโยชน์
เขาจึงรีบเขียนจดหมายตอบกลับไปอีกครั้ง ยืนกรานขอแลกโอสถหนึ่งเม็ดต่อสุราชิงฮวาหลางเก่าหมักหนึ่งไห ขอให้อีกฝ่ายไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน
แน่นอนว่าสุราดีมีอายุนั้นหาได้ยาก ทว่าโอสถทองคำเพลิงโชติช่วงของเขานั้น ตอนนี้ในท้องตลาดก็หาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
ตราบใดที่เขาไม่เปิดเตาหลอมยา ในตลาดก็ไม่มีสินค้า
หากม่อเฉวียนไฉมีความต้องการในด้านนี้จริงๆ จะต้องยอมตกลงอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ต้องขอลองดูก่อน
และจ้าวอู๋จีก็มั่นใจว่า ทันทีที่อีกฝ่ายได้ลองความร้ายกาจของโอสถนี้ ก็จะหยุดไม่ได้ ถึงตอนนั้นต่อให้มีสุราดีมากแค่ไหน ก็ต้องนำออกมาทำการค้าด้วยแน่นอน
หลังจากสั่งให้เสี่ยวหลินนำจดหมายไปส่ง จ้าวอู๋จีก็กินอาหารเช้าเสร็จ จากนั้นก็นั่งรถม้าหมายจะไปทำงานที่สำนักหมอหลวง
"เสี่ยวจ้าว คืนนี้จะถึงคิวเจ้าเข้าเวรที่ห้องจ่ายยาหลวงแล้วใช่หรือไม่?"
ภายในสำนักหมอหลวง ชายชราผมขาวโพลนหน้าตาเหี่ยวย่นราวกับหนังไก่ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ท่านหัวหน้าหมอหลวงเหอ! ใช่แล้วขอรับ คืนนี้ข้ากับหมอหลวงเหยียนจะไปเข้าเวรขอรับ"
จ้าวอู๋จีประสานมือโค้งคำนับตอบรับ
"ได้ยินมาว่าเจ้าส่งเด็กรับใช้ปรุงยาไปรวบรวมตัวยาที่มีลักษณะคล้ายดอกทานตะวัน ใบคล้ายรอยหยักฟันเฟืองงั้นหรือ?"
จ้าวอู๋จีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า "ใช่ขอรับ ท่านหัวหน้าหมอหลวงเหอเคยพบเห็นตัวยาชนิดนี้หรือขอรับ ตัวยานี้น่าจะมีชื่อว่าดอกทานตะวัน"
ชายชราส่ายหน้า ยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้น ตั้งใจจะชี้แนะ จึงเอ่ยเนิบนาบว่า "นี่เป็นตัวยาโบราณชนิดหนึ่ง ตอนนี้น่าจะสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว เมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน ข้าเดินทางไปท่องเที่ยวที่แคว้นหนานหมาน เคยพบเห็นที่ภูเขาเฟิ่งอวี่ปลายแม่น้ำอวิ๋นเมิ่ง..."
จ้าวอู๋จีถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ข้อมูลเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน ตอนนี้ต่อให้เขาตามไปหาที่นั่น ก็คาดว่าคงจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแล้ว
อีกทั้งแคว้นหนานหมานก็ไกลเกินไป อยู่ใกล้กับแคว้นเฉียนทางฝั่งโน้น ผู้คนหยาบคายและอันตรายมาก
หลังจากขอคำชี้แนะจากเขาอีกสองสามอย่าง เขาก็ถือโอกาสจดจำข้อมูลนี้เอาไว้ชั่วคราว
จากนั้นก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับขุนนางหมอหลวงอีกหลายคนครู่หนึ่ง แล้วจึงเข้าไปพักผ่อนในเรือนแพทย์ส่วนตัวของตน
ภายในสำนักหมอหลวง มีหัวหน้าหมอหลวงสองคน แพทย์หลวงแปดคน หมอหลวงยี่สิบกว่าคน และหมอหลวงระดับเก้าอีกกว่าสี่สิบคน
หมอหลวงส่วนใหญ่ล้วนมีอายุห้าสิบปีขึ้นไป ปกติแล้วจึงไม่ค่อยมีเรื่องคุยกับจ้าวอู๋จีนัก
แต่ว่าในบรรดาหมอหลวงระดับเก้า ก็มีคนที่พูดคุยกันได้ถูกคออยู่ไม่น้อย เคยแอบไปฟังเพลงด้วยกันที่หอกณิกาอยู่บ้าง
ตอนนี้พอเห็นจ้าวอู๋จีมาเข้าเวรตรวจ ก็มีหมอหลวงที่คุ้นเคยนำผู้ป่วนโรคไข้หนาวที่จงใจเก็บไว้ แนะนำให้มาฝังเข็มรักษากับจ้าวอู๋จี นี่ก็นับว่าเป็นการประจบสอพลอเล็กๆ น้อยๆ เช่นกัน
ในสายตาของหมอหลวงหลายคน จ้าวอู๋จีมีภูมิหลังที่ดี วิชาแพทย์ก็เป็นเลิศ แถมยังอายุยังน้อย แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์หัวหน้าหมอหลวงในอนาคต การสานสัมพันธ์ไว้แต่เนิ่นๆ จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง
...
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็พลบค่ำ
จ้าวอู๋จีรับป้ายหยกมา แล้วจึงเดินทางไปเข้าเวรที่ห้องจ่ายยาหลวงพร้อมกับหมอหลวงเหยียนอีกคนหนึ่ง
ห้องจ่ายยาหลวงตั้งอยู่ใกล้กับตำหนักใน ระยะทางห่างจากตำหนักจิ่งชิงไม่ไกลนัก
คืนนี้เขาตั้งใจจะอาศัยข้อได้เปรียบทางชัยภูมิ ใช้วิชาทงโยวท่องเทพควบคุมลูกกระบี่ เข้าไปสำรวจสระอวิ๋นอวี้ในตำหนักจิ่งชิงเสียหน่อย
สิ่งเดียวที่ต้องกังวล ก็คือไอละอองมังกรที่อบอวลไปทั่ววังหลวง
ทว่า บริเวณที่ไอละอองมังกรกว้างใหญ่และหนาแน่นที่สุด กลับกระจุกตัวอยู่ที่ตำหนักจื่อเสวียนและพระราชวังตากอากาศเผิงไหลที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือของวังหลวง ส่วนทางฝั่งตำหนักในนั้นกลับมีน้อยมาก
ยิ่งตำหนักเย็นชายขอบอย่างตำหนักจิ่งชิงด้วยแล้ว อย่าว่าแต่ไอละอองมังกรครึ่งสายเลย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่ยอมประทานให้ ดังนั้นความเสี่ยงจึงต่ำมาก
"ท่านอาเหยียน ประเดี๋ยวตอนครึ่งคืนหลัง ข้าจะอยู่เข้าเวรเอง ท่านพักผ่อนให้สบายเถอะขอรับ"
ภายในห้องจ่ายยาหลวง จ้าวอู๋จียกถ้วยชาชามาส่งให้หมอหลวงเหยียนที่สวมชุดขุนนางแพทย์
"หลานชายจ้าว... เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว"
หมอหลวงเหยียนรีบลุกขึ้นรับถ้วยชามา รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมเข้ม "ความจริงร่างกายข้ายังแข็งแรงดี อยู่โยงเฝ้ายามก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย"
"โธ่! ท่านอาเหยียนท่านเป็นผู้อาวุโสของข้า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกขอรับ วันข้างหน้าในเส้นทางแห่งการแพทย์และหารวินิจฉัยโรค ข้ายังต้องขอคำชี้แนะจากท่านอีกเยอะขอรับ"
ภายใต้คำเกรงอกเกรงใจของจ้าวอู๋จี หมอหลวงเหยียนก็รู้สึกสบายใจและยอมรับข้อเสนอ ทำให้เขาสมปรารถนา
หมอหลวงที่ปฏิบัติหน้าที่ในห้องจ่ายยาหลวง มีหน้าที่หลักคือการรับมือกับการตรวจรักษาโรคประจำวันของราชวงศ์ รวมถึงผู้ป่วยอุบัติเหตุฉุกเฉินในตอนกลางคืนด้วย
ซึ่งในความเป็นจริงก็นับว่าเป็นงานที่มีความเสี่ยงอยู่พอสมควร
หากพระราชวงศ์ประชวรกะทันหันแล้วรักษาไม่หาย หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาฮ่องเต้เอาผิด คงหัวขาดกันเป็นแถวแน่
การที่จ้าวอู๋จีสานสัมพันธ์อันดีกับหมอหลวงเหยียนที่มีวิชาแพทย์เป็นเลิศ ไม่เพียงแต่จะเอื้ออำนวยต่อการใช้วิชาทงโยวท่องเทพในตอนครึ่งคืนหลังเท่านั้น ทว่ายังถือเป็นการเพิ่มเส้นสายเพิ่มทางเลือกในชีวิตอีกด้วย
โชคดีที่การเข้าเวรครั้งนี้ล่วงเลยมาจนถึงเจ้ายามวิกาล กลับไม่มีขันทีคนใดมาแจ้งให้ไปตรวจรักษา
เมื่อถึงคราวที่จ้าวอู๋จีอยู่เฝ้ายาม ก็เป็นเวลาตีสามเข้าแล้ว
แสงตะเกียงอันริบหรี่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษให้เกิดประกายรัศมี
จ้าวอู๋จีนั่งอยู่ภายในห้องจ่ายยาเพียงลำพังจนถึงตีห้า
ภายในโถงด้านข้างฝั่งตรงข้ามมีเสียงกรนของหมอหลวงเหยียนดังแว่วมาให้ได้ยินเลือนลาง ส่วนหมอยาสองคนที่รออยู่ข้างนอกก็ดูอิดโรยไร้เรี่ยวแรงเช่นกัน
ประสาทสัมผัสทางจิตวิญญาณของเขา ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงยอดฝีมือที่คอยซุ่มดูอยู่บริเวณรอบๆ เลย
เขาจึงเดินไปหลังฉากกั้น หันไปทางหน้าต่าง ประสานอินดึงพลังวิญญาณในร่างกายออกมาใช้วิชาทงโยวท่องเทพ
"ไท่หยินตลุยฟ้า ดินอเวจีเก้าชั้นเปิดประตูกระจาง อาณาจักรใต้พิภพบัญจา หยินหยางทะลุทะลวงสู่สิ่งเล็กจิ๋ว..."
ทันใดนั้น วิญญาณก็ลอยละล่องออกมาเป็นสาย พัดลอยออกไปนอกหน้าต่าง ก็มองเห็นพลังมังกรสีทองอันยิ่งใหญ่ที่ส่งมาจากทิศทางตำหนักจื่อเสวียนไกลลิบ ราวกับมังกรทองมีชีวิตประทับคุ้มครอง ครอบคลุมศูนย์กลางวังหลวง ข่มขวัญสิบทิศ
ลมกลางคืนพัดโชยมาเป็นระลอก ทว่ากลับไม่อาจสั่นคลอนจิตวิญญาณของเขาที่อยู่ในสภาวะท่องปรภพได้แม้แต่น้อย
ภายใต้แสงสว่างของธารดาราอันสดใส หมอกเมฆเปรียบเสมือนปุยฝ้ายบางๆ ที่ทับถมกันอยู่มากมาย
กลิ่นอายที่แข็งแกร่งและอ่อนแอเป็นระลอกๆ ปรากฏขึ้นในสายตาวิญญาณให้ได้สังเกตเห็น
ยิ่งเข้าใกล้ตำหนักจื่อเสวียนและศูนย์กลางของตำหนักในมากเท่าไหร่ กลิ่นอายที่แข็งแกร่งก็ยิ่งมีมากขึ้น แต่บริเวณกึ่งกลางกลับลดทอนลงอย่างเห็นได้ชัด
"สายนทีอัคคีบรรจบ ห้าธาตุประสาน บัญชา "
เขาประสานอินใช้วิชาบังคับลูกกลอนอีกครั้ง
ลูกระเบิดหนามกระบี่พิษลอยละลิ่วออกไป 'ติ๋งๆ' แบกรับจิตวิญญาณเอาไว้ หลอมรวมเข้ากับความมืดมิดในยามราตรี ทะยานมุ่งหน้าไปยังทิศทางของตำหนักจิ่งชิงอย่างรวดเร็ว...
...
ท่องเที่ยววิญญาณเพียงชั่วพริบตา เหินลมแหวกว่ายท่ามกลางเงางามในยามราตรี ลูกระเบิดกระบี่หนามประหนึ่งเมล็ดผักกาดที่พุ่งทะยานไปทั่วหล้า กลมกลืนไปกับความมืดมิดในยามราตรี สะดุดตาแบบไม่สะดุดตา
ในยุคกาลสิ้นธรรมเช่นนี้ ต่อให้เป็นวังหลวงที่มีแต่ยอดฝีมืออยู่มากมาย อย่างน้อยก็ในเขตชายแดน กลับไม่เห็นแม้แต่ไอวิญญาณหรือการมีอยู่ของผู้บำเพ็ญเพียรแม้แต่น้อย ไม่มีใครสังเกตเห็นการบุกรุกเข้าตำหนักจิ่งชิงของจ้าวอู๋จี
กลยุทธ์อันสูงส่งที่วิชาอาคมมอบให้นี้ ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าวิชาตัวเบาในวงการยุทธภพเป็นไหนๆ
อดีตผู้อารักขาสวีแห่งลัทธิอู๋ซั่งเคยบุกเข้าไปในวังหลวง แต่กลับถูกไล่ล่าประหนึ่งสุนัขจนตรอก ไหนเลยจะมีท่วงท่าอันสง่างามดังเช่นเหล่าเทพเทวดาอย่างจ้าวอู๋จีได้
"ขั้นชักนำปราณระดับหนึ่ง นั่นก็คือการบำเพ็ญเซียนเหมือนกัน..."
จ้าวอู๋จีทอดถอนใจอยู่เงียบๆ แต่ก็ยังคงระแวดระวังตัวอยู่เสมอ สัมผัสวิญญาณในร่างวิญญาณนั้นทรงพลังกว่าในร่างมนุษย์ถึงสิบกว่าเท่า สามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นอายทั้งแปดทิศได้อย่างเฉียบคม และหลบหลีกได้ล่วงหน้า
ไม่นาน เขาก็ควบคุมลูกกลอนกระบี่ทะยานไปถึงตำหนักจิ่งชิง
ตำหนักเย็นแห่งนี้อยู่ห่างจากห้องจ่ายยาหลวงเพียงแค่สามร้อยกว่าจั้งเป็นเส้นตรง นับว่าไม่ไกลนัก
จิตวิญญาณของจ้าวอู๋จีในวันนี้ นับว่าแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนอยู่ไม่น้อย การควบคุมลูกกลอนกระบี่ท่องไปได้ไกลกว่าสามร้อยจั้ง กลับไม่รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด
ผ่านไปไม่นาน เขาก็จำความทรงจำเดิมได้แล้ว และบินมาถึงสระอวิ๋นอวี้ทางมุมตะวันออกเฉียงเหนือของตำหนักจิ่งชิง
กลับพบว่าสระน้ำนี้รกร้างไปนานแล้ว กำแพงหินริมสระแตกร้าวน้ำขุ่นมัวจนมีสาหร่ายสีเขียวลอยฟ่อง ลมเย็นยะเยือกพัดโชยมา
จ้าวอู๋จีเพิ่งจะเข้าใกล้สระน้ำแห่งนี้ ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของลูกปัดหยินในทะเลสมอง สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายหยินพิฆาตที่มีอยู่ในสระน้ำ
"มิน่าเล่าพระสนมอีถึงพลัดตกลงไปในสระอวิ๋นอวี้ แล้วจะได้รับกลิ่นอายหยินพิฆาตเข้าไปด่วย... ทว่าตำหนักเย็นแห่งนี้ก็รกร้างมานานหลายปี คนทั่วไปล้วนมองว่าเป็นเพียงสถานที่เปียกชื้นธรรมดา... หากไม่ได้ลูกปัดหยินที่ไวต่อสัมผัสอันตราย ก็ยากที่จะตระหนักได้..."
"แต่หลิวเจี้ยนเจิ้งติดเชื้อนี่มาตั้งแต่ตอนไหนล่ะ? หรือว่าตาแก่นั่นแอบมีลูกเล่นกับพระสนมในตำหนักเย็นงั้นรึ? หลุดรอดสายตาหัวหน้าขันทีใหญ่ไปได้อย่างไร?"
จ้าวอู๋จีประหลาดใจกับความคิดฟุ้งซ่าน หลังจากขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดาบลูกกลอนก็พุ่งทะลวงลงไปในสระน้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเล็กน้อย
ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหยินพิฆาตที่หนาแน่นยิ่งยวด
เขาดูดซับผ่านลูกปัดหยินที่เชื่อมต่อกับจิตวิญญาณ เพียงชั่วครู่ ไอหยินก็เพิ่มขึ้นกว่าสิบสาย
จ้าวอู๋จีรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที ทว่ากลับชะลอการดูดซับของลูกปัดหยินลงชั่วคราว จากนั้นก็เริ่มบังคับดาบลูกกลอนคอยสังเกตก้นสระอย่างระมัดระวัง
ไม่นานนัก เขาก็ทยอยพบรูปสลักสัตว์เทพฉือเหวิ่นที่คอยพิทักษ์ผืนน้ำ ที่ถูกจัดวางไว้รอบๆ ก้นสระ
มีไอหยินพิฆาตอันรุนแรงมารวมตัวกันอยู่ที่ปากของสัตว์เทพ
กลับพบว่าภายในปากสัตว์นั้น กลับมีลูกแก้วกลมๆ อยู่ลูกหนึ่งอย่างน่าประหลาด
สิ่งนี้ทำให้จ้าวอู๋จีผู้ซึ่งเมื่อเห็นลูกกลอนก็อยากจะเอามาลูบคลำเล่น ถึงกับอยากจะแคะลูกแก้วออกมา แล้วเอามาลูบคลำเล่นเสียจริงๆ
เขาอดกลั้นไว้ชั่วคราว ไม่นานก็ไปพบกับแผ่นป้ายหยกแผ่นหนึ่งบนแผ่นหินใจกลางก้นสระ
"อาวุธวิเศษ...?"
บนป้ายหยกกลับมีคลื่นพลังวิญญาณแผ่วเบากระเพื่อมออกมาอย่างเลือนลาง มีการแกะสลักตัวอักษรลายเส้นยึกยือคล้ายยันต์ผีมากมายจนลายตา จนจ้าวอู๋จีรู้สึกมึนงง
แต่ไม่นานเขาก็จำได้ว่า ตัวอักษรเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นอักษรยุคราชวงศ์โจวที่สลักบนเครื่องทองแดง ซึ่งแฝงกลิ่นอายของการบูชายัญอยู่เล็กน้อย
ทว่าบนแผ่นหินใต้ป้ายหยก กลับมีตราประทับของสำนักหอดูฟ้าประทับอยู่อย่างชัดเจน
"ป้ายหยกกับสัตว์พิทักษ์น้ำทั้งสี่มุมนี่ เป็นผลงานของสำนักหอดูฟ้างั้นรึ? ดูเหมือนว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับกลิ่นอายสัมผัสหยินของหลิวเจิ้งเจี้ยนเล็กน้อย..."
แต่จนถึงขณะนี้ จ้าวอู๋จีก็ยังไม่พบว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิอู๋ซั่งอยู่ที่ใดกันแน่
ยิ่งไปกว่านั้น แม้กลิ่นอายหยินพิฆาตที่ก้นสระจะมีอยู่มากมาย แต่กลับมีป้ายหยกอาวุธวิเศษและสัตว์พิทักษ์น้ำคอยกางอาณาเขตไว้ ราวกับแท่นบูชา ซ้ำยังเหมือนกับถูกสะกดไว้ด้วยสิ่งใด
สิ่งนี้ทำให้จ้าวอู๋จีไม่กล้าดูดซับไอหยินพิฆาตอย่างผลีผลาม
เขาสืบเสาะอยู่ก้นสระต่อไปครู่หนึ่ง
ระหว่างนั้นก็ค่อยๆ ดูดซับไอหยินพิฆาตตามซอกมุมต่างๆ เบาๆ ราวกับแมลงปอแตะผิวน้ำ พร้อมที่จะถอยหนีทันทีเมื่อรู้สึกผิดปกติ
ไม่นาน เขาก็สามารถดูดซับไอหยินเพิ่มมาได้อีกกว่ายี่สิบสาย
ในขณะเดียวกัน ในดงพงหญ้าน้ำที่อยู่ใกล้กับขอบสระอวิ๋นอวี้แห่งนี้ ในที่สุดจ้าวอู๋จีก็พบกับสิ่งของที่ไม่ธรรมดาอีกครั้ง
ชามถ้วยราวกับว่าเป็นหยกใบหนึ่ง ถูกซุกซ่อนอยู่ใต้ดงหญ้าน้ำ บนผิวชามกลับปรากฎร่องรอยประหลาดที่ผลักไสไล่ส่งพลังเย็นหยินรอบด้าน
สิ่งอื่นๆ ที่อยู่ใต้ก้นสระแห่งนี้ ล้วนมีตำแหน่งที่ตั้งเฉพาะเจาะจง
มีเพียงชามที่ตั้งเอียงกระเท่เร่อยู่ท่ามกลางดงหญ้าน้ำ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งของที่มีอยู่แต่เดิมในสระน้ำ
"อาวุธศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิอู๋ซั่ง? หรือว่าจะเป็นสิ่งนี้..."
จ้าวอู๋จีควบคุมดาบลูกกลอนเข้าไปใกล้ชามเล็กใบนั้น พลันสัมผัสได้ถึงพลังงานสนามแปลกประหลาดที่สั่นสะเทือนดาบลูกกลอนที่ห่อหุ้มไอวิญญาณของเขาอย่างเลือนลาง
เขาลองใช้ดาบลูกกลอนแตะไปที่ชามเล็กใบนั้นดู ก็แปลกที่ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ประสาทสัมผัสพลังวิญญาณก็ไม่ได้รับถึงความอันตราย
ทันใดนั้น เขาก็ใช้ดาบลูกกลอนดันชามเล็กขึ้นไป บินลอยออกจากสระอวิ๋นอวี้ มุ่งหน้ากลับไปยังห้องจ่ายยาหลวง
...
...