- หน้าแรก
- ลอร์ดเอาชีวิตรอด เริ่มต้นจากฐานที่มั่นใต้ทะเลลึก
- บทที่ 59 สายหมอกมาเยือน
บทที่ 59 สายหมอกมาเยือน
บทที่ 59 สายหมอกมาเยือน
ภายใต้แสงจันทร์อันมืดสลัว เอลฟ์เตรียมจะเอ่ยบางอย่างออกมา
ทว่าเมื่อเขาได้ยินเสียงบางอย่างที่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับไอหมอกที่พลุ่งพล่าน จนโลกแปรเปลี่ยนจากความเงียบงันเป็นความโกลาหล
เขาเผยสีหน้าหวาดหวั่น พลางมองไปยังทัศนียภาพนอกอาณาเขตที่เจ้าอาณาจักรกำลังจ้องมองอยู่แล้วกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่า ท่านจะไปไหนไม่ได้แล้วละ”
“บางที ข้าอาจจะบอกช้าเกินไป”
ลู่เสวียนเหอไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเอลฟ์ เขาเพียงจ้องเขม็งไปข้างหน้า มองดูสายหมอกที่ก่อตัวขึ้น และสิ่งของที่วูบวาบอยู่ในเงามืดของม่านหมอกนั้น
สายหมอกกลับมาเยือนในคืนนี้อย่างไม่มีลางบอกเหตุ
แม้จะมีเชื้อไฟคอยคุ้มครองทำให้เขาไม่ถูกมลพิษกัดกร่อน แต่ความรู้สึกไม่สบายตัวกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนตอนที่อยู่ในป่าดงดิบไม่มีผิด แม้จะไม่แปดเปื้อนมลพิษแต่ก็เหมือนเห็นก้อนอะไรสักอย่างที่น่าสะอิดสะเอียน จนอดไม่ได้ต้องดื่มน้ำหมิงยวนเพื่อให้ตนเองสงบลง
ทว่าในตอนนี้ ความรู้สึกไม่สบายนั้นไม่ได้แสดงออกเพียงแค่ผ่านประสาทสัมผัสส่วนตัวของเขาเท่านั้น แต่มันกำลังเกิดขึ้นกับอาณาเขตด้วย
ไม่มีเสียงกึกก้องกัมปนาทใดๆ ทว่ากำแพงชั้นนอกของอาณาเขตกลับปรากฏแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ที่เดิมทีควรจะมีอยู่แค่ในสวนเล็กๆ เสียงของเชื้อไฟที่กำลังลุกโชนดังราวกับสายน้ำที่ถูกเปลวเพลิงแผดเผา จนทำให้อาณาเขตทั้งแห่งถูกเติมเต็มด้วยสีสันอีกชนิดหนึ่ง
นี่อาจจะเป็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ เนตรนภาสุทธิอัคคีวัยดรุณ ก่อนหน้านี้แม้จะเผชิญกับการกัดกร่อนของรัตติกาลมันก็เพียงแค่ปกป้องอย่างเงียบเชียบ ทว่าเมื่อสายหมอกมาเยือน ในที่สุดมันก็ใช้พลังแห่งการเผาไหม้ของเชื้อไฟเพื่อต้านทานมลพิษที่แพร่กระจายไปทั่วทุกแห่งหน
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ท่านเจ้าอาณาจักร”
ครึ่งเอลฟ์มีสีหน้าตกตะลึงอย่างยิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับสายหมอกโดยตรงขนาดนี้
ป่าคำอธิษฐานเป็นป่าดงดิบที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัวหรือเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่มากเท่าใด ในยามที่ลู่เสวียนเหอมาถึง ป่าดงดิบแห่งนี้ความจริงได้ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว แม้แต่สัตว์ประหลาดที่มีมากที่สุดในป่าก็เหลือเพียงพฤกษาภูตเท่านั้น
ในเวลานี้ พวกเขาต่างพากันมองไปยังอีกฟากของแม่น้ำหลานชาง สถานที่ที่เขาเพิ่งจะไปเยือนมาได้ไม่นานบัดนี้ถูกหมอกสีเทาพัดเข้าปกคลุม ผืนป่าทีละหย่อมหายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง แม้แต่ผืนดินก็ถูกแยกส่วน ราวกับมีอีกโลกหนึ่งหล่นทับลงมาบนนั้นโดยตรง
ครืน!
เสียงกึกก้องกัมปนาทปลุกทุกคนในอาณาเขตให้ตื่นขึ้น
พวกทาสและผู้อพยพไม่กล้าก้าวออกจากประตู มีเพียง ‘นักเล่านิทาน’ ที่สัมผัสได้ถึงบางอย่าง เมื่อเขาผลักประตูออกมาก็เห็นสายหมอกที่แผ่ซ่านไปทั่วฟากฟ้ากำลังซัดสาดเข้ามาจากที่ไกลๆ ราวกับคลื่นยักษ์
เขาคุกเข่าลงทันที หลับตาแน่นแล้วหมอบลงกับพื้น ปากก็พร่ำบ่นพึมพำราวกับกำลังสวดอ้อนวอน หรือไม่ก็คล้ายกับกำลังรอรับการพิพากษาจากโชคชะตา
ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำหลานชางในที่ไกลๆ ถูกกลืนกินไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ม่านหมอกบดบังทุกสิ่งจนมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
และหมอกสีเทาที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายวิปริตอย่างรุนแรงนี้ก็ได้มาถึงอีกฟากของแม่น้ำหลานชางแล้ว โดยมีเพียงแม่น้ำสายเดียวคั่นกลาง
เร็ว!
มันเร็วเกินไปแล้ว!
ลู่เสวียนเหอหายใจกระชั้นช่ำ ทว่าในสมองกลับว่างเปล่า มีเพียงคู่มือการเอาชีวิตรอดที่ยังคงบันทึกภาพตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง
เขามองดูสายหมอกเบื้องหน้า แล้วพบว่าวิธีการที่เขาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้กลับไม่มีประโยชน์เลยสักนิด ราวกับมนุษย์บนโลกที่ไร้กำลังจะต่อกรเมื่อเผชิญหน้ากับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ในวินาทีนี้ เขาเพิ่งได้พบความไร้เดียงสาของตนเอง
ความราบรื่นก่อนหน้านี้ทำให้เขาหลงผิด จนลืมไปว่าพวกตนมาที่โลกภายใต้รหัสศูนย์เพื่อ ‘เอาชีวิตรอด’
สายหมอกชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อมาถึงแม่น้ำหลานชาง
ครึ่งเอลฟ์ที่หยุดหายใจไปชั่วขณะในที่สุดก็กลับมามีเสียงหายใจอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย
“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ช่างไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีใครหรืออาณาเขตไหนสามารถรอดชีวิตมาจากสถานที่ที่น่าสยดสยองขนาดนี้ได้”
ปลาหมึกน้ำเงินปรากฏตัวขึ้นข้างกายลู่เสวียนเหอทันทีที่หมอกสีเทาปรากฏขึ้น
ในยามนี้ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าท่ามกลางความเคร่งเครียดนั้น กลับมีความยินดีแฝงอยู่จางๆ
มันหันกายมา สวนหัวปลาหมึกจ้องมองลู่เสวียนเหอ ก่อนจะมีเสียงที่กังวานและสง่างามดังขึ้น
“ท่านเจ้าอาณาจักร ท่านเตรียมตัวพร้อมแล้วหรือยังครับ?”
ลู่เสวียนเหอรู้สึกราวกับหัวใจถูกบางอย่างบีบคั้นไว้ เสียงของออกตาปุสดังก้องมาจากที่ที่ไกลแสนไกล
“เตรียมตัวอะไร?”
“ข้าสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกจากใต้ทะเลลึกแล้ว ทะเลลึกกำลังจะมาเยือนแล้วครับ”
หา?
เดี๋ยวก่อน
เรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นรวมถึงเสียงที่ได้ยินล้วนประหลาดพิสดารอย่างยิ่ง แม้เขาจะมีการตอบสนองที่รวดเร็ว แต่ในวินาทีแรกก็ยังรู้สึกงงงวย ผ่านไปไม่กี่วินาทีจึงค่อยตั้งสติได้
“นายหมายความว่า การมาของสายหมอกจะนำพาความลึกของทะเลมาด้วยงั้นเหรอ?”
ออกตาปุสดูเหมือนจะลังเล มันโบกหนวดปลาหมึกไปมา ทำท่าทางประกอบก่อนจะกล่าวว่า
“ข้าก็มิอาจทราบได้ บางทีอาจจะใช่ หรือบางทีอาจจะไม่ใช่ แต่ข้าสัมผัสได้ถึงเสียงเรียกจากใต้ทะเลลึกแล้ว ท่านเจ้าอาณาจักร ความรู้สึกของท่านควรจะรุนแรงยิ่งกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ”
ลู่เสวียนเหอรู้สึกเพียงแค่อยากจะอาเจียนเท่านั้น นอกนั้นไม่รู้สึกอะไรเลยสักอย่าง
เสียงเรียกจากใต้ทะเลลึกอะไรนั่นไม่ได้ยินเลย ได้ยินก็แต่เสียงปลาหมึกนี่แหละ
ในยามที่เขาเห็นสายหมอกมาเยือน แผนการทั้งหมดในหัวถูกล้มล้างไปสิ้น เพราะมันไร้ประโยชน์
สิ่งเดียวที่ยังนับว่าโชคดีคือการได้รับ เนตรนภาสุทธิอัคคี มาไว้ก่อน ดังนั้นบางทีอาจจะพอมีหนทางรอดอยู่บ้าง
และตอนนี้ หากสิ่งที่ออกตาปุสพูดเป็นความจริง บางทีเขาอาจจะ...
ไม่มีเวลาให้ขบคิด ในยามนี้การคิดอ่านของเขาไม่มีผลใดๆ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการรอคอย
สายหมอกหยุดลงตรงหน้าแม่น้ำหลานชาง มันดูเหมือนจะถูกพลังอันแข็งแกร่งบางอย่างขวางกั้นไว้ การขยายตัวที่เคยรวดเร็วกลับลดระดับลงอย่างฉับพลัน
ทว่าแม่น้ำสายนี้ที่เขาควรจะคุ้นเคยกลับเปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง
คลื่นน้ำม้วนตลบเป็นลอนคลื่น ระดับน้ำในแม่น้ำกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
เดิมทีอาณาเขตของเขาตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ดังนั้นเพียงไม่กี่วินาที มวลน้ำมหาศาลนี้ย่อมต้องซัดสาดลงมา
หากเป็นเช่นนั้น ลู่เสวียนเหอคงไม่เป็นอะไร เพราะหลังจากระดับการฝึกสมาธิเพิ่มขึ้น เขาก็เป็นเหมือนปลาในน้ำที่ไม่จำเป็นต้องหายใจและมีอิสระอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นน้ำลึกก็ยิ่งส่งเสริมเขาได้มาก โดยเฉพาะในทะเลลึก
แต่ในทางกลับกัน ชาวบ้านเหล่านั้นเกรงว่าคงต้องตายตกไปภายใต้กระแสน้ำที่ซัดสาดลงมานี้
ทว่าไม่มีเวลาเลย ไม่มีเวลาแม้แต่จะตั้งตัว และต่อให้ตั้งตัวทันก็ไม่อาจช่วยคนจำนวนมากขนาดนี้ได้ในพริบตา
สายหมอกมาเยือนอย่างกะทันหันจนตั้งตัวไม่ติดจริงๆ
ทว่าในวินาทีนี้เอง ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่พ่อค้าพเนจรและเอลฟ์เคยพูดถึงคืออะไร
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีเพียงแค่สายหมอกมาเยือน แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬารของป่าคำอธิษฐาน
“ฉิบหายแล้ว”
ร่างกายที่เตรียมจะถอยกลับไปของเขาชะงักกึก เพราะเขาได้เห็นภาพที่เหลือเชื่ออย่างที่สุด
ป่าคำอธิษฐานกำลังเติบโตขึ้น
เป็นการเติบโตในเชิงรูปธรรม
ขณะที่มวลน้ำมหาศาลจากแม่น้ำหลานชางซัดเทลงมา ป่าคำอธิษฐานกลับยกตัวสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน และความเร็วในการยกตัวสูงขึ้นนั้นยังเร็วกว่ามวลน้ำที่ตกลงมาเสียอีก
เพียงไม่กี่วินาที หน้าผากว้างที่สูงกว่าสิบเมตรก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน และยังคงเติบโตต่อไปเรื่อยๆ
ครืน!
สายหมอกที่ถูกสกัดไว้แปรสภาพเป็นหมอกสีเทาอย่างสมบูรณ์ ทว่ามันไม่ได้พุ่งเข้าหาแม่น้ำหลานชางต่อ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่พอจะคาดเดาได้กำลังเริ่มต้นขึ้น
ทว่าลู่เสวียนเหอกลับถูกเอลฟ์พาบินขึ้นไป เมื่อหน้าผาสูงขึ้นมาได้ราวสิบกว่าเมตร เขาก็กลับลงมาเหยียบพื้นดินอีกครั้ง
“อาณาเขตของฉัน...”
เขายื่นมือออกมา สัมผัสได้ว่าอาณาจักรใต้น้ำของตนเองกำลังห่างไกลออกไปทุกที
และภายในป่าคำอธิษฐานกลับปรากฏยักษ์ตนหนึ่งที่ร่างใหญ่มหึมาจนมองไม่ชัดเจน
ยักษ์ตนนั้นกำลังแบกยกป่าคำอธิษฐานให้เติบโตขึ้นสู่ที่สูง สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ขณะที่อาณาจักรทะเลลึก เนื่องจากส่วนหนึ่งอยู่ในน้ำและอีกส่วนหนึ่งอยู่บนบก จึงมีส่วนหนึ่งที่ยื่นยาวออกมาอย่างประหลาด
กระแสน้ำกระแทกเข้ากับหน้าผาที่ก่อตัวขึ้นด้วยความเร็วเหลือเชื่อ ทว่าหมอกสีเทากลับแผ่กระจายออกไปโดยสิ้นเชิงในชั่วพริบตา
บุ๋ง บุ๋ง
หมอกสีเทาได้นำพามาซึ่งทะเลลึก