- หน้าแรก
- ผู้บำเพ็ญยุคสิ้นธรรม
- บทที่ 11 ตันเถียนเป็นเตาหลอม ทงโยวข่มขวัญ
บทที่ 11 ตันเถียนเป็นเตาหลอม ทงโยวข่มขวัญ
บทที่ 11 ตันเถียนเป็นเตาหลอม ทงโยวข่มขวัญ
บทที่ 11 ตันเถียนเป็นเตาหลอม ทงโยวข่มขวัญ
"หลอมทองคำในเตาหลอม แปรเปลี่ยนลมปราณสู่ความว่างเปล่า หยินหยางผสานกลมกลืน เพื่อบรรลุสู่วิถีอันสูงสุด..."
เวลาสองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข่าวการเตรียมประหารชีวิตผู้คุ้มกฎลัทธิอู๋ซั่งที่อยู่ภายนอกแพร่สะพัดไปทั่ว
ภายในจวน จ้าวอู๋จีได้กลับมาอยู่ในสภาวะตั้งใจอ่านหนังสืออีกครั้ง เขากำลังท่องจำตำรายาโบราณ 'โอสถหยกทองคำ' ส่วนที่ตีความออกแล้ว
ทำให้อักขระลูกอ๊อดกลุ่มที่สองบนลูกปัดหยางในทะเลสมองที่กำลังปั่นป่วนค่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มระดับความก้าวหน้า
ตำรายาโบราณนี้ เริ่มแรกกล่าวถึงทฤษฎีการปรุงยา
แต่ทฤษฎีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับหยินหยางในนั้น กลับเป็นแรงบันดาลใจให้กับ 'ทฤษฎีเตาหลอมตันเถียน' ที่จ้าวอู๋จีคิดค้นขึ้นเอง
ยามที่เขาท่องจำตำรายา จิตใจดั่งเพลิง เจตจำนงดั่งสายฟ้า ไอหยินหยางทั้งสองไหลเวียนผสานกันในตันเถียน ราวกับกำลังปรุงยา
แม้จะยังไม่สามารถรั้งไอหยินหยางทั้งสองไว้ในตันเถียน เพื่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้
แต่ภายใต้แรงบันดาลใจ ราวกับไอโอสถที่กำลังหมุนวน มันได้ห่อหุ้มกำลังภายในทั่วทั้งร่างของเขาแล้วหมุนวนตีเกลียว
ทุกๆ การหมุนหนึ่งรอบ แทบจะเทียบได้กับการบำเพ็ญเพียรโคจรพลังลมปราณรอบเล็กหนึ่งรอบของเขา หมุนสามรอบเทียบได้กับการโคจรรอบใหญ่ แถมอัตราการหมุนยังรวดเร็วอีกด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ กลับทำให้ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรกำลังภายในของเขาเพิ่มขึ้นราวสามเท่าอย่างบังเอิญ แถมยังบริสุทธิ์ยิ่งนัก
หลังจากพบความประหลาดใจแบบนี้แล้ว จ้าวอู๋จีก็มีแรงบวกเปี่ยมล้น
หลังจากฝึกฝนตลอดทั้งคืน กำลังภายในของเขาก็ก้าวหน้าขึ้นสามจุด จนถึงระดับสิบชีพจรแล้ว
แม้กระทั่งความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ ก็ยังได้รับการหล่อเลี้ยงและยกระดับขึ้นไม่น้อย ภายใต้ไอหยินหยางอันเต็มเปี่ยม
"ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึงจริงๆ ตำรายากลับสามารถช่วยให้ข้าเข้าใจวิธีการบำเพ็ญเพียรเตาหลอมตันเถียนที่คิดค้นขึ้นเองได้... บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับสติปัญญาที่เพิ่มขึ้นหลังจากจิตวิญญาณของข้าแข็งแกร่งขึ้นกระมัง"
"ด้วยความเร็วระดับนี้ ข้าต้องการเวลาเพียงหนึ่งเดือนก็จะทะลวงผ่านชีพจรที่ 11 ได้ วิถีแห่งยุทธ์ก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ขั้นแปลงรูปลักษณ์ในไม่ช้า"
จ้าวอู๋จีลืมตาขึ้น พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาหนึ่งคำ แต่อารมณ์ความรู้สึกกลับสงบยิ่ง
หูของเขาขยับเล็กน้อย ได้ยินเสียงสาวใช้ชุนฮวาตักน้ำอยู่ข้างนอก และเสียงอาจารย์อู๋ก่อฟืนจุดไฟอยู่ในห้องครัวข้างๆ แล้ว
เสียงสวมเสื้อผ้าสวบสาบในห้องชั้นใน เห็นได้ชัดว่าเป็นเสียงของเสี่ยวเยว่เด็กรับใช้ปรุงยา
บ่าวรับใช้และเด็กรับใช้ปรุงยาทั้งห้าคนในจวนแห่งนี้ ล้วนคุ้นชินกับเวลาตื่นนอนของเขาแล้ว แทบทุกคนจะลุกขึ้นมาเตรียมตัวล่วงหน้าตามหน้าที่ที่แบ่งหมายกันไว้
จ้าวอู๋จีผลักประตูเดินออกไป เวลานั้นเอง เสี่ยวหลินลูกจ้างที่ควบตำแหน่งคนขับรถม้าก็วิ่งเข้ามารายงาน
"นายท่าน มีจดหมายมาส่งถึงท่านขอรับ จากคุณหนูนานจือเซี่ย"
"โอ้?" จ้าวอู๋จีรับจดหมายมาฉีกดูทันที หางตาอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
สุขภาพร่างกายของนานจือเซี่ยดีขึ้นแล้ว ครั้งนี้กลับนัดหมายเขาให้ไปยังจวนตระกูลนานเพื่อพูดคุยกัน
จ้าวอู๋จีรู้สึกเบิกบานใจขึ้นมาทันที รู้สึกว่า 'วิชาชักนำ' ที่ถูกวางทิ้งไว้หลายวัน เริ่มมีความหวังใหม่ขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
เขาสั่งให้ชุนฮวารีบเตรียมน้ำร้อนมาให้เขาล้างหน้าล้างตา และให้เสี่ยวเยว่เตรียมรถม้าให้พร้อมทันที
...
ครึ่งชั่วยามให้หลัง
ภายในจวนตระกูลนาน นานจือเซี่ยสวมชุดขาวดั่งหิมะ ดวงตากลมโตสดใส นางกำลังจิบอาหารเช้าที่จ้าวอู๋จีนำมาส่งให้อย่างช้าๆ พลางเอ่ยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเขาด้วยท่าทีคล้ายไม่ได้ตั้งใจ
ความโกรธเคืองเล็กๆ น้อยๆ เมื่อวานนี้ ได้มลายหายไปเพราะอาหารเช้าคำหนึ่งที่เขานำมาส่งให้อย่างเอาใจใส่
"ช่วงนี้ข้าจะไปทำอะไรได้ล่ะ ก็ไม่มีอะไรนอกจากฝังเข็มให้ผู้ป่วยบางคน"
จ้าวอู๋จีตอบพร้อมรอยยิ้ม "ส่วนแม่นางจือเซี่ยน่ะสิ ร่างกายหายดีแล้วจริงๆ หรือ ไม่สู้ให้ข้าจับชีพจรดูให้ตอนนี้เลยดีไหม"
"ตอนนี้ถึงนึกถึงข้าขึ้นมาได้งั้นสิ"
นานจือเซี่ยแค่นเสียงฮึดฮัดในใจ แต่บนใบหน้าก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ความเรียบร้อยอ่อนหวานของกุลสตรีมีตระกูลเอาไว้ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมือพลางยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าหายดีแล้ว วันนั้นท่านชวนข้าไปงานชุมนุมเซียนตัวปลอม แต่ข้าไม่สบายก็เลยไม่ได้ไป ท่านคงไม่โกรธข้าหรอกนะ
ข้าได้ยินมาว่า ท่านได้ฝังเข็มให้ใต้เท้าปัวเสนาบดีกรมอาญาบนเรือสำราญด้วย ใต้เท้าปัวชื่นชมท่านมากเลย"
"ข่าวแพร่ออกไปไวจริงๆ"
จ้าวอู๋จีพยักหน้า แต่ก็ไม่แปลกใจ วันนั้นมีคนรู้เรื่องราวมากมาย
ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีหลายคนที่อยากจะประจบประแจงปัวรั่วจือ ผลสุดท้ายกลับถูกเขาช่วงชิงตำแหน่งผู้ชนะไปเสียก่อน ข่าวก็ต้องแพร่สะพัดออกไปเป็นธรรมดา
เมื่อเห็นนานจือเซี่ยอยากรู้ เขาก็เล่าสถานการณ์ในวันนั้นให้ฟังคร่าวๆ
เมื่อพูดถึงรางวัลตำรายาของปัวรั่วจือ และการเชิญเขาไปฝังเข็มให้ผู้คุ้มกฎลัทธิอู๋ซั่งในคุกเทียนเหลา ในใจเขาก็เกิดความรู้สึกหวั่นไหว
เมื่อนึกถึงคัมภีร์หวงติงฉบับคัดลอกที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งผู้คุ้มกฎสวีเคยนำออกมาให้ดู
เขาก็เบนหัวข้อสนทนาไปที่คัมภีร์หวงติงทันที ในเมื่อนี่คือจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่
"ท่านบอกว่าผู้คุ้มกฎลัทธิอู๋ซั่งผู้นั้นเคยนำคัมภีร์หวงติงฉบับคัดลอกที่ไม่สมบูรณ์ออกมาให้ดูด้วยหรือ"
นานจือเซี่ยเผยสีหน้าตกใจ ครั้งนี้นางตกใจไม่เบาเลยจริงๆ
ข้อมูลที่สำคัญขนาดนี้ นางกลับไม่เคยได้ยินผู้คุ้มกฎสวีพูดถึงมาก่อนเลย มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้สถานะของนางถูกเปิดเผย
โชคดีที่คนที่ติดต่อด้วยคือจ้าวอู๋จี นางจึงรีบแก้ไขสถานการณ์ "อู๋จี คัมภีร์หวงติงบทเน่ยจิ่งเล่มแรกที่ข้าให้ท่านไปนั้น เป็นคัมภีร์ที่ท่านพ่อของข้าซื้อมาจากพ่อค้าเร่คนหนึ่งเมื่อปีนั้น ข้าเห็นว่าท่านสนใจคัมภีร์โบราณ จึงได้มอบให้ท่านไป
ตอนนี้คัมภีร์โบราณเล่มนี้กลับเข้าไปพัวพันกับนักโทษสำคัญของราชสำนัก ท่านอย่าได้ไปบอกใครเด็ดขาดนะว่าข้าเป็นคนให้คัมภีร์โบราณแบบนี้กับท่าน เพื่อจะได้ไม่ต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย"
"เรื่องนี้ข้าย่อมเข้าใจดี"
จ้าวอู๋จีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ที่ข้ามาหาเจ้าในครั้งนี้ ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้กับเจ้าด้วยเหมือนกัน
นอกจากนี้ ข้ายังอยากตามหาคัมภีร์โบราณเล่มนี้ฉบับครึ่งหลัง ไม่ทราบว่าท่านลุงพอจะเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่"
นานจือเซี่ยส่ายหน้าอย่างจนใจ แล้วเปลี่ยนมามีสีหน้ากังวลและเคร่งเครียด พลางกล่าวว่า "อู๋จี ข้ารู้สึกเสียใจที่ให้คัมภีร์โบราณเล่มนี้แก่ท่านไปเสียแล้ว หากท่านต้องการจะตามหาคัมภีร์โบราณเล่มนี้ต่อ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้ ข้าไม่อยากให้ท่านต้องพบเจอเรื่องร้ายๆ เลิกคิดเรื่องนี้เถอะนะ
ต่อให้ไปถามท่านพ่อ เรื่องก็ผ่านมาหลายปีแล้ว ท่านไม่มีทางจำได้หรอกว่าคนผู้นั้นเป็นใคร และตอนนี้อยู่ที่ไหน"
จ้าวอู๋จีถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นจือเซี่ยมีสีหน้ากังวล ก็หยุดซักไซ้ไล่เลียงไปโดยปริยาย ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนลมหายใจ
ดูเหมือนว่าการตามหาคัมภีร์หวงติงบทเน่ยจิ่งเล่มสอง คงไม่สามารถหาช่องทางจากตระกูลนานได้เสียแล้ว
คัมภีร์โบราณเล่มนี้ช่างละเอียดอ่อนจริงๆในตอนนี้
ในเวลาเช่นนี้การไปถามใต้เท้านาน ย่อมไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน
เขาไม่ถามอะไรให้มากความ เบนเป้าสนทนาและพูดคุยเรื่องอื่นๆ กับนานจือเซี่ย ทักทายกันได้ไม่นานก็ขอตัวลากลับ
หลังจากที่จ้าวอู๋จีจากไป ใบหน้างดงามของนานจือเซี่ยก็ค่อยๆ เลือนหายความอ่อนโยนลง กลับมาเยือกเย็นและสูงศักดิ์ดุจดั่งองค์หญิงของลัทธิอู๋ซั่ง
"อู๋จีได้ไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้คุ้มกฎสวีที่คุกเทียนเหลามาแล้วจริงๆ เขาอาจจะรู้อะไรบางอย่าง แต่ไม่ยอมเล่าออกมา..."
หากเป็นคนอื่น นางอาจจะจับกุมตัวทันที ทำทารุณกรรมรีดเค้นคำสารภาพ บีบบังคับง้างปากอีกฝ่าย และเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่นางต้องการ
แต่เมื่อเป็นจ้าวอู๋จี นางกลับไม่สามารถลงมือได้จริงๆ
กระทั่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง นางก็ยังสอบถามด้วยการอ้อมค้อมไปมาอย่างมีเลศนัย
"ยังเหลือเวลาอีกแค่สามวัน ผู้คุ้มกฎสวีก็จะถูกประหารชีวิตแล้ว... อู๋จีเอ๋ยอู๋จี ตกลงเจ้าล่วงรู้อะไรมาบ้างกันแน่"
นางหลับตาพริ้มครุ่นคิด ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าที่เบิกบานก็ดังมาจากด้านหลัง
"พี่ เจ้าพี่จ้าวเพิ่งมาหรอ นี่พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือไงเนี่ย เขากล้ามาที่บ้านเพื่อมาเดทกับท่านด้วย"
ใบหน้าอันงดงามของนานจือเซี่ยกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง หันกลับไปยิ้มบางๆพลางกล่าวเสริม "เขาได้ยินว่าข้าไม่สบาย ก็เลยแวะมาเยี่ยมเท่านั้นเอง"
...
เวลาล่วงเลยไป ในชั่วพริบตาก็ผ่านไปอีกสองวัน
พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันประหารชีวิตผู้คุ้มกฎแห่งลัทธิอู๋ซั่งแล้ว
ตั้งแต่ที่ไม่สามารถหาคัมภีร์หวงติงบทเน่ยจิ่งเล่มสองมาครอบครองได้อีกต่อไป จ้าวอู๋จีก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการตีความคัมภีร์โอสถโบราณวิถีแห่งยุทธ์และการฝึกฝนคาถาอาคม
ในช่วงระหว่างที่ถึงเวรเข้าตรวจ เขาจะไปที่สำนักหมอหลวงเพื่อทำการฝังเข็มรักษา หรือไปยังจวนเสนาบดีปัว เพื่อฝังเข็มให้กับเขา
โรคไข้หนาวธรรมดาของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้ไอหยินมากนัก
รักษาคนไข้ไปแล้วสามคน แต่ก็ยังไม่สามารถรวบรวมไอหยินได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
ทว่าการรักษาให้เสนาบดีปัวในคอร์สที่สองครั้งนี้ กลับให้ไอหยินแก่เขาถึงสามเส้น ทำให้ปริมาณไอหยินสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 1183 เส้น อีกทั้งยังทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองสนิทสนมกลมเกลียวกันมากขึ้น
ในคืนของวันนี้ จ้าวอู๋จีนั่งอยู่ภายในห้องบำเพ็ญเพียรในจวน ประสานอินร่ายวิชาทงโยวท่องเทพตามปกติ พร้อมกันกับการฝึกฝนวิชานี้ ก็เพื่อทำจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งขึ้น
จนกระทั่งเมื่อจิตวิญญาณแข็งแกร่งขึ้น เขาก็ได้ค้นพบประสิทธิภาพในการข่มขวัญของวิชาทงโยว ซึ่งอาจจะมีผลข่มขวัญต่อคนธรรมดาที่มีจิตวิญญาณอ่อนแอ จนสามารถทำให้คนหวาดกลัวจนวิญญาณหลุดออกจากร่างได้เลยทีเดียว
"ในไซอิ๋ว ซุนหงอคงเคยใช้วิชาทงโยวท่องเทพลงไปสู่นรก และก็เคยข่มขวัญพญายมราชมาแล้ว... หึ นับว่าเป็นความรู้สึกเช่นนี้ได้หรือไม่นะ"
เขากำลังตั้งใจรับรู้อย่างละเอียด ฉับพลันนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงเงาดำร่างหนึ่งที่คล่องแคล่วว่องไวได้แอบลอบเข้ามาในสวนหลังจวนของตัวเอง
"หืม เจ้าโจรน้อย?"
จ้าวอู๋จีขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรและใช้สัมผัสหยั่งรู้จับสัมผัสร่องรอยของเงาดำจากระยะไกล
เขาพบว่าร่างเคลื่อนไหวของเงาดำผู้นี้ราวปีศาจ เขามียาสลบอยู่ในมือ และได้พ่นยาสลบใส่ทีละห้อง
ไม่นานก็มาถึงหน้าห้องบำเพ็ญเพียรของเขา
"วิชาตื้นๆ..."
จ้าวอู๋จีกลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ
ปล่อยให้อีกฝ่ายเป่ายาสลบเข้ามาในห้อง แสร้งทำเป็นสูดดมยาสลบเข้าจนหมดสติ
ในวินาทีต่อมา ร่างผอมบางพุ่งเข้ามาในห้อง นัยน์ตาสว่างไสวในความมืดมิด จ้องมองไปยังจ้าวอู๋จีที่สลบไสลไร้สติ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปใกล้
ผู้ที่เพิ่งจะคว้าฝ่ามือของจ้าวอู๋จีไว้ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือในทันที
เข็มทองเล่มหนึ่งปักเข้าที่แขนตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ กลับทำให้แขนทั้งแขนชาไปหมด จนไม่สามารถควบคุมลมปราณภายในให้ไหลเวียนมายังจุดนี้ได้
"สกัดจุดชีพจรด้วยเข็มทองงั้นรึ?!"
ผู้มาเยือนหน้าตะลึงร้องอุทานออกมา ร่างถอยหนีอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟฟ้าช็อต พลังภายในอันดุร้ายปะทุขึ้นจนเสื้อผ้ารอบกายปลิวไสว ราวกับว่าเป็นยอดฝีมือที่สามารถทะลวงชีพจรทั้งสิบสองได้สำเร็จ
ทว่า ร่างของมันถอยห่างออกไปได้ไม่ถึงครึ่งจั้ง ก็ส่งเสียงร้องประหลาดราวกับผีชนกำแพง มีสีหน้าหวาดผวา ร่างกายแข็งทื่อ
ฟิ้วๆ!
เข็มทองเล่มหนึ่งพุ่งออกไปดั่งสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางหว่างคิ้วอย่างแม่นยำ ปลายเข็มทะลุผ่านกระดูก รูม่านตาหดเล็กลงในทันที ก่อนที่ร่างจะล้มลงขาดใจตายคาที่
ร่างของจ้าวอู๋จียังคงอยู่ในสภาวะนั่งสมาธิ แต่วิญญาณดวงหนึ่งลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา นัยน์ตาทงโยวท่องเทพเพ่งมองไปยังวิญญาณอันอ่อนแอที่ลอยขึ้นมาจากศพตรงหน้า
วิญญาณดวงนี้ เพิ่งถูกเขาข่มขวัญด้วยวิชาทงโยวท่องเทพจนหลุดออกมาได้สักพัก
เพราะเหตุนี้เอง อีกฝ่ายจึงได้ชะงักไปครู่หนึ่ง และถูกกำจัดลงด้วยเข็มเพียงเล่มเดียวได้อย่างง่ายดาย
ประสิทธิภาพข่มขวัญของวิชาทงโยวท่องเทพนี้ ช่างรุนแรงร้ายกาจเสียจริงๆ...
...
...