- หน้าแรก
- ท่านเซียนค้าบบ ได้โปรดอย่าทะลุมิติออกมาจากหนังสืออีกเลย
- บทที่ 16 - ทำไมคุณถึงชอบเดินเท้าเปล่าอยู่เรื่อย
บทที่ 16 - ทำไมคุณถึงชอบเดินเท้าเปล่าอยู่เรื่อย
บทที่ 16 - ทำไมคุณถึงชอบเดินเท้าเปล่าอยู่เรื่อย
หลังจากกลับมาถึงห้องเช่า เจียงฝานก็นั่งลงหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์พร้อมกับถอนหายใจออกมายาวเหยียด
วันนี้เขาถือว่าฉลาดหลักแหลมสุดๆ ไปเลย!
ในที่สุดก็รอดพ้นจากการโดนด่ามาได้อย่างหวุดหวิด
เขาเปิดคอมพิวเตอร์เตรียมตัวปั่นนิยาย
เพิ่งจะพิมพ์ไปได้แค่ไม่กี่นาที อากาศร้อนอบอ้าวภายในห้องก็ทำให้เจียงฝานเริ่มจะทนไม่ไหว "ตกดึกแล้วแท้ๆ ทำไมยังร้อนขนาดนี้เนี่ย รอให้ผมมีเงินก่อนเถอะ ผมจะติดแอร์ให้ดู ไม่สิ ต้องติดสองตัวเลย ตัวหนึ่งเอาไว้เปิดใช้ อีกตัวเอาไว้เปิดดูเล่น ... "
วินาทีต่อมา อุณหภูมิภายในห้องก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
เจียงฝานถึงกับงุนงงไปเล็กน้อย
หรือว่าวาจาสิทธิ์จะเป็นจริง
ทันใดนั้นสมองของเขาก็ขาวโพลน เขาค่อยๆ หันคอที่แข็งทื่อกลับไปมองด้านหลัง
ตรงปลายเตียงมีร่างของลั่วเซียนนั่งตัวตรงอยู่
เมื่อเทียบกับการปรากฏตัวสองครั้งก่อนหน้านี้ การแต่งกายของลั่วเซียนในครั้งนี้ดูเย็นสบายกว่ามาก ชุดกระโปรงผ้าก๊อซสีขาวโบราณเนื้อบางเบาเน้นให้เห็นส่วนโค้งเว้าอันน่าทึ่ง เรือนผมสีดำขลับนับหมื่นเส้นทิ้งตัวลงมาราวกับน้ำตกคลอเคลียอยู่บนลาดไหล่มน ปอยผมที่ระอยู่ข้างแก้มยิ่งช่วยเพิ่มความงดงามให้เธอดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของเธอ ราวกับซุกซ่อนดวงดาวนับหมื่นแสนดวงเอาไว้ ทั้งเยือกเย็น สงบเงียบ และดูลึกลับ
เจียงฝานฝืนยิ้มที่ดูทรมานยิ่งกว่าการร้องไห้ออกมา "ทำไมคุณถึงมาอีกแล้วล่ะ"
"อีกแล้วงั้นหรือ"
ลั่วเซียนยังคงเย็นชาเช่นเคย "ดูเหมือนเจ้าจะไม่อยากเห็นหน้าข้าสักเท่าไหร่นะ"
เจียงฝานอ้าปากค้าง "ผมกลัวคุณจะแทงผมตายน่ะสิ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วเซียนก็ลุกขึ้นแล้วค่อยๆ เดินก้าวเข้ามาหาเจียงฝานทีละก้าว
เมื่อลั่วเซียนขยับเข้ามาใกล้ หัวใจของเจียงฝานก็เต้นระทึกจนแทบจะหลุดออกมานอกคอ "ถ้า ถ้าผมพูดอะไรผิดไป คุณก็แค่บอกมาตรงๆ ก็ได้ ผมยอมขอโทษแล้วนี่ไง"
ลั่วเซียนเดินมาหยุดอยู่ห่างจากเจียงฝานหนึ่งเมตร เธอจ้องมองเขาด้วยแววตาแน่วแน่ "ในสายตาเจ้า ข้าเป็นคนเข่นฆ่าผู้คนอย่างบ้าคลั่งงั้นหรือ"
เจียงฝานไม่กล้าสบตากับลั่วเซียน เขาก้มหน้างุดแล้วพูดพึมพำกับตัวเอง "คุณอายุสิบขวบก็ฆ่าคนแล้ว อายุสิบห้าก็ออกจากนิกายกระบี่ไปฝึกฝนหาประสบการณ์ สิ่งมีชีวิตที่ตายภายใต้กระบี่เหมันต์หลิวหลีของคุณถ้าไม่ถึงพันก็ต้องมีสักแปดร้อย ผมเป็นแค่คนธรรมดา จะกลัวคุณมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ"
"เจียงฝาน คนที่ข้าฆ่าตอนอายุสิบขวบเป็นพวกสมรู้ร่วมคิดกับเผ่าปีศาจ สวะพรรค์นี้สมควรตายหรือไม่ กระบี่เหมันต์หลิวหลีอาบเลือดมานับไม่ถ้วนก็จริง แต่ข้าไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์เลยสักครั้ง"
เจียงฝานนึกถึงภาพกระบี่ที่จ่อคอหอยตัวเองในวันนั้น "?"
"คนที่ตายใต้คมกระบี่ของข้า ล้วนไม่มีใครบริสุทธิ์"
" ... "
ผ่านไปเนิ่นนานเจียงฝานถึงยอมปริปาก "ผมไม่ได้บอกว่าคุณเป็นคนเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์สักหน่อย ก็แค่คุณชอบเอะอะก็เอากระบี่มาจ่อผม ... "
น้ำเสียงของเขาแฝงความน้อยใจเอาไว้ไม่มากก็น้อย
แววตาของลั่วเซียนทอประกายประหลาดใจวาบหนึ่ง น้ำเสียงเย็นชาของเธออ่อนลงเล็กน้อย "หากเจ้าไม่มายั่วโมโหข้า ข้าก็จะไม่ฆ่าเจ้า"
เจียงฝานบ่นอุบอิบเสียงเบา "เจอกันครั้งแรกก็ถามผมแล้วว่าจะตายยังไง ... "
"เจ้าก็พูดเองนี่ว่านั่นคือการพบกันครั้งแรกของพวกเรา หากไม่ข่มขู่ผู้สร้างโลกอย่างเจ้าสักหน่อย เจ้าจะยอมแก้เนื้อหาแต่โดยดีงั้นหรือ" ท้ายที่สุดลั่วเซียนก็เอ่ยเสริม "ข้าไม่เคยคิดจะฆ่าเจ้าเลยสักครั้ง"
"จริงเหรอ"
"อืม"
เมื่อได้รับการยืนยันจากลั่วเซียน เจียงฝานถึงกล้าเงยหน้าขึ้นมา เพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวเขาก็ต้องเบือนหน้าหนีด้วยท่าทางพิลึกพิลั่น "ผมขอถามอะไรคุณหน่อยได้ไหม"
"ถามมา"
"ทำไมคุณถึงชอบเดินเท้าเปล่าอยู่เรื่อยเลย"
ลั่วเซียนไม่เข้าใจ "เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม"
เจียงฝานเกาหัวแกรกๆ "ไม่ได้จะทำอะไรหรอก แค่สงสัยน่ะ ไม่ใส่รองเท้าเดินแล้วมันไม่เจ็บเท้าบ้างเหรอ"
"เจ็บเท้างั้นหรือ"
ลั่วเซียนถามกลับ "เจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้ามีระดับพลังอยู่ขั้นไหน"
"ขอบเขตน้ำพุวิญญาณ เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่"
"ผู้บำเพ็ญเพียรในขอบเขตน้ำพุวิญญาณสามารถขี่กระบี่เหินเวหาได้แล้ว อีกอย่าง เจ้าคิดว่าความแข็งแกร่งทางร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตน้ำพุวิญญาณจะกลัวเจ็บเท้าอีกหรือ"
เจียงฝานเกาหัวอีกรอบ "ไม่กลัวก็ส่วนไม่กลัวสิ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลของการไม่ใส่รองเท้านี่นา การเอาแต่เดินเท้าเปล่ามัน ... ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกนะ ยิ่งเท้าของคุณสวยขนาดนี้ด้วย การไม่ใส่รองเท้ามันก็เท่ากับเป็นการให้กำไรพวกสวะที่ชอบลามกน่ะสิ"
นัยน์ตากระจ่างใสของลั่วเซียนวาววับ "ดูเหมือนเจ้าจะสนใจเท้าของข้ามากเป็นพิเศษเลยนะ"
"ไม่ได้สนใจ!"
เจียงฝานส่ายหัวรัวราวกับกลองป๋องแป๋ง "เขาเรียกว่าความห่วงใยต่างหาก ผมกำลังเป็นห่วงคุณอยู่นะ"
ลั่วเซียนจ้องมองเจียงฝานอย่างลึกซึ้ง "ในหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนเซียนกระบี่ เคยมีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนอาศัยการหยั่งรู้ปราณแห่งปฐพี จนสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของขอบเขตน้ำพุวิญญาณไปได้อีกขั้น ตอนนี้ข้าเดินทางมาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตน้ำพุวิญญาณแล้ว แต่ข้าเพิ่งจะควบแน่นน้ำพุวิญญาณได้แค่เจ็ดบ่อ ข้าสัมผัสได้ว่านี่ไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดของขอบเขตน้ำพุวิญญาณ แต่มันเป็นขีดจำกัดของพรสวรรค์ของข้า ข้าก็เลยอยากลองใช้วิธีนี้ดู"
พอได้ยินแบบนั้น เจียงฝานก็ยืดอกขึ้นมาทันที "เรื่องเพิ่มระดับความแข็งแกร่งน่ะ คุณมาหาผมสิ"
สายลมยามค่ำคืนพัดลอดผ่านลูกกรงเหล็กดัดเข้ามาภายในห้อง เรือนผมสีดำขลับที่ยาวสยายถึงเอวของลั่วเซียนพลิ้วไหวไปตามแรงลม "หาเจ้างั้นหรือ เจ้าไม่ชอบแก้เนื้อหานิยายไม่ใช่หรือ หากข้าบังคับให้เจ้าแก้มัน อีกเดี๋ยวเจ้าก็คงจะบ่นว่าข้าไม่ยอมพูดด้วยเหตุผลอีก ยิ่งไปกว่านั้น ในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร การพึ่งพาพลังจากภายนอกถือเป็นวิถีทางที่ต่ำต้อย การหยั่งรู้ด้วยตัวเองต่างหากถึงจะนับเป็นวิถีทางที่สูงส่ง"
"ฮ่าๆๆๆ ... "
ลั่วเซียนขมวดคิ้วเล็กน้อย "เจ้าขบขันเรื่องอันใด"
เจียงฝานไม่เพียงแต่จะไม่หุบยิ้ม แต่เขากลับหัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม "ผมรู้ว่าคุณดูถูกผม แต่คุณก็ดูถูกผมมากเกินไปหน่อยนะ ในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียร การพึ่งพาพลังภายนอกมันถือเป็นวิถีที่ต่ำต้อยจริงๆ นั่นแหละ แต่คุณว่ามันมีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งไหมล่ะ"
"ความเป็นไปได้อะไร"
"ผมไม่ได้นับว่าเป็นพลังภายนอกไงล่ะ"
ลั่วเซียนชะงักไป "หมายความว่าอย่างไร"
เจียงฝานไม่ได้อธิบาย เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแทน "ประจวบเหมาะกับที่คืนนี้ผมต้องเขียนฉากที่คุณไปเก็บตัวบำเพ็ญเพียรที่หน้าผากระบี่สะบั้นพอดี สำหรับเนื้อเรื่องย่อยแบบนี้ ต่อให้เจตจำนงแห่งสวรรค์ในโลกของคุณจะเข้ามาแทรกแซง มันก็คงแทรกแซงได้ไม่มากหรอก รอผมสองชั่วโมงนะ"
พูดจบ เขาก็เข้าสู่โหมดการพิมพ์งานอย่างรวดเร็ว
ลั่วเซียนยังคงรู้สึกงุนงงสับสน
หมอนี่คิดจะทำอะไรกันแน่
เวลาค่อยๆ ผ่านไปทีละนาทีอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงช่วงเวลาสามทุ่มกว่า
เจียงฝานที่กำลังรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วก็หยุดชะงักกะทันหัน เขาเหลือบมองสถิติการพิมพ์ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง แปดพันสามร้อยคำ
ความเร็วระดับนี้ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว!
จากนั้นเขาก็แบ่งตอนต้นฉบับ แล้วอัปโหลด เป็นไปตามคาด ทันทีที่เขาวางต้นฉบับลงในหน้าอัปโหลด เนื้อหาก็เริ่มถูกปรับแก้และปรับแต่งให้อัตโนมัติเหมือนทุกครั้ง
เจียงฝานไม่ได้ประหลาดใจเลยแม้แต่นิดเดียว
ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลลัพธ์ที่ได้มันไม่ได้แตกต่างไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้เท่าไหร่นัก เนื้อเรื่องหลักนั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมจริงๆ แต่เนื้อเรื่องย่อยยังพอจะควบคุมได้บ้าง สิ่งเดียวที่เขาควบคุมไม่ได้ก็คือสิ่งที่ลั่วเซียนจะได้รับจากเนื้อเรื่องนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ เขาสามารถควบคุมเนื้อเรื่องได้ แต่มิอาจควบคุมเส้นกราฟการเติบโตด้านความแข็งแกร่งของลั่วเซียนได้
ลั่วเซียนส่ายหน้าเล็กน้อย "ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเจ้าไร้ประโยชน์ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นเจ้านะ แต่มันคือความจริง"
"อย่าเพิ่งใจร้อนสิ"
เจียงฝานคลิกอัปโหลด จากนั้นก็รีบคลิกแก้ไขบทนี้ต่อทันที มือทั้งสองข้างรัวแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว
คำว่า 'เจ็ด' กลายเป็นคำว่า 'สิบ' ไปเรียบร้อยแล้ว!
แค่ตัวอักษรเดียวที่แตกต่างกัน กลับทำให้จำนวนบ่อน้ำพุวิญญาณของลั่วเซียนเพิ่มขึ้นจากเจ็ดเป็นสิบ
วินาทีต่อมาหลังจากแก้ไขสำเร็จ กลิ่นอายพลังของลั่วเซียนก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างกะทันหัน เธอที่เดินทางมาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตน้ำพุวิญญาณแล้ว กลับสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความตระหนักรู้จำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในห้วงทะเลวิญญาณของเธอ แม้จะยังไม่ทะลวงผ่านระดับพลังขั้นใหญ่ แต่ความแข็งแกร่งกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
หลังจากหายจากอาการงุนงง ลั่วเซียนก็รีบโคจรพลังวิญญาณภายในร่างอย่างรวดเร็ว เหนือศีรษะของเธอปรากฏหมอกสีครามที่เกิดจากการควบแน่นของพลังปราณฟ้าดินรัศมีหลายเมตร บ่อน้ำพุวิญญาณขนาดเท่ากำปั้นทั้งสิบบ่อก่อตัวเรียงร้อยเข้าด้วยกันจนกลายเป็นรูปวงกลมที่สมบูรณ์แบบ
บ่อน้ำพุวิญญาณสิบบ่องั้นหรือ
นี่มัน ...
จำนวนของบ่อน้ำพุวิญญาณไม่ได้บ่งบอกถึงความสามารถในการต่อสู้เท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวข้องกับความเร็วในการบำเพ็ญเพียรในภายภาคหน้า อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดว่าผู้บำเพ็ญเพียรจะสามารถไปได้ไกลแค่ไหนในขอบเขตพลังถัดไป วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรก็เหมือนกับการสร้างบ้าน ชั้นแรกสร้างไว้หนึ่งร้อยตารางเมตร ชั้นสองก็สร้างได้มากสุดแค่หนึ่งร้อยตารางเมตร
ก่อนหน้านี้ บ่อน้ำพุวิญญาณเจ็ดบ่อคือขีดจำกัดสูงสุดของเธอแล้ว
หากมองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์ของดินแดนเซียนกระบี่ เหล่าอัจฉริยะที่สามารถเปิดบ่อน้ำพุวิญญาณได้ถึงเจ็ดบ่อในขอบเขตน้ำพุวิญญาณนั้นมีจำนวนนับนิ้วได้ ส่วนคนที่เปิดได้แปดบ่อนั้นมีเพียงคนเดียว นั่นก็คือตำนานของเผ่ามนุษย์ เซียนกระบี่หลิวชิงซาน ผู้ที่ต่อกรกับสี่มหาราชันย์ปีศาจแห่งเผ่าปีศาจด้วยตัวคนเดียวโดยไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่น้อย เขาเป็นผู้ที่นำพาเผ่ามนุษย์ก้าวไปสู่จุดสูงสุดได้อย่างแข็งแกร่ง
หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น เผ่ามนุษย์ เผ่าปีศาจ เผ่ามาร และเผ่าวิญญาณ ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นสี่เผ่าพันธุ์ชั้นสูง
หลิวชิงซานนับเป็นบุคคลแรกและบุคคลเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์ ที่สามารถเปิดบ่อน้ำพุวิญญาณได้ถึงแปดบ่อในขอบเขตน้ำพุวิญญาณ ด้วยเหตุนี้เอง บ่อน้ำพุวิญญาณเจ็ดบ่อจึงกลายเป็นขีดจำกัดในสายตาของคนทั่วไป เป็นสิ่งที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ประทานเท่านั้นถึงจะสามารถบรรลุได้
แต่ในตอนนี้ บ่อน้ำพุวิญญาณทั้งสิบบ่อกลับมาปรากฏอยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจน ต่อให้เป็นลั่วเซียนก็ยังอดรู้สึกเหมือนกำลังฝันไปไม่ได้
"เจียงฝาน"
"หืม"
"เจ้า ... "
"ผมทำไมเหรอ"
"เจ้าเจ๋งสุดๆ ไปเลย!"
" ... "
[จบแล้ว]