- หน้าแรก
- รอยร้าวในคราบนักบุญ
- บทที่ 9 - สี่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ
บทที่ 9 - สี่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ
บทที่ 9 - สี่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ
บทที่ 9 - สี่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ
ไม่ว่าจะเป็นฮูหยินรอง หรือคุณชายน้อย หรือแม้กระทั่งราษฎรหกหมื่นคนที่ล้มตายจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองสุยหนิง ในสายตาของหลี่เมิ่งฉางแล้วล้วนไม่แตกต่างกัน เขาไม่ถือสาหากตนเองจะมีจุดอ่อนตกอยู่ในมือของคู่ปรับในราชสำนัก ทว่าจุดอ่อนนั้นต้องไม่ถึงขั้นปลิดชีวิต
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ ผลกระทบต้องไม่เลวร้ายจนเกินไป
บุตรนอกสมรส สำหรับจวนกัวกง สำหรับหลี่เมิ่งฉางและหนิงฮูหยินแล้ว คือผลกระทบที่เลวร้ายอย่างยิ่ง
หากเป็นเมื่อก่อนก็ยังพอทำเนา ทว่ายามนี้สถานการณ์นับวันยิ่งตึงเครียด ทั้งฮองเฮา สำนักล้างกระบี่ และขุมอำนาจอื่นๆ ต่างก็เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง การเหลือตัวแปรที่ไม่มั่นคงเอาไว้ให้ผู้อื่นนำไปสร้างเรื่องย่อมมีแต่ผลเสียไม่มีผลดีเลยแม้แต่น้อย
“ได้ยินว่าเขาพาน้องสาวมาด้วยคนหนึ่งรึ”
เงียบไปครู่ใหญ่ หลี่เมิ่งฉางพลันเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้ง
หานซานพยักหน้าตอบรับ “พาน้องสาวมาด้วยคนหนึ่งจริงๆ ขอรับ ข้าน้อยให้คนไปตรวจสอบมาแล้ว พ่อแม่ของเด็กหญิงคนนั้นก็ตายจากเหตุน้ำท่วมครั้งนั้น ร่างถูกน้ำพัดไปอยู่นอกเมือง และประจวบเหมาะที่พบกับคุณชายน้อยเข้า จึงพานางติดตามมาด้วย”
หลี่เมิ่งฉางเริ่มลงพู่กันใหม่อีกครั้ง น้ำหมึกแผ่ซ่านลงบนกระดาษสีขาว “หาเวลาลงมือจัดการเสีย แล้วส่งเด็กหญิงคนนั้นไปอยู่กับครอบครัวที่ดีๆ สักแห่ง”
เขาคิดจะไว้ชีวิตกัวกัว เพราะอย่างไรเสียกัวกัวก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขา การไว้ชีวิตนางสักหนึ่งชีวิต ถือเสียว่าเป็นคำตอบแทนสุดท้ายที่มีให้แก่สองแม่ลูกหลี่จื่อจี้
หานซานไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาค้อมกายแล้วถอยออกไป
ชายวัยกลางคนที่เคยมารายงานก่อนหน้านี้ยังคงรออยู่ในจวน เขารู้ดีว่าภารกิจนี้ย่อมต้องตกเป็นหน้าที่ของเขา สองมือของเขาสั่นเทาเล็กน้อย ทั้งด้วยความตื่นเต้นและด้วยความหวาดกลัว
หานซานเดินมาหยุดตรงหน้าเขา สายตาอันชราจ้องมองมาที่เขาอย่างแน่วแน่ “เจ้าควรรู้ไว้ว่า เรื่องนี้สำหรับเจ้าแล้วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป”
การไปสังหารหลี่จื่อจี้ต้องทำให้หมดจดงดงาม หากทำเรื่องนี้ได้ดี อนาคตของชายวัยกลางคนย่อมจะรุ่งโรจน์ยิ่งนัก และความสำเร็จในเส้นทางบำเพ็ญเพียรย่อมจะสูงขึ้นไปอีก อย่างน้อยก็น่าจะสูงกว่าระดับอันน่าสมเพชในปัจจุบันขึ้นไปอีกสักสองขั้น
นี่คือสาเหตุที่ชายวัยกลางคนรู้สึกตื่นเต้น
ทว่าหากทำได้ไม่ดี ต่อให้หลี่จื่อจี้ตายไปแล้ว เขาก็จะถูกหานซานฆ่าปิดปากทิ้งเสีย นี่คือสาเหตุที่เขาหวาดกลัว
กระนั้นเขากลับไม่มีความลังเลใจเลยแม้แต่นิดเดียว “ข้าน้อยทราบดีขอรับ”
ระดับการบำเพ็ญเพียรของชายวัยกลางคนนั้นไม่น่าพูดถึง เพราะพรสวรรค์ในการบำเพ็ญของเขาก็ไม่น่าพูดถึงเช่นเดียวกัน เขาเริ่มฝึกฝนตั้งแต่อายุสิบสี่ปี กว่าจะสัมผัสได้ถึงธรณีประตูแห่ง ‘ระดับเริ่มต้น’ (ชูจิ้ง) ได้ก็ปาเข้าไปอายุสิบเก้าปี และกว่าจะก้าวเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้อย่างเต็มตัวก็อายุยี่สิบสามปี จนกระทั่งยามนี้อายุสี่สิบสองปี เขายังคงติดแหง็กอยู่ที่ระดับเริ่มต้น ซึ่งเป็นระดับแรกเริ่มที่สุดในเส้นทางบำเพ็ญเพียร
หากไม่มีโอกาสที่ดี ในชั่วชีวิตนี้เขาคงไปได้ไกลเพียงเท่านี้ แม้ว่าการได้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรจะถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากพอที่จะทำให้เขามีชีวิตที่ดีไปตลอดกาล ทว่าความทะเยอทะยานของชายผู้นี้มีมากกว่านั้น
เขาต้องการแข็งแกร่งขึ้นอีก เพื่อที่จะสัมผัสถึงระดับที่สองหรือสาม เพื่อให้ตนเองมีอายุที่ยืนยาวขึ้นกว่าเดิม
การไปสังหารคนธรรมดาอย่างหลี่จื่อจี้ โดยที่ต้องไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายจนเกินไปจนไปสะดุดตาพวกทหารรักษาพระองค์เข้า ผู้บำเพ็ญระดับเริ่มต้นย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดอย่างไร้ข้อกังขา
เพราะเขาไม่แข็งแกร่งพอ จึงไม่เป็นที่สะดุดตา
และเพราะเขาคือผู้บำเพ็ญเพียร การจะสังหารคนธรรมดาจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก
ในใต้หล้าแห่งนี้ มนุษย์ทุกคนที่ปรารถนาจะบำเพ็ญเพียร มีสี่เส้นทางหลักให้เลือกเดิน
ห้าระดับของศาสนาพุทธ: ระดับพุทธะ, ระดับวชิระ (จินกัง), ระดับอรหันต์, ระดับโพธิสัตว์, ระดับมหายาน
ห้าระดับของลัทธิเต๋า: ระดับมรรค (เต้าจิ้ง), ระดับอวี้ซวี, ระดับคืนเทพ (ฟั่นเสิน), ระดับโพธิ, ระดับเข้าสู่มรรค (รู่เต้า)
ห้าระดับของลัทธิขงจื๊อ: ระดับปราชญ์ (หรูจิ้ง), ระดับกระจ่างจิต (หมิงซิน), ระดับสรรพสิ่ง (เปิ่นอู้), ระดับมหาพรรณราย (ฮ่าวหราน), ระดับอริยบุคคล (เซิ่งเหริน)
ห้าระดับของผู้ฝึกยุทธ์ (อู่ฟู): ระดับยุทธ์ (อู่จิ้ง), ระดับเปิดชีพจร (ไคไม่), ระดับโถงเร้นลับ (เสวียนถิง), ระดับรวมเป็นหนึ่ง (กุยอี), ระดับปรมาจารย์ (จงซือ)
มันมีชื่อเรียกมากมายและซับซ้อนเกินไป ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่จึงนิยมเรียกขานระดับพลังด้วยตัวเลขแทน เช่น ระดับเริ่มต้น, ระดับสอง...
ทั้งสี่เส้นทางอาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ทว่าปลายทางย่อมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความแข็งแกร่งในแต่ละระดับล้วนมีความทัดเทียมกัน
ส่วนแขนงอื่นๆ เช่น อักขระยันต์ ค่ายกล พรรค์นี้ พูดตามตรงก็สามารถจัดกลุ่มรวมอยู่ในสี่เส้นทางนี้ได้เช่นกัน เป็นเพียงส่วนต่อขยายออกมาเท่านั้น
“เตรียมตัวสักสองสามวันแล้วค่อยลงมือ ให้คุณชายน้อยจากไปอย่างสงบที่สุด แล้วพาเด็กหญิงคนนั้นกลับมา” หานซานมองเขา เขาไม่จำเป็นต้องกำชับรายละเอียดให้มากความ ชายวัยกลางคนผู้นี้อาจจะมีระดับพลังที่ไม่น่าพูดถึง ทว่าเขาทำงานในจวนกัวกงมานานปี สายตาในการมองสถานการณ์ย่อมไม่เลวร้ายนัก
“หากทำเรื่องนี้สำเร็จ ข้าจะช่วยเจ้าเปิดชีพจร” หานซานเดินจากไปอย่างมั่นคง เขาอันที่จริงก็มีความรู้สึกที่ดีต่อหลี่จื่อจี้อยู่บ้าง ทว่าทัศนคติที่ยืนคนละจุดกัน ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเช่นนี้
เมื่อได้ยินคำว่าเปิดชีพจร ใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ฉายแววตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด เขาขานรับคำหนึ่งแล้วจึงเดินออกจากจวนกัวกงไป
ก่อนจะลงมือทำสิ่งใด ย่อมต้องมีการเตรียมการเสียหน่อย
......
......
ธุรกิจของเรือนชิงเฟิงไม่ได้ดีเท่าใดนัก นับตั้งแต่เปิดร้านมาจนถึงตอนนี้ผ่านไปห้าวันแล้ว ยังขายภาพวาดหรืออักษรไม่ได้เลยแม้แต่แผ่นเดียว ลูกค้าที่เดินเข้ามาดูพอมีอยู่บ้าง คำนวณคร่าวๆ น่าจะมีประมาณสิบกว่าคน ทุกคนที่เดินเข้ามาเมื่อเห็นภาพวาดและอักษรที่แขวนอยู่ต่างก็อุทานด้วยความทึ่ง ทว่าเมื่อได้ยินราคาต่างก็พากันถอยห่างด้วยความเกรงใจ
ตัวอักษรหนึ่งแผ่นราคาถึงสิบตำลึงเงิน ส่วนภาพวาดสามภาพนั้นยิ่งแพงระยับ แต่ละภาพราคาไม่ต่ำกว่าห้าสิบตำลึงขึ้นไป ทว่าผู้รังสรรค์กลับไม่ใช่ปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียง ต่อให้ท่านจะเขียนอักษรได้ดีหรือแต่งบทกวีได้เลิศเลอเพียงใด มันก็ไม่น่าจะมีค่าถึงสิบตำลึงเงิน
เมื่อยืนยันได้ว่าหลี่จื่อจี้ไม่คิดจะลดราคา ลูกค้าเหล่านั้นต่างก็จากไปด้วยความเสียดาย อักษรก็ดี บทกวีก็ยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่เถ้าแก่ร้านนี้กลับไม่รู้จักสถานการณ์เอาเสียเลย
หากไม่สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังออกไปก่อน ใครเล่าจะยอมจ่ายเงินถึงสิบตำลึงซึ่งเป็นราคาสูงลิ่วเพื่อซื้อตัวอักษรของเจ้าเพียงแผ่นเดียว?
เงินสิบตำลึงนั้นมากพอที่จะให้ครอบครัวที่มีสมาชิกสามคนใช้ชีวิตกินดีอยู่ดีได้นานถึงหนึ่งเดือนทีเดียว
ทว่าหลี่จื่อจี้ไม่มีความคิดที่จะลดราคาแต่อย่างใด ของประเภทภาพวาดและตัวอักษรนั้นย่อมแตกต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป มันมีหลักการที่ว่า ‘เปิดร้านครั้งเดียว กินได้ทั้งปี’ เขาไม่กลัวที่จะต้องรอ ขอเพียงปีหนึ่งขายตัวอักษรได้สักสิบแผ่น หรือภาพวาดได้สักหนึ่งภาพ เงินที่ได้มาก็เพียงพอที่จะเลี้ยงดูเขากับกัวกัวให้อยู่อย่างสงบสุขได้แล้ว
“พี่ใหญ่ เหตุใดพี่ถึงเอาแต่เดินหมากกับตัวเองล่ะเจ้าคะ”
กัวกัวนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็กพลางขมวดคิ้วมองดูหมากบนกระดานตรงหน้าหลี่จื่อจี้ด้วยความเบื่อหน่าย นางไม่เข้าใจศาสตร์แห่งหมากล้อมและเข้าไม่ถึง จึงทำได้เพียงนั่งเล่นของเล่นชิ้นเล็กๆ ที่หลี่จื่อจี้ซื้อให้ที่ข้างๆ เท่านั้น
หลี่จื่อจี้วางหมากตัวหนึ่งลง แล้วเอ่ยเบาๆ “เพราะพี่หาคนที่จะมาเดินหมากด้วยไม่ได้น่ะสิ”
เสียงของเขาเพิ่งจะเงียบลง ก็แว่วเสียงหัวเราะอย่างดูแคลนดังขึ้นที่หน้าประตูร้าน “คำพูดของเจ้านี้น่าสนใจนัก ทว่าข้าไม่รู้ว่ามันจะมีความหมายเดียวกับที่ข้าเข้าใจหรือไม่”
หลี่จื่อจี้เงยหน้ามองไป ก็พบว่าที่หน้าประตูร้านมีชายหนุ่มในชุดผ้าไหมชั้นดีผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ที่เอวมีถุงหอมและหยกงามประดับอยู่ สะท้อนแสงแดดจนดูระยิบระยับเข้าตา ยามนี้เขากำลังยืนกอดอกพิงขอบประตู จ้องมองมาที่เขาด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
คำพูดนี้มีความหมายสองประการ ประการแรกคือไม่มีใครมาเดินหมากกับเขา และประการที่สองคือไม่มีใครคู่ควรพอที่จะมาเดินหมากกับเขา
ชายหนุ่มกำลังถามหลี่จื่อจี้ว่า เขาหมายถึงความหมายประการใดกันแน่
หลี่จื่อจี้จ้องมองเขาแล้วเอ่ยว่า “บางทีอาจจะเป็นความหมายเดียวกับที่เจ้าเข้าใจนั่นแหละ”
ฝีมือการเดินหมากของเขานั้นล้ำลึกยิ่งนัก ไม่เคยพ่ายแพ้แก่ใครเลย ไม่ว่าจะเดินหมากกับอาจารย์ทั้งสี่ หรือในการเล่นหมากล้อมออนไลน์ แม้แต่เซียนหมากที่เก่งที่สุดในโลกก็ยังเคยพ่ายแพ้แก่เขาหนึ่งแต้มครึ่งมาแล้ว
ตัวอักษร, ภาพวาด, หมาก, กระบี่ คือสี่สิ่งที่หลี่จื่อจี้เชี่ยวชาญที่สุดในชีวิตนี้
กระบี่อยู่อันดับหนึ่ง หมากอยู่อันดับสอง
จากนั้นจึงค่อยเป็นตัวอักษรและภาพวาด
(จบแล้ว)