- หน้าแรก
- บันทึกป่วนลับของหนึ่งหาง ปั้นซึนะงาคุเระให้ผงาดเหนือโลกนินจา
- บทที่ 2: ลูกน้องตัวน้อยของอาจารย์ชูคาคุ
บทที่ 2: ลูกน้องตัวน้อยของอาจารย์ชูคาคุ
บทที่ 2: ลูกน้องตัวน้อยของอาจารย์ชูคาคุ
“ต่อให้ผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าจะไม่สามารถสร้างสัตว์อัญเชิญให้เทียบเท่ากับสามแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่การปรุงแต่งสิ่งที่เรียกว่าโหมดเซียนนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด เมื่อถึงเวลา ข้าจะฝึกฝนฝูงลูกสมุนมนุษย์ให้ใช้โหมดเซียน... แล้วสั่งให้พวกมันไปต่อยคุรามะคนละหมัด”
ซี้ด! ช่างมีความสุขเสียนี่กระไร
ชูคาคุอดไม่ได้ที่จะน้ำลายสอ แค่คิดก็รู้สึกดีเกินไปแล้ว
โดยพื้นฐานแล้ว โหมดเซียนก็คือพลังธรรมชาติ สัตว์อัญเชิญส่วนใหญ่สามารถดูดซับมันได้ เนื่องจากโหมดเซียนเป็นพลังที่มีอยู่แต่เดิมในโลกนินจา พวกมันสามารถควบคุมและรับเข้ามาได้โดยสัญชาตญาณ แต่การจะดึงพลังธรรมชาติมาใช้จริงๆ นั้นจำเป็นต้องมีเคล็ดวิชา
ต้องขอบคุณนิกายนินชู ที่ทำให้สัตว์อัญเชิญดั้งเดิมของโลกนินจาลดจำนวนลงจนเหลือเพียงสามแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
เมื่อไร้ซึ่งการสืบทอด สัตว์ตัวอื่นๆ จึงไม่รู้วิธีควบคุมมัน พวกมันทำได้เพียงปล่อยให้พลังธรรมชาติแปรเปลี่ยนเป็นจักระ ไม่สามารถสืบทอดโหมดเซียนได้เหมือนกับสามแดนศักดิ์สิทธิ์
บังเอิญเหลือเกินที่เขารู้วิธีใช้มันอย่างถ่องแท้
ค้นหาสัตว์อัญเชิญที่มีพรสวรรค์แล้วถ่ายทอดวิธีใช้พลังธรรมชาติให้... โลกนินจามีสัตว์ที่แข็งแกร่งมากมาย แต่พวกที่มีพรสวรรค์นั้นหายาก ถึงอย่างนั้น เวลาก็ยังมีเหลือเฟือ
เศษเสี้ยวความทรงจำประหลาดผุดขึ้นมาในหัว ชูคาคุไม่สนใจมัน... ก็แค่ของเหลือเดนจากวิญญาณอันกระจ้อยร่อยนั่น ไม่มีภัยคุกคามอะไรต่อเขา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ชูคาคุก็ลงมือทันที เขาแบ่งเศษเสี้ยวจักระออกมาควบแน่นจนกลายเป็นทานุกิตัวน้อย
“ชีวิตอันแสนสุขของผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าอยู่ในอุ้งเท้าของเจ้าแล้วนะ”
ทานุกิตัวน้อยพยักหน้าแล้วหายลับไปในทะเลทราย... หนึ่งร้อยปีต่อมา
“วิชาผนึก!”
“ในที่สุดก็มาแล้วสินะ?”
ชูคาคุลืมตาขึ้นมองมนุษย์ที่พยายามจะผนึกเขา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่พระหนุ่มรูปหนึ่งชั่วครู่โดยไม่มีเหตุผลแน่ชัด
“หืม? นี่มันอะไรกัน?” บุนปุคุสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่อธิบายไม่ได้
“บุนปุคุ อย่าเหม่อสิ!”
“ขอรับ ท่านเร็ตสึ!”
“ฮึ่ม!”
ชูคาคุไม่ขยับเขยื้อน ด้วยความเข้าใจในวิชาผนึกของเขา ความพยายามอันลวกๆ ของเร็ตสึไม่มีทางผนึกเขาได้หรอก
ในยุคนี้ นอกเหนือจากวิชาผนึกของตระกูลอุซึมากิ คาถาไม้ของโฮคาเงะ และคาถาลวงตาของตระกูลคุรามะแล้ว ชูคาคุก็ยกย่องตัวเองว่าไร้เทียมทาน
เอาเถอะ... ก็ยังมีอีกหลายคนที่เขาหวาดหวั่นอยู่บ้าง
ถึงกระนั้น เสียงในหัวก็คอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่า พลังสถิตร่างสมบูรณ์แบบที่ใช้โหมดชูคาคุได้จะช่วยเหลือเขาได้อย่างมหาศาล
ดังนั้น เขาจึงยอมปล่อยให้เร็ตสึผนึกเขาเสียแต่โดยดี
“ทำไม... ข้าถึงผนึกมันไม่ได้ล่ะ?”
ยามอาทิตย์อัสดง ชูคาคุนอนหาวหวอดอยู่บนพื้น ท่าทีไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
หลังจากศึกษาคาถานินจามาเป็นร้อยปี แม้จะอยู่นอกเขตทะเลทราย แต่ตอนนี้เขาก็มีพลังระดับคาเงะขั้นสูง ด้อยกว่าแปดหางเพียงแค่ขั้นเดียวเท่านั้น
แม้ว่าคาเงะรุ่นแรกทุกคนจะอยู่ในระดับคาเงะขั้นสูง แต่วิชาผนึกก็เป็นความเชี่ยวชาญพิเศษของเขาอยู่แล้ว
จักระของเร็ตสึใกล้จะหมดหลอดอยู่แล้ว แต่ชูคาคุก็ยังคงไม่สะทกสะท้าน
นี่หรือคือพลังของสัตว์หาง? เซ็นจู ฮาชิรามะจับพวกมันไปได้ตั้งแปดตัว ในขณะที่ข้าผนึกไม่ได้สักตัวเดียวเลยงั้นหรือ? ช่องว่างมันห่างชั้นขนาดนี้เชียว?
เร็ตสึหารู้ไม่ว่า ชูคาคุที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเก่งกาจเรื่องวิชาผนึกยิ่งกว่าตัวเขาเสียอีก
เมื่อเห็นเร็ตสึยืนหน้าเหวอ ชูคาคุก็พลิกตัวแล้วพึมพำ: ไร้น้ำยา ด้วยวิชาผนึกขยะๆ แบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ซึนะงาคุเระจะจมอยู่รั้งท้าย ต่อให้มีผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าอยู่ด้วยก็ตาม
ช่างเถอะ เข้าไปเลยก็แล้วกัน
จังหวะที่เร็ตสึสิ้นหวังและเตรียมจะถอยร่น ชูคาคุก็ลุกพรวดขึ้นและพุ่งเข้าหาบุนปุคุ
“บุนปุคุ!”
“เร็วเข้า ถอยร่นไป!”
“ท่านเร็ตสึ!”
บุนปุคุแตกตื่น
ทำไมหนึ่งหางถึงพุ่งเป้ามาที่ข้าก่อนล่ะ?
มันควรจะโจมตีคนที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่หรือ?
เอาเถอะ ชะตากรรมก็คือชะตากรรม
บุนปุคุหลับตาลงเตรียมรับความตาย
สำหรับเขา ความตายไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ในโลกอันบิดเบี้ยวนี้มันไม่เคยมีจุดสิ้นสุด
เนิ่นนานให้หลัง... เร็ตสึเดินเข้ามาหาบุนปุคุแล้วจ้องมองไปที่ผนึกบนหน้าท้องของเขา: สัตว์หางมันผนึกตัวเองงั้นหรือ?
อะไรกันเนี่ย?
“แบบนี้... ถือว่าสำเร็จแล้วใช่ไหม?”
“ก็คง... อย่างนั้นมั้ง?”
เหล่านินจาโดยรอบต่างยืนอ้าปากค้าง
เซ็นจู ฮาชิรามะบอกว่าสัตว์หางนั้นดุร้าย... แล้วทำไมเจ้าทานุกิตัวยักษ์นี่ถึงทำท่าเหมือนอ้อนวอนขอให้ถูกผนึกเสียล่ะ?
“ช่างมันเถอะ เสริมความแข็งแกร่งให้ผนึกแล้วกลับหมู่บ้านกันได้แล้ว!”
สีหน้าของเร็ตสึดูสับสนซับซ้อน ลึกๆ แล้วเขารู้สึกเหมือนถูกชูคาคุปั่นหัว ถึงจะซ้อนผนึกทับไปอีกหลายชั้น เขาก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ดี
“เอาล่ะ บุนปุคุ...”
หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วน เร็ตสึก็ตัดสินใจสร้างวัดให้บุนปุคุอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านซึนะงาคุเระ... สี่สิบกว่าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“โย่ เจ้าหนู ผ่านไปไม่กี่วันเจ้าก็แก่หงำเหงือกขนาดนี้แล้วหรือ”
ชูคาคุที่เพิ่งตื่นขึ้นดึงบุนปุคุเข้ามาในห้วงคำนึงและเอ่ยแซว
หลังจากอยู่ร่วมกันมานานหลายทศวรรษ ชูคาคุก็มั่นใจแล้วว่าความทรงจำอันเลือนลางในหัวของเขานั้นเป็นของจริง
ห้าหมู่บ้านนินจาใหญ่ สงครามโลกนินจาสองครั้ง
บุนปุคุช่างดูคล้ายคลึงกับเซียนหกวิถีจริงๆ
น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่เซียน และไม่ใช่เด็กในคำทำนายที่เซียนพูดถึงด้วย
บุนปุคุส่ายหน้า เขาไม่แปลกใจเลยที่ถูกดึงเข้ามาในห้วงคำนึง: “อาจารย์ชูคาคุ ท่านมีชีวิตอยู่มานานนับพันปี เมื่ออยู่ต่อหน้าท่าน ข้าก็ไม่ใช่คนแก่หรอก”
“งั้นหรือ? แปลว่าผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าจะได้เห็นคนหนุ่มตายไปต่อหน้าต่อตาสินะ?”
บุนปุคุ: ... หลังจากผ่านไปหลายปี เขาก็รู้จักชูคาคุเป็นอย่างดี
ต่างจากสัตว์หางตัวอื่นๆ ชูคาคุนั้นว่านอนสอนง่าย เมื่อใดที่ต้องการสิ่งใด ชูคาคุก็จะจัดหาให้
บุนปุคุได้เรียนรู้วิชาผนึกมากมายจากเขา เขาจึงถือว่าตัวเองเป็นศิษย์ของชูคาคุ
วิชาผนึกของซึนะงาคุเระก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ตัวบุนปุคุเองก็กลายเป็นปรมาจารย์วิชาผนึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน
โฮอิจิลูกศิษย์ของเขาก็ไม่เลวเลย... พระที่ลุยเดี่ยวกับกาอาระและฟูในการสอบจูนินของซึนะงาคุเระ
คาถาแม่เหล็กและคาถาลมที่ชูคาคุถ่ายทอดให้เขายังช่วยเสริมให้คลังคาถานินจาของซึนะแข็งแกร่งขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะคาถาแม่เหล็ก... พูดตามตรง หากเป็นเรื่องของการทำเหมืองแร่ล่ะก็ ซึนะงาคุเระนี่แหละคือมืออาชีพ น่าเสียดายที่มันเป็นขีดจำกัดสายเลือดที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมามากกว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเชี่ยวชาญมันได้
ในขณะที่หมู่บ้านอื่นๆ ปฏิบัติต่อสัตว์หางราวกับเป็นอาวุธสงคราม บุนปุคุกลับรู้สึกว่าอาจารย์ชูคาคุคือสัตว์ผู้พิทักษ์แห่งหมู่บ้านซึนะงาคุเระ
หากไม่มีชูคาคุ ซึนะงาคุเระคงรั้งท้ายไปแล้ว แต่ตอนนี้... แม้ว่าจำนวนนินจาของพวกเขาจะน้อยนิด แต่วิชาที่เรียนรู้จากชูคาคุก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองกำลังหลักของพวกเขาได้อย่างมหาศาล
“พูดถึงเรื่องนี้ อาจารย์ชูคาคุ ทำไมตอนนั้นท่านถึงเลือกข้าล่ะ?”
เมื่อวาระสุดท้ายใกล้เข้ามา แม้จะละทิ้งซึ่งกิเลสทั้งปวงแล้ว แต่บุนปุคุก็ยังมีข้อสงสัยประการหนึ่งค้างคาใจ
วิชาผนึกที่ชูคาคุมอบให้นั้นเหนือกว่าของคาเซะคาเงะรุ่นแรกอย่างเทียบไม่ติด บุนปุคุรู้สึกแปลกใจที่ชูคาคุอาสา—
“เจ้าดูน่าคบหาดี”
“ข้ากำลังจะเข้าสู่สนามรบนะ... จริงจังหน่อยสิ”
“โคโนฮะมีเทพแห่งการสังหารอยู่สองคน”