- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 19 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (19)
บทที่ 19 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (19)
บทที่ 19 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (19)
ซูจื้อเฉียงไม่มีทางไปขอยืมเงินอันหนิงแน่นอน
เขายังอยากจะรักษาศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายต่อหน้าอันหนิงเอาไว้
เพียงแต่เขาค่อนข้างโกรธเคืองกับการกระทำของหลินอันเจี๋ย ที่แอบเอาสินสอดกลับไปให้บ้านเดิมใช้โดยไม่บอกกล่าวเขาสักคำ
ซูจื้อเฉียงพลิกตัวหนี เขาตั้งใจว่าจะทำตัวเย็นชาใส่หลินอันเจี๋ยสักพัก
ทางด้านหลินอันเจี๋ยเองก็มีความโกรธสุมอยู่ในใจเช่นกัน
เดิมทีเธอคิดว่าแต่งเข้าตระกูลซูแล้วจะมีชีวิตที่สุขสบาย แต่ใครจะไปนึกว่าพอแต่งมาจริงๆ ถึงได้รู้ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลซูนั้นขมขื่นยิ่งกว่าบอระเพ็ดเสียอีก
ซูจื้อเฉียงไม่ได้ดีต่อเธอมากมายนัก น้องสะใภ้ทั้งสองคนก็ฉลาดแกมโกงและดุดันขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หลิ่วเอ้อนี แม่ของซูจื้อเฉียง ก็ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ น้องชายทั้งสองคนของซูจื้อเฉียงก็ไม่ได้ให้ความเคารพเธอในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย
แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือตระกูลซูจนมาก เรื่องกินเรื่องอยู่นั้นเทียบกับบ้านตระกูลหลินไม่ได้เลยสักนิด
ตอนอยู่ตระกูลหลิน แม้จะไม่ได้กินแป้งขาวทุกมื้อ แต่สามสี่วันก็ได้กินสักครั้ง หนึ่งเดือนยังได้กินเนื้อสักสองหน แต่ที่ตระกูลซูมีแต่ธัญพืชหยาบทุกวัน อย่าว่าแต่เนื้อเลย ขนาดผัดผักยังไม่กล้าใส่น้ำมัน ทุกวันมีแต่ผักกาดขาวต้มกับหัวไชเท้าต้ม รสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึงเลยว่าแย่แค่ไหน
ตระกูลซูยังไม่ได้แยกครอบครัวกัน ยังรวมกระเป๋า ต่อให้หลินอันเจี๋ยมีเงินอยู่ในมือ เธอก็ไม่กล้าซื้อของมากินเองคนเดียว
เพราะในบ้านมีทั้งคนแก่และเด็ก แถมยังมีคนคอยจ้องจับผิดอยู่ตลอด ถ้าหลินอันเจี๋ยซื้อมากินเองแล้วไม่แบ่งใครจะทำยังไง? แต่ถ้าจะซื้อแจกทุกคน เงินของเธอก็คงมลายหายไปในพริบตา
นี่เพิ่งแต่งเข้าตระกูลซูมาได้ไม่นาน หลินอันเจี๋ยก็เริ่มจะทนไม่ไหวเสียแล้ว
เธอตัดสินใจว่าจะต้องปรึกษาเรื่องการหาเงินกับซูจื้อเฉียงอย่างจริงจัง
เมื่อทาครีมเสร็จ หลินอันเจี๋ยก็ถอดรองเท้าขึ้นเตียง เธอนอนลงแล้วผลักตัวซูจื้อเฉียงเบาๆ "นี่คุณ เราจะเอาแต่ขุดดินกินไปตลอดชีวิตไม่ได้นะ ต้องหาทางหาเงินบ้างสิ"
ซูจื้อเฉียงตอบกลับอย่างใส่อารมณ์ "จะไปหาเงินที่ไหน? ฉันก็เก่งแต่ทำนา อย่างอื่นทำไม่เป็นสักอย่าง จะไปหาเงินยังไงได้?"
หลินอันเจี๋ยถึงกับอึกอัก เธอสูดหายใจลึกก่อนจะฝืนยิ้มแล้วพูดว่า "ทำนาก็ได้นี่นา ฉันได้ยินมาว่ามีคนปลูกผักนอกฤดูกาล แล้วก็ยังได้ยินมาว่าที่อื่นเขาทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์กัน เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด พวกเขาทำเงินได้มหาศาลเลยนะ ฉันเลยลองคิดดูว่าพวกเราเริ่มจากทำโรงเรือนปลูกผักก่อน พอได้เงินมาค่อยเปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จากนั้นก็ไปรับเหมาภูเขาของหมู่บ้านเรา ปลูกพวกไม้ผลบนเขานั่น..."
หลินอันเจี๋ยวาดฝันไว้สวยหรูมาก แต่ซูจื้อเฉียงกลับสาดน้ำเย็นใส่เธอด้วยประโยคไม่กี่คำ
"เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว บรรพบุรุษบ้านฉันไม่ใช่พวกคนมีความสามารถนั้นหรอก นอกจากก้มหน้าก้มตาทำนาแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นทั้งนั้น ไอ้ที่เธอพูดเรื่องผักเรือนกระจกน่ะ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่มีความสามารถขนาดนั้น อีกอย่าง เรื่องเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด ถ้าเลี้ยงน้อยมันก็ได้เงินไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเลี้ยงเยอะมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ ไก่เป็ดตั้งเยอะขนาดนั้นจะเอาอะไรให้มันกินมันดื่ม แล้วถ้ามันเกิดเป็นโรคระบาดขึ้นมาจะทำยังไง ทั้งหมดนั่นมันคือปัญหาทั้งนั้น เธอไม่รู้วิธีจัดการพวกนั้นแล้วจะเลี้ยงยังไง?"
ความจริงคำพูดของซูจื้อเฉียงนั้นถือเป็นคำพูดของคนที่มองโลกตามความเป็นจริง
เดิมทีอุตสาหกรรมการปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์เป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ ความอดทน และความตรากตรำอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าใครพูดอยากจะทำก็ทำสำเร็จได้ทันที
นอกจากนี้ การจะเลี้ยงอะไรปลูกอะไรก็ต้องดูสภาวะตลาดด้วย ถ้าประเมินตลาดพลาด นอกจากจะไม่ได้เงินแล้ว ยังอาจจะขาดทุนจนหมดเนื้อหมดตัวได้
แต่หลินอันเจี๋ยไม่ได้คิดแบบนั้น
เธอมัวแต่จำภาพจากชาติที่แล้วว่าซูจื้อเฉียงสร้างฐานะขึ้นมาได้จากการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เธอเชื่อฝังใจว่าซูจื้อเฉียงมีความสามารถนั้น เพียงแต่ตอนนี้ซูจื้อเฉียงยังขี้เกียจและหัวโบราณเกินไป ถึงได้ไม่ยอมลงมือทำ
"คุณทำนาเป็น แม่ก็เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดเป็น ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ฉันจำได้คุณเคยบอกว่าผักในที่ดินส่วนตัวของเราคุณเป็นคนปลูกเองทั้งหมด ในเมื่อคุณปลูกผักได้ดีขนาดนั้น ผักเรือนกระจกก็ต้องทำได้แน่ ปลูกไม้ผลก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก"
เธอขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด "จื้อเฉียง ชีวิตความเป็นอยู่บ้านเรามันไม่ไหวจริงๆ นะ เราต้องหาทางทำให้ชีวิตดีขึ้นสิ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเราสองคนหรอก ต่อไปถ้าเรามีลูก เราก็ต้องทำให้ลูกไม่ลำบากเรื่องกินเรื่องใช้ แถมยังต้องส่งเขาเข้าโรงเรียนดีๆ อีก ทั้งหมดนี้มันต้องใช้เงินทั้งนั้นนะ"
ความจริงซูจื้อเฉียงเองก็อยากหาเงิน
แต่เขาไม่ได้มีความสามารถอย่างที่หลินอันเจี๋ยจินตนาการไว้จริงๆ
เขาเป็นเพียงชาวนาผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง อุตสาหกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่หลินอันเจี๋ยพูดถึงนั้น เขาจัดการไม่ไหวจริงๆ
"พอเถอะ เลิกพูดเรื่องนั้นได้แล้ว มีชามใบใหญ่แค่ไหนก็กินข้าวแค่นั้น อย่าไปคิดเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้เลย"
ซูจื้อเฉียงตัดบทสนทนาของหลินอันเจี๋ย แล้วพลิกตัวหนีอีกครั้ง "ฉันเหนื่อยแล้ว นอนก่อนนะ"
หลินอันเจี๋ยโกรธจนกัดฟันกรอด
เธออยากจะประเคนหมัดใส่ซูจื้อเฉียงสักยกจริงๆ แต่พอประเมินดูท่อนแขนเรียวบางของตัวเอง เทียบกับความบึกบึนกำยำของเขาแล้ว เธอก็ยังไม่กล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น
สองสามวันมานี้ อันหนิงยุ่งอยู่กับการช่วยหวังชุ่ยฮวาเตรียมอาหารสำหรับวันตรุษจีน
วันนี้เธอช่วยทอดลูกชิ้นเนื้อเสร็จ ก็ตั้งใจจะเอาไปส่งให้ปู่กับย่าที่บ้านลุงใหญ่เสียหน่อย ทว่าพอเดินพ้นประตูบ้านมาเธอก็บังเอิญเจอเข้ากับเซวียเฟิง
เซวียเฟิงยังคงเหมือนเดิม ดูสะอาดสะอ้าน ผิวขาว และท่าทางสุภาพนุ่มนวล เขาอยู่ในชุดเสื้อคลุมทหารตัวหนา เอามือซุกกระเป๋าพลางร้องเรียกอันหนิง
อันหนิงหยุดชะงักฝีเท้าแล้วส่งยิ้มให้ "พี่เซวียเฟิง"
เซวียเฟิงเดินเข้ามาหา ท่าทางดูขัดเขินเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มขึ้นสีระเรื่อ "อันหนิง... พี่สาวเธอ... เป็นยังไงบ้าง?"
อันหนิงลอบสำรวจเซวียเฟิงหัวจรดเท้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "พี่สาวฉันก็สุขสบายดีนะคะ"
แววตาของเซวียเฟิงดูซับซ้อน "เธอ... สบายดีก็ดีแล้ว"
อันหนิงยิ้มบางๆ "พี่เขยดีกับพี่สาวฉันมากค่ะ อีกอย่างพี่สาวก็ไม่ได้แต่งออกไปนอกหมู่บ้าน ตระกูลซูอยู่ใกล้แค่นี้เอง เธอไม่มีทางยอมโดนรังแกง่ายๆ หรอกค่ะ"
เซวียเฟิงมีท่าทางละห้อยเหงา "นั่นสินะ เธอคงไม่ยอมลำบากหรอก เธอออกจะสวยขนาดนั้น..."
เสียงของเซวียเฟิงค่อยๆ เบาลง เจือไปด้วยความผิดหวังและความโศกเศร้า
อันหนิงหัวเราะเบาๆ "พี่เซวียเฟิงคะ ฉันได้ยินมาว่าพี่ไม่ได้ไปโรงเรียนมาพักใหญ่แล้ว พี่ไม่คิดจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเหรอ?"
เซวียเฟิงเรียนอยู่ชั้น ม.6 รุ่นเดียวกับอันหนิง แต่อันหนิงนั้นฉลาดมาตั้งแต่เด็กจึงเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ ส่วนเซวียเฟิงเข้าเรียนช้าและเคยเรียนซ้ำชั้นตอน ม.ต้น ดังนั้นแม้เขาจะอายุมากกว่าอันหนิงหลายปี แต่ทั้งคู่ก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน
เซวียเฟิงถอนหายใจ "ช่วงก่อนหน้านี้พี่ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนเลยน่ะ"
อันหนิงเอียงคอสังเกตเขา "ผลการเรียนพี่ก็ไม่ได้แย่นะคะ ปีหน้าก็น่าจะมีหวังสอบติดมหาวิทยาลัย ทำไมถึงไม่เรียนต่อล่ะ? สำหรับฉันนะพี่ ความสัมพันธ์อย่างอื่นมันก็แค่เรื่องชั่วคราว มีแค่ความรู้ที่เราเรียนมากับความสามารถที่สร้างขึ้นเองเท่านั้นแหละที่เป็นของจริง พี่เซวียเฟิงคะ พี่ตั้งใจเรียนเถอะ ถ้าสอบติดมหาวิทยาลัย มีงานการดีๆ ทำในอนาคต พี่จะหาภรรยาแบบไหนก็หาได้ทั้งนั้นแหละค่ะ"
อันหนิงร่ายยาวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชูลูกชิ้นเนื้อในมือให้เขาดู "ไม่คุยด้วยแล้วนะคะ ฉันต้องรีบเอาของไปส่งให้ปู่แล้วล่ะ"
พูดจบเธอก็วิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้าไปบ้านหลินหงจวินทันที
เซวียเฟิงมองตามแผ่นหลังของเธอไป ในหัววนเวียนอยู่กับคำพูดที่อันหนิงเพิ่งทิ้งท้ายไว้
เขาครุ่นคิดอยู่นานก่อนจะกัดฟันพูดกับตัวเอง "นั่นสินะ ตั้งใจเรียนให้ติดมหาวิทยาลัยดีๆก่อนดีกว่า เผื่อว่า... วันหน้าอันเจี๋ยอยู่ไม่เป็นสุข พี่จะได้มีกำลังพอที่จะช่วยเธอได้"
ระหว่างทางไปบ้านลุงใหญ่ อันหนิงยังคงครุ่นคิดเรื่องของเซวียเฟิงไม่หยุด
ในสายตาของอันหนิง เซวียเฟิงคนนี้ดีต่อหลินอันเจี๋ยด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง
เธอพยายามขุดคุ้ยความทรงจำของร่างเดิม และดูเหมือนร่างเดิมจะสังเกตเห็นมานานแล้วว่า เซวียเฟิงกับหลินอันเจี๋ยเริ่มชอบพอกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ม.ต้น เซวียเฟิงรักหลินอันเจี๋ยอย่างหมดใจและยอมอดทนกับนิสัยเสียๆ ของเธอมาตลอด ส่วนหลินอันเจี๋ยเองก็น่าจะรักเซวียเฟิงมากเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างเดิมยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้หลินอันเจี๋ยเคยอาละวาดจะถอนหมั้นกับตระกูลซูให้ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่ยอมแต่งกับซูจื้อเฉียงเด็ดขาด
ทว่าจู่ๆ วันนั้นหลินอันเจี๋ยกลับเปลี่ยนใจกะทันหันอย่างน่าประหลาด
หลังจากนั้น หลินอันเจี๋ยก็ไม่แยแสเซวียเฟิงอีกเลย แถมเวลาที่มองเซวียเฟิง แววตาของเธอยังแฝงไปด้วยความเคียดแค้นอีกด้วย
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวเหล่านี้ได้ อันหนิงก็เริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้ว