- หน้าแรก
- ท่านเซียนค้าบบ ได้โปรดอย่าทะลุมิติออกมาจากหนังสืออีกเลย
- บทที่ 17 - ใครสอนให้เธอคุยแบบนี้เนี่ย
บทที่ 17 - ใครสอนให้เธอคุยแบบนี้เนี่ย
บทที่ 17 - ใครสอนให้เธอคุยแบบนี้เนี่ย
เขา ... เจ๋งสุดๆ ไปเลยเหรอ
เจียงฝานหน้ามืดทะมึน "ชมคนแบบนี้ ... มันเหมาะสมเหรอ"
ลั่วเซียนไม่เข้าใจ "ไม่เหมาะสมตรงไหน ตัวเอกในหนังสือหลายเล่มก่อนหน้านี้ของเจ้าก็ชมคนแบบนี้กันทั้งนั้น มีอะไรไม่ถูกต้องงั้นหรือ"
"แน่นอนสิว่าไม่ถูก!"
เจียงฝานสูดลมหายใจเข้าลึก ทำหน้าจริงจัง "ตัวเอกในหนังสือเล่มก่อนๆ ของผมเป็นผู้ชาย พูดจาหยาบกระด้างไปบ้างก็ไม่เป็นไร แต่คุณเป็นผู้หญิงนะ จะมีผู้หญิงที่ไหนมาชมคนอื่นว่าเจ๋งสุดๆ ไปเลยกันบ้าง นี่มันเป็นนิสัยที่ไม่ดี ต้องแก้!"
น้ำเสียงที่ค่อนข้างแข็งกร้าว ทำให้แววตาของลั่วเซียนเย็นชาลง อุณหภูมิภายในห้องก็ลดลงตามไปด้วย "เจียงฝาน ต่างก็เป็นตัวเอกในหนังสือของเจ้าเหมือนกัน ทำไมตัวเอกคนอื่นถึงพูดแบบนี้ได้ แต่ข้าถึงพูดไม่ได้ล่ะ อย่ามาอ้างเรื่องชายหญิงต่างกันนะ ข้าไม่ยอมรับเหตุผลนี้หรอก!"
ความแข็งกร้าวของเจียงฝานมลายหายไปในพริบตา เขาอธิบายด้วยสีหน้าขมขื่น "ลั่วเซียน คุณเป็นถึงอริยสตรีแห่งนิกายกระบี่ คำพูดแบบนี้หลุดออกมาจากปากคุณมันไม่เหมาะสมจริงๆ คุณดูสูงส่งปานเทพธิดาขนาดนี้ จะมาพูดจาหยาบคายแบบนี้ได้ยังไงล่ะ"
คำอธิบายนี้ทำให้สีหน้าของลั่วเซียนอ่อนลงเล็กน้อย เธอเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองดูดวงจันทร์สว่างไสวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน จู่ๆ เธอก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา "เจ้าได้ชวนสาวที่ชื่อเซี่ยฉานคนนั้นออกไปหรือยัง"
"ยัง"
"หืม"
"เขาชวนผมแล้ว คืนนี้พวกเราเพิ่งไปกินข้าวด้วยกันมา"
"แบบนี้สิถึงจะค่อยยังชั่ว" ลั่วเซียนพยักหน้าเบาๆ "ตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อน หลังจากนี้เจ้าต้องหาโอกาสไปคลุกคลีกับเซี่ยฉานให้มากๆ ถ้าใช้คำพูดของโลกพวกเจ้าก็คงเรียกว่าความใกล้ชิดทำให้เกิดความผูกพัน"
ใกล้ชิดจนเกิดความผูกพันงั้นเหรอ เจียงฝานกระแอมไอ "ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม"
"เรื่องอะไร"
เจียงฝานหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะเดินไปที่หน้าต่าง เปิดประวัติการแชทระหว่างลั่วเซียนกับเซี่ยฉานขึ้นมา "ใครสอนให้คุณคุยกับผู้หญิงแบบนี้เนี่ย"
"จะมีใครที่ไหนทักปุ๊บก็ขอดูรูปขาคนอื่นปั๊บ ขอดูรูปขาก็แล้วไปเถอะ แต่คุณดันไปถามเขาว่าหน้าอกใหญ่ไหม ก้นใหญ่ไหมเนี่ยนะ คุณเองก็เป็นผู้หญิง คุณคิดว่าวิธีการคุยแบบนี้ ... มันถูกต้องเหรอ"
ลั่วเซียนปรายตาเย็นชามามอง "โลกของพวกเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้หรอกหรือ"
"อะไรนะ"
"ผู้หญิงก้นใหญ่คลอดลูกชายง่าย หน้าอกใหญ่ก็มีน้ำนมเลี้ยงลูกเยอะ ที่ข้าถามแบบนี้ก็เพื่อความหวังดีต่อเจ้านะ"
"ผม ... "
"ว่าแต่ เจ้าชอบผู้หญิงหน้าอกใหญ่ก้นใหญ่ไม่ใช่หรือ ถ้าไม่ถามให้ชัดเจน ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเซี่ยฉานเป็นสเปกที่เจ้าชอบหรือไม่"
"คุณ ... " เจียงฝานถึงกับไปไม่เป็น นิ่งเงียบไปพักใหญ่ถึงเค้นคำพูดออกมาได้ "ใครบอกคุณว่าผมชอบผู้หญิงหน้าอกใหญ่ก้นใหญ่ ผิวเผินชะมัด!"
"เหอะ" เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเซียนก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ "ชอบก็บอกว่าชอบสิ จะมีอะไรให้ต้องอายไม่กล้ายอมรับด้วย"
เจียงฝานหน้าแดงก่ำ "คุณ คุณมีหลักฐานไหม ถ้าไม่มีหลักฐานเชื่อไหมว่าผมฟ้องคุณข้อหาหมิ่นประมาทได้นะ"
นัยน์ตาเย็นชาของลั่วเซียนหรี่ลง "หลักฐานงั้นหรือ งั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย ในเมื่อเจ้าไม่ชอบผู้หญิงหน้าอกใหญ่ก้นใหญ่ แล้วทำไมถึงต้องสร้างให้ข้ามีรูปร่าง ... สุดฮอตแบบนี้ด้วย ไม่ใช่แค่ข้านะ นางเอกในหนังสือทั้งสี่เล่มก่อนหน้านี้ของเจ้าก็เป็นสไตล์นี้กันหมด ไม่มีข้อยกเว้นเลยสักคน!"
"คุณฟังผมแก้ตัวก่อน ... ไม่สิ คุณฟังผมอธิบายก่อน ... "
วินาทีนี้เจียงฝานแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เขาอึกอักอยู่พักใหญ่ แต่ก็อธิบายเหตุผลออกมาไม่ได้
เพราะว่า ... นี่มันคือความจริงไงล่ะ!
เวลาที่นักเขียนสร้างตัวละครนางเอกขึ้นมา มักจะสร้างตามแบบฉบับที่ตัวเองคิดว่าสมบูรณ์แบบที่สุดในใจโดยไม่รู้ตัว นางเอกที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบนี้ก็คือสเปกในฝันของนักเขียนอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นเจียงฝานหน้าตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ ลั่วเซียนก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรต่อ "เจ้าช่วยข้าเพิ่มระดับพลัง ข้าก็ช่วยเจ้าจีบผู้หญิง ในเมื่อเจ้าทุ่มเท ข้าก็จะไม่ทำให้เสียเรื่อง วันนี้เจ้าไปกินข้าวกับเซี่ยฉานมา คุยกันเป็นอย่างไรบ้าง"
"ก็พอได้"
"ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ก็พอได้แปลว่าได้หรือไม่ได้"
"?"
คำถามที่เหมือนกับการเล่นคำทำเอาเจียงฝานสมองตื้อไปหมด เขาตอบกลับไปด้วยสัญชาตญาณเพียงคำเดียว "ได้"
ลั่วเซียนดูจะพอใจอยู่บ้าง "ได้ก็ดีแล้ว ในเมื่อครั้งนี้เซี่ยฉานเป็นคนชวนเจ้าก่อน ไปมาหาสู่กันถือเป็นเรื่องปกติ เจ้าก็หาเวลาที่เหมาะสมชวนเซี่ยฉานสักครั้งสิ พอสลับกันไปสลับกันมาแบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเจ้าก็จะต้องพัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน"
สำหรับการจัดแจงของลั่วเซียน เจียงฝานทำหน้าไม่เต็มใจอย่างเห็นได้ชัด "ผมจะชวนเซี่ยฉานไปทำไม ผมไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย ... "
ลั่วเซียนยังคงเผด็จการเหมือนเคย "นี่ไม่ใช่การปรึกษา แต่เป็นคำสั่ง"
เจียงฝานรู้สึกอึดอัดใจสุดๆ "คุณนี่พูดไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหม ทำไมผมต้องทำตามคำสั่งคุณด้วย"
"พูดสิ ข้าชอบการพูดด้วยเหตุผลที่สุดเลย"
วินาทีต่อมากระบี่เหมันต์หลิวหลีก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เจตจำนงกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง
เหตุการณ์ไม่คาดฝันทำเอาเจียงฝานตกใจจนหน้าซีดเผือด "คุณ ... "
ลั่วเซียนเอ่ยขัดขึ้นมา "ขอประกาศไว้ก่อนนะ ข้าไม่ได้ชักกระบี่ใส่เจ้า แต่กระบี่เหมันต์หลิวหลีมันอยากจะวิ่งออกมาเองต่างหาก"
เจียงฝาน " ... "
เป็นการพูดด้วยเหตุผลที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เป็นกระบี่เหมันต์หลิวหลีที่อยากวิ่งออกมาเองได้ยอดเยี่ยมจริงๆ!
"จะเชื่อฟังไหม"
"ผม ... "
"เจ้าควรคิดให้ดีก่อนตอบนะ" สิ้นคำเตือนของลั่วเซียน กระบี่เหมันต์หลิวหลีก็แผ่เจตจำนงกระบี่ที่รุนแรงขึ้นกว่าเดิม
เจียงฝานคอตก ตัดสินใจยอมทำตามอย่างว่าง่าย "ชวน ผมชวนก็ได้นี่นา แต่ผมมีเงื่อนไขข้อหนึ่งนะ"
"เงื่อนไขอะไร"
"หลังจากผมชวนเซี่ยฉานแล้ว คุณห้ามมาบังคับจับคู่พวกเราอีก ฝืนเด็ดผลแตงตอนที่ยังไม่สุกมันไม่หวานหรอกนะ"
"หวานหรือไม่หวานมันสำคัญด้วยหรือ แค่แก้กระหายได้ก็พอแล้ว"
เมื่อลั่วเซียนพูดจบ เจียงฝานก็ยืดคอขึ้น "มาๆๆ คุณแทงผมให้ตายไปเลยดีกว่า"
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลั่วเซียนก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "ข้ารับปากเงื่อนไขของเจ้า"
เจียงฝานเพิ่งจะผ่อนคลายลง ท้องของเขาก็ส่งเสียงประท้วงดังขึ้นมาเป็นชุด
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ลั่วเซียนก็เดินจากหน้าต่างมานั่งลงที่ขอบเตียง การกระทำนี้ทำให้เจียงฝานรู้สึกงุนงงไม่น้อย "คุณยังไม่กลับไปอีกเหรอ"
"ไม่รีบ"
"คุณไม่รีบ แต่ผมรีบนะ" เจียงฝานรู้สึกจนปัญญา ขณะที่กำลังจะบอกลั่วเซียนว่าตัวเองเตรียมตัวจะออกไปหาอะไรกิน เขาก็ได้ยินลั่วเซียนพูดขึ้นมาอย่างเนิบนาบ "โลกของพวกเจ้ามีคำกล่าวประโยคหนึ่ง เหมือนจะบอกว่าฮ่องเต้ไม่รีบแต่ขันทีกลับร้อนรน"
เจียงฝานหน้ามืดทะมึน
ใครสอนให้เธอคุยแบบนี้เนี่ย
"ผมจะออกไปกินข้าว"
"ไปด้วย"
" ... "
เจียงฝานล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา มองดูยอดเงินคงเหลือร้อยแปดสิบสามหยวนในวีแชทด้วยสีหน้าลำบากใจ หลังจากลังเลอยู่หลายครั้ง เขาก็ลองเสนอขึ้นมาว่า "เอาเป็นว่า ... ครั้งนี้ปล่อยผ่านไปก่อนได้ไหม รอให้ผมได้ค่าต้นฉบับเดือนหน้าเมื่อไหร่ ผมจะพาคุณไปลิ้มลองของอร่อยเมืองซีหลิงให้หนำใจไปเลย ได้ไหม"
"ค่าต้นฉบับงั้นหรือ" ลั่วเซียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "เจ้าไม่มีเงินแล้วหรือ"
แม้เจียงฝานจะไม่อยากยอมรับสักเท่าไหร่ แต่เขาก็พยักหน้าตอบอย่างซื่อสัตย์ "ใช่ ตอนนี้ผมมีเงินติดตัวไม่ถึงสองร้อยหยวน วันนี้เพิ่งจะวันที่สิบห้า กว่าจะได้ค่าต้นฉบับในวันที่แปดเดือนหน้าก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบสามวัน ผมต้องประหยัดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงอยู่ไม่ถึงวันได้ค่าต้นฉบับแน่ๆ"
ความประหลาดใจในดวงตาของลั่วเซียนเพิ่มมากขึ้น "ตัวเอกในหนังสือเล่มก่อนๆ ของเจ้า ช่วงที่เรียนอยู่มหาลัยถ้าไม่มีเงินก็ไปขอพ่อแม่กันทั้งนั้น ทำไมเจ้าถึงต้องพึ่งพาตัวเองด้วยล่ะ"
เนิ่นนานเจียงฝานถึงยอมเอ่ยปาก "พ่อไม่อยู่แล้ว ส่วนแม่ก็หายตัวไป ไม่ให้พึ่งพาตัวเองแล้วจะให้ไปพึ่งพาใครล่ะ"
แววตาของลั่วเซียนหม่นลง เธอไม่ได้พูดอะไรต่อ ร่างกายค่อยๆ โปร่งแสงขึ้น ก่อนจะหายตัวไป จู่ๆ เธอก็ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง "ข้าขอถอนคำพูดที่เคยประเมินเจ้าไว้ก่อนหน้านี้ ความจริงแล้ว ... เจ้าก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกนะ"
เจียงฝานเงยหน้าขึ้นขวับ แต่ลั่วเซียนก็หายตัวไปเสียแล้ว
เธอ ...
หมายความว่ายังไงเนี่ย
[จบแล้ว]