- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 20 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (20)
บทที่ 20 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (20)
บทที่ 20 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (20)
ริมฝีปากของอันหนิงประดับด้วยรอยยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นจนทำให้ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวดูทุเลาลงไปบ้าง
เธอเริ่มเดาออกแล้วว่าเรื่องของหลินอันเจี๋ยมันเป็นมายังไง
พอนึกถึงความรักอันมั่นคงที่เซวียเฟิงมีให้พี่สาวประกอบกับความมุ่งมั่นที่จะสร้างตัวของเขาในตอนนี้ อันหนิงก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หากวันหนึ่งเซวียเฟิงสอบติดมหาวิทยาลัยและมีชีวิตที่ดียิ่งๆขึ้นไป หลินอันเจี๋ยจะรู้สึกเสียดายจนอกแตกตายหรือไม่?
ไม่นานนัก อันหนิงก็มาถึงบ้านลุงใหญ่ เธอมอบลูกชิ้นเนื้อทอดให้ย่าและอยู่คุยเป็นเพื่อนคนแก่ทั้งสองครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวลา
ตรุษจีนปีนี้ ครอบครัวตระกูลหลินใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขมาก
ในคืนวันสิ้นปีที่ต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ หลินจิ่วเกินให้อันหนิงคัดลอกใบคะแนนสอบเพื่อนำไปเผาส่งให้บรรพบุรุษจริงๆ พอถึงวันขึ้นปีใหม่จีน ทุกคนในครอบครัวก็ไปรวมตัวกันที่บ้านลุงใหญ่เพื่อกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาอย่างอบอุ่น
พอถึงวันที่สองของปีใหม่ ซึ่งตามธรรมเนียมคือวันที่ลูกสาวที่แต่งงานออกไปจะพาสามีกลับมาเยี่ยมบ้านเดิม หวังชุ่ยฮวาตื่นแต่เช้าตรู่มาวุ่นวายกับการเตรียมอาหารชุดใหญ่
ความจริงแล้ว อันหนิงไม่ได้เต็มใจจะเตรียมอาหารเลิศรสเพื่อต้อนรับหลินอันเจี๋ยกับซูจื้อเฉียงเลยสักนิด
เธอไม่ชอบคู่นี้ โดยเฉพาะหลินอันเจี๋ยที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เอาแต่ใจ เห็นแก่ตัว และไม่รู้จักบุญคุณคน
แต่เมื่อเห็นหวังชุ่ยฮวายุ่งจนหัวหมุน อันหนิงก็ยังยอมลุกขึ้นมาช่วย
เธอไม่อาจปล่อยให้แม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาด เพียงเพราะเธอเกลียดขี้หน้าหลินอันเจี๋ยได้
สองแม่ลูกช่วยกันง่วนอยู่หน้าเตากว่าหนึ่งชั่วโมงจนเตรียมของเสร็จไปหลายอย่าง หวังชุ่ยฮวายังใช้ให้อันผิงไปชะเง้อดูที่หน้าประตูบ้านบ่อยๆ ว่าอันเจี๋ยกับซูจื้อเฉียงมาถึงหรือยัง
หลินอันผิงทำหน้าบูดบึ้งไม่เต็มใจ แต่ก็ขัดแม่ไม่ได้ ได้แต่เดินออกไปดูที่หน้าประตูเป็นพักๆ
กว่าหลินอันเจี๋ยกับซูจื้อเฉียงจะมาถึงประตูก็ล่วงเข้าช่วงสายของวันแล้ว
เมื่อทั้งคู่เข้าบ้านมา อันหนิงลอบสังเกตหลินอันเจี๋ยอย่างละเอียด และพบว่าเธอผอมลงไปมาก ใบหน้าดูซูบเซียวและเหนื่อยล้า ก็รู้ได้ทันทีว่าชีวิตในบ้านซูคงไม่สู้ดีนัก
อันหนิงมองออก มีหรือหวังชุ่ยฮวาจะมองไม่ออก หลังจากต้มเกี๊ยวส่งให้ซูจื้อเฉียงทานแล้ว หวังชุ่ยฮวาก็ดึงตัวหลินอันเจี๋ยเข้าไปคุยในห้องส่วนตัว
"ทำไมถึงผอมลงไปขนาดนี้ล่ะลูก?"
เมื่อมองใบหน้าที่ซูบลงจนเห็นดวงตาโตผิดปกติ หวังชุ่ยฮวาก็รู้สึกสงสารลูกสาวจนจับใจ
หลินอันเจี๋ยโบกมือปัด "ผอมๆแบบนี้แหละสวยดี"
"ลูก... อยู่ตระกูลซูแล้วลำบากใช่ไหม?" หวังชุ่ยฮวากระซิบถามเสียงเบา
หลินอันเจี๋ยหรี่ตาลง "จะไปอยู่ดีได้ยังไงล่ะคะ แม่ก็รู้ว่าตระกูลซูจนขนาดไหน ตั้งแต่ฉันแต่งเข้าไปยังไม่เคยได้กินอิ่มท้องเลยสักมื้อ"
พอเธอพูดแบบนั้น หวังชุ่ยฮวาก็รู้สึกเจ็บปวดใจจนเหมือนถูกบีบ
เธอหันหลังไปปาดน้ำตาเบาๆ ก่อนจะควักเงินสิบกว่าหยวนที่ห่อไว้ในผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดใส่ไม้มือหลินอันเจี๋ย "รับไว้นะลูก วันหลังถ้าหิวก็แอบไปซื้ออะไรกินในตำบลบ้าง กินเสร็จค่อยกลับบ้าน หรือไม่ก็กลับมาบ้านเรานี่แหละ แม่จะทำของอร่อยให้ลูกกินเอง"
หลินอันเจี๋ยรับเงินไปโดยไม่มีท่าทีเกรงใจเลยสักนิด "แม่คะ ฉันกะว่าพ้นปีใหม่จะเข้าไปหางานทำในตำบล จะมัวแต่นั่งกินข้าวเฉยๆ อยู่บ้านตลอดไปไม่ได้หรอก"
"ในตำบลจะมีงานอะไรให้ทำล่ะ"
หวังชุ่ยฮวารู้สึกว่าความคิดของลูกสาวดูไม่มั่นคงเอาเสียเลย "บ้านเราไม่มีเส้นสายนะลูก งานน่ะหาไม่ง่ายหรอก ขนาดตำแหน่งพนักงานชั่วคราวในโรงงานยังมีคนแย่งกันทำแทบตายเลย"
หลินอันเจี๋ยเบะปาก "ฉันจะลองไปเดินดูก่อน ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ฉันจะทำธุรกิจเอง"
เธอคิดว่ายุคสมัยนี้ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด ทำไมเธอต้องไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวแลกเศษเงินไม่กี่หยวนด้วย เอาเวลาไปลงทุนทำมาค้าขายเองไม่ดีกว่าหรือ
คำพูดของหลินอันเจี๋ยทำเอาหวังชุ่ยฮวาตกใจแทบสิ้นสติ
หวังชุ่ยฮวารีบท้วงทันที "อย่าเชียวนะ! ผู้หญิงตัวคนเดียวจะไปทำอะไรได้ ในตำบลพวกนักเลงหัวไม้เยอะจะตายไป ถ้าลูกไปตั้งแผงลอย ไม่รู้จะโดนพวกนั้นมาก่อกวนขนาดไหน"
แต่มีหรือที่หลินอันเจี๋ยจะฟัง เธอไม่ได้เก็บคำเตือนของแม่มาใส่ใจเลยแม้แต่นิดเดียว
หลังจากคุยกับหวังชุ่ยฮวาอีกไม่กี่ประโยค หลินอันเจี๋ยก็เดินสะบัดก้นออกไป
เวลานั้นอันหนิงผัดกับข้าวเสร็จเรียบร้อยพอดี หลินอ้ายกั๋วจึงดึงตัวหลินอันผิงให้มานั่งเป็นเพื่อนซูจื้อเฉียง และดื่มเหล้าฉลองกัน
อันหนิงทานเกี๊ยวและกับข้าวเพียงเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวเข้าห้องไปอ่านหนังสือต่อ
เธออยู่ชั้น ม.6 ซึ่งเทอมสุดท้ายนี้โรงเรียนเปิดเร็วมาก เพียงแค่วันที่ห้าของปีใหม่ก็ต้องกลับไปเรียนแล้ว
อันหนิงหอบหิ้วเสบียงอาหารคาวหวานที่ที่บ้านเตรียมไว้ให้ โดยมีหลินอ้ายกั๋วปั่นจักรยานไปส่งที่โรงเรียน หลังจากเข้าเรียนได้เพียงสองวัน อันหนิงก็บังเอิญเจอเข้ากับเซวียเฟิงในรั้วโรงเรียน
เซวียเฟิงดูมีชีวิตชีวาและสดชื่นกว่าช่วงก่อนปีใหม่มาก เขาเห็นอันหนิงก็ยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง
อันหนิงพยักหน้ายิ้มตอบ เซวียเฟิงเดินเข้ามาหาพลางเอ่ยถามอย่างเกรงอกเกรงใจ "อันหนิง... คือช่วงสองสามวันที่ผ่านมาพี่รู้สึกว่าเรียนตามไม่ค่อยทันน่ะ พี่ขอให้เธอช่วยติวบทเรียนให้หน่อยได้ไหม?"
อันหนิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ "ได้สิคะ พี่จดส่วนที่ไม่เข้าใจไว้แล้วกัน ทุกวันหลังทานข้าวเสร็จพี่ไปหาฉันที่ห้องเรียนนะ เดี๋ยวฉันอธิบายให้ฟังค่ะ"
เซวียเฟิงฉีกยิ้มกว้างทันที เขาเอ่ยขอบคุณอันหนิงด้วยความจริงใจอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น เซวียเฟิงก็ถือหนังสือและสมุดมาหาอันหนิงเพื่อให้ช่วยสอนโจทย์ให้ทุกวัน
ความจริงเซวียเฟิงเป็นคนหัวดีและมีพื้นฐานค่อนข้างแน่นอยู่แล้ว การที่อันหนิงสอนเขาจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงไม่นานเขาก็เรียนตามเพื่อนในห้องทัน แถมยังก้าวหน้าไปไกลจนเจ้าตัวดีใจมาก ทุกวันอาทิตย์ที่กลับบ้าน เขาจะหอบเอาของกินอร่อยๆ มาฝากและคะยั้นคะยอให้อันหนิงรับไว้เสมอ
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป ฤดูหนาวที่แสนเยือกเย็นผ่านพ้นไป มวลพฤกษาเริ่มผลัดใบแต้มสีสันให้ผืนดินอีกครั้ง
เมื่อดอกไม้ผลิบานจนร่วงโรยไปตามฤดูกาล วันสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ขยับใกล้เข้ามาทุกที
บรรดาอาจารย์และนักเรียนชั้น ม.6 ต่างยุ่งกันจนหัวหมุน อันหนิงต้องทำทั้งการบ้านและตะลุยโจทย์สอบนับไม่ถ้วน จนอยากจะผ่าเวลาหนึ่งวันออกเป็นหลายๆ ส่วนเพื่อใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
เธอไม่ได้สนใจข่าวคราวของหลินอันเจี๋ยมานานมากแล้ว จึงไม่รู้เลยว่าพี่สาวตัวดีไปก่อเรื่องอะไรไว้บ้าง และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซูจื้อเฉียงกับหลินอันเจี๋ยเพิ่งจะทะเลาะกันบ้านแตก จนซูจื้อเฉียงเกือบจะลงไม้ลงมือตบตีเธอ ดีที่คนฝั่งตระกูลหลินแห่กันไปหนุนหลังให้ เรื่องถึงได้ผ่านพ้นไปแบบหวุดหวิด
วันนี้เป็นวันเสาร์ อันหนิงรีบเก็บข้าวของเพื่อกลับบ้านเร็วกว่าปกติ
เดิมทีเธอคิดว่าวันนี้ที่บ้านจะมารับ แต่รออยู่นานก็ไม่มีใครมา เธอจึงตั้งใจจะเดินกลับเอง ทว่าพอพ้นประตูโรงเรียนออกมาก็เจอเข้ากับเซวียเฟิงพอดี
เซวียเฟิงขี่จักรยานคันใหม่เอี่ยมอ่อง เมื่อเห็นอันหนิงเขาก็ยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาด "อันหนิง ขึ้นรถมาเลย เดี๋ยวพี่ปั่นไปส่งที่บ้านเอง"
อันหนิงไม่ปฏิเสธ เธอยิ้มพลางก้าวขึ้นนั่งซ้อนท้ายจักรยาน
เซวียเฟิงออกแรงปั่นรถไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ลมในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิย่างเข้าสู่ฤดูร้อนช่างอุ่นสบายและแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม เมื่อถูกลมยามเย็นพัดผ่าน ผสมกับบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ทำให้อารมณ์ของอันหนิงดีขึ้นมาก
"พี่เซวียเฟิงคะ จักรยานคันนี้เพิ่งซื้อใหม่เหรอ?"
เซวียเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ "ใช่แล้ว เพิ่งซื้อน่ะ ครั้งนี้พี่สอบได้คะแนนดีขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะ พ่อพี่ดีใจมากเลยรางวัลจักรยานให้คันหนึ่ง พ่อบอกว่าถ้าปีนี้พี่สอบติดมหาวิทยาลัยได้ จะซื้อโทรทัศน์เข้าบ้านด้วยนะ"
อันหนิงหัวเราะ "ถ้าอย่างนั้นพี่ต้องพยายามเข้านะคะ"
เซวียเฟิงขานรับหนักแน่น "เพื่อโทรทัศน์เครื่องนั้น พี่สู้ตายอยู่แล้ว!"
เซวียเฟิงปั่นจักรยานมาส่งอันหนิงถึงหน้าประตูบ้าน เขายืนรอจนเห็นเธอเดินเข้าบ้านไปถึงค่อยปั่นกลับบ้านตัวเอง พอถึงบ้านเขาก็เห็นแม่นั่งรออยู่ที่ลานบ้าน พอเห็นลูกชายเข้าบ้านมาเธอก็ยิ้มถาม "อันหนิงกลับมาแล้วเหรอ?"
เซวียเฟิงตอบพลางจอดรถ "ครับ บังเอิญเจอกันพอดี ผมเลยรับน้องมาส่งด้วย"
แม่ของเซวียเฟิงหยุดมือจากงานที่ทำอยู่ "ดีเลย เมื่อวันก่อนพ่อแกไปทำธุระข้างนอกมา แม่เลยให้เขาหาซื้อวอลนัทมาถุงใหญ่ เดี๋ยวแม่จะเอาไปแบ่งให้อันหนิงหน่อย ได้ยินคนเขาพูดกันว่าวอลนัทบำรุงสมองดี ช่วงนี้ลูกกับอันหนิงเรียนหนัก ต้องบำรุงเยอะๆ นะ"
แม่ของเซวียเฟิงรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวอันหนิงจริงๆ เดิมทีคะแนนของเซวียเฟิงอยู่แค่ระดับปานกลางค่อนไปทางดีเท่านั้น แต่ตั้งแต่อันหนิงช่วยติวให้ คะแนนของเขาก็พุ่งพรวดจนตอนนี้ติดอันดับต้นๆ ของห้องไปแล้ว
เธอคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นความดีความชอบของอันหนิง จึงพยายามหาทางขอบคุณอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่เธอมักจะเตรียมของดีๆ ให้เซวียเฟิงหิ้วไปให้อันหนิงทานที่โรงเรียน