- หน้าแรก
- อยากใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในห้วงอวกาศ แต่พวกสาวต่างดาวดันบังคับให้ผมกู้โลก
- บทที่ 28 - รวบรวมทหารที่เหลือรอด
บทที่ 28 - รวบรวมทหารที่เหลือรอด
บทที่ 28 - รวบรวมทหารที่เหลือรอด
บทที่ 28 - รวบรวมทหารที่เหลือรอด
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"ปัง ปัง ปัง!"
ตามมาด้วยเสียงปืนดังกึกก้องติดต่อกันหลายนัด
ทหารพลร่มวงโคจรของจักรวรรดิคนสุดท้ายล้มลงกับพื้นพร้อมกับสีหน้าหวาดผวา
ระยะประชิดขนาดนี้ กระสุนปืนพกเป่าคอของเขาจนแทบจะขาดเป็นสองท่อน เหลือเพียงเศษเนื้อติดกันอยู่บางๆ เท่านั้น
แอมเบอร์ไม่ได้พิศวาสการต่อสู้ระยะประชิดอะไรหรอก
แต่มันเป็นเพราะอัตราการยิงของปืนซุ่มยิง วิญญาณร้าย ต่างหาก
แม้จะเป็นปืนกึ่งอัตโนมัติที่ไม่ต้องดึงกระชากสไลด์เพื่อขึ้นลำใหม่
แต่ทุกครั้งที่ยิงออกไป มอเตอร์ก็ต้องใช้เวลาในการชาร์จพลังงานใหม่เสมอ
ทำให้อัตราการยิงของมันถูกจำกัดเอาไว้
ในจังหวะเมื่อครู่นี้ ทหารจักรวรรดิคนสุดท้ายได้สลับไปใช้โหมดภาพถ่ายความร้อน และสามารถจับภาพของเขาได้แล้ว
ปืนไรเฟิลเกาส์ขนาด 8 มิลลิเมตรที่แขนขวาของอีกฝ่ายก็กำลังเล็งมาทางนี้พอดี
ส่วนปืน วิญญาณร้าย ในมือแอมเบอร์ยังชาร์จพลังงานไม่เต็มที่
เขาไม่อยากเสี่ยงดวงว่าใครจะเหนี่ยวไกได้เร็วกว่า และไม่อยาก ตายตกตามกัน ไปกับศัตรูด้วย
เขาจึงจำต้องพุ่งหลบวิถีกระสุนด้วยการวิ่งซิกแซกเข้าประชิดตัว
และแอมเบอร์ก็ไม่ได้โรคจิตถึงขนาดชอบยิงเจาะกะโหลกหรือเป่าคอศัตรูหรอกนะ
แต่มันเป็นเพราะแผ่นเกราะบนโครงกระดูกภายนอกของทหารพลร่มจักรวรรดิมันปกป้องร่างกายได้ดีเกินไปต่างหาก
ด้วยรูปทรงโค้งมน ไม่เพียงแต่จะแข็งแกร่งเท่านั้น แต่มันยังทำให้กระสุนแฉลบได้ง่ายอีกด้วย
เมื่อต้องเข้าประชิดตัวและเปลี่ยนมาใช้ปืนพก แอมเบอร์จึงต้องเอาปืนจ่อไปที่จุดอ่อนบริเวณหลังคอของอีกฝ่าย เพื่อให้แน่ใจว่ากระสุนจะเจาะทะลุได้จริงๆ
หลังจากจัดการทหารจักรวรรดิทั้งสามนายเรียบร้อย เสียงปะทะจากทางฝั่งหุบเขาก็ดังสนั่นขึ้นอย่างดุเดือด
เห็นได้ชัดว่ากระสุนระเบิดแรงสูงขนาด 120 มิลลิเมตรสองลูกที่เขายิงไปเมื่อกี้ได้ผลดีเกินคาด
ทหารราบยานเกราะของสหพันธ์ที่ได้จังหวะพักหายใจ ในที่สุดก็สบโอกาสอาศัยความได้เปรียบด้านจำนวน ยิงกดดันสวนกลับไปบ้างแล้ว
แอมเบอร์ปลดปืนไรเฟิลเกาส์จากศพหนึ่งขึ้นมาสะพาย พร้อมกับล้วงระเบิดพลาสม่ามาอีกหลายลูก
เขาไม่รอช้า รีบสับเท้าวิ่งมุ่งหน้าไปยังหุบเขาทันที
ในเวลาเดียวกัน แอมเบอร์ก็ใช้สิทธิพิเศษระดับสูงของเจ้าหน้าที่พิเศษพลังจิต เจาะเข้าไปในช่องสัญญาณสื่อสารของหมวดทหารราบยานเกราะที่อยู่ใกล้เคียง
"ทหารสหพันธ์ที่กำลังปะทะอยู่โปรดทราบ ที่นี่คือศูนย์ข่าวกรองยุทธการฐานทัพยัสซิน ผมคือพันจ่าตรีแอมเบอร์จากหน่วยสนับสนุนทางยุทธวิธี"
"อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกของสหพันธ์มาตรา DT5235 ตอนนี้ผมขอรับหน้าที่บัญชาการหน่วยของพวกคุณชั่วคราว"
"ระบบระบุฝ่ายทำงานแล้ว ทุกคนระวังทิศตะวันออกเฉียงใต้ อย่ากระหน่ำยิงผิดตัว อย่ากระหน่ำยิงผิดตัว!"
ทหารราบยานเกราะที่กำลังใช้รถเกราะเป็นบังเกอร์ สาดกระสุนใส่ทหารจักรวรรดิบนเนินเขาทั้งสองฝั่งอย่างเมามันอยู่กลางหุบเขา
เมื่อได้ยินเสียงที่แทรกเข้ามาในช่องสัญญาณ ต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจอย่างสุดซึ้ง
ตอนที่เห็นกระสุนปืนครกสองลูกร่วงลงใส่หัวทหารจักรวรรดิ พวกเขายังงงๆ กันอยู่เลย
แต่พอได้ยินเสียงนี้ พวกเขาก็ถึงบางอ้อทันที
มีกำลังเสริมมาช่วย!
แถมยังเป็นถึงเจ้าหน้าที่พิเศษพลังจิตอีกต่างหาก
"ทุกคนระวัง เนินลาดทางทิศเหนือ โยนระเบิดควันพรางความร้อนปิดกั้นไว้!"
เมื่อมนุษย์เห็นแสงสว่างท่ามกลางความสิ้นหวัง พวกเขาก็จะเดินตามแสงนั้นไปโดยสัญชาตญาณ
เหมือนกับทหารราบพวกนี้ที่พอได้ยินเสียงแอมเบอร์สั่งการ ก็รีบทำตามอย่างว่าง่าย
ไม่กี่อึดใจ เครื่องยิงอเนกประสงค์บนบ่าของทหารราบหลายคนก็สาดระเบิดควันพรางความร้อนออกไปหลายลูก
เมื่อควันหนาทึบบดบังทัศนวิสัยของทหารจักรวรรดิทางฝั่งเหนือจนมิด พวกทหารราบในหุบเขาก็เห็นระเบิดพลาสม่าสองลูกลอยข้ามมาจากเนินลาดทางตะวันออกเฉียงใต้
และตกลงตรงตำแหน่งที่พวกทหารจักรวรรดิทางฝั่งใต้ซุ่มอยู่พอดี
ตูม! ลูกไฟขนาดยักษ์จากระเบิดพลาสม่าพวยพุ่งขึ้นฟ้า
ร่างคนผู้หนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากเนินลาดด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ ปืนไรเฟิลเกาส์ในมือสาดกระสุนรัวๆ สอยทหารจักรวรรดิที่ยังไม่ทันโดนระเบิดตายจนร่วงระนาว
ความเร็วของเขาไวชนิดที่ว่าหน้าจอ HUD ยังแทบจะล็อกเป้าตามไม่ทัน
ทหารราบยานเกราะได้แต่มองตาค้าง ขณะที่แอมเบอร์โยนปืนที่กระสุนหมดทิ้ง แล้วพุ่งตัวไปถีบทหารจักรวรรดิคนสุดท้ายที่อยู่บนเนินเขาฝั่งใต้กระเด็นเป็นลูกขนุนราวกับปีศาจร้าย
จากนั้นก็หยิบปืนลูกซองอัตโนมัติจากศพใกล้ๆ ขึ้นมา แล้วจัดการเป่าหมวกเกราะพร้อมหัวของไอ้ซวยคนสุดท้ายจนกระจุยกระจาย (ที่จริงเป็นเพราะกระสุนลูกซองเจาะแผ่นเกราะหน้าอกไม่เข้านั่นแหละ)
จากนั้นเสียงสั่งการก็ดังกึกก้องขึ้นในช่องสัญญาณสื่อสารอีกครั้ง
"อย่ามัวแต่ยืนดูสิวะ! ตีโอบเข้าไปจากทั้งสองปีก อย่าปล่อยให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
"โยนระเบิดควันปิดกั้นไว้อย่าให้ขาดช่วง!"
เสียงตะคอกของแอมเบอร์ ปลุกทหารราบที่กำลังยืนอึ้งให้ตื่นจากภวังค์
ทหารที่ยังเหลือรอดไม่ถึง 30 นาย แบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม บุกตะลุยขึ้นเนินเขาจากซ้ายขวา
พร้อมกับสาดระเบิดควันอย่างต่อเนื่อง ปิดกั้นฐานซุ่มยิงทางทิศเหนือจนมิดชิด
ทหารพลร่มของจักรวรรดิที่สูญเสียทัศนวิสัยไปอย่างสิ้นเชิง เริ่มมีอาการตื่นตระหนก
ทหารนายหนึ่งแบกปืนกลโซ่ขนาด 25 มิลลิเมตรพุ่งพรวดออกจากม่านควัน หวังจะสกัดกั้นการบุกของทหารสหพันธ์
แต่กระสุนเจาะเกราะก็พุ่งแหวกอากาศเจาะทะลุหน้าอกของเขา สอยร่างเขาร่วงกลับเข้าไปในม่านควันตามเดิม
ทหารราบที่บุกขึ้นมาถึงเนินเขา กระจายกำลังล้อมกรอบม่านควันไว้ แต่ยังไม่ยอมเปิดฉากยิง
ระเบิดควันพรางความร้อนไม่เพียงแต่ปิดกั้นทัศนวิสัยของศัตรู แต่มันก็บังสายตาของพวกเขาด้วยเช่นกัน
ต่อให้เปิดโหมดภาพถ่ายความร้อน ความร้อนจากการเผาไหม้ของฟอสฟอรัสขาวในระเบิดควัน ก็ทำให้พวกเขามองไม่เห็นอะไรในนั้นอยู่ดี
แต่เรื่องแค่นี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับแอมเบอร์เลยสักนิด
ต่อให้มีกำแพงกั้น เขาก็สามารถสัมผัสได้ถึงสัญญาณชีพของสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับแค่หมอกควันพวกนี้
สำหรับเขา การต่อสู้ในม่านควัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการเปิดโปรฆ่าไก่ในกรง
ทหารราบยานเกราะที่กำลังจดๆ จ้องๆ เห็นเจ้าหน้าที่พิเศษพลังจิตที่เพิ่งโผล่มา พุ่งพรวดเข้าไปในม่านควันอย่างไม่สะทกสะท้าน
ตามมาด้วยเสียงรัวปืนลูกซองอัตโนมัติอันดุดัน และเสียงร้องโหยหวนของทหารจักรวรรดิดังระงมออกมาจากกลุ่มควัน
เมื่อสายลมยามค่ำคืนพัดพาม่านควันให้ค่อยๆ จางหายไป
ทหารราบที่เหลือรอดต่างก็มองดูบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองซากศพของทหารจักรวรรดิราวกับ ปีศาจในม่านหมอก ด้วยความเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมาเลย
"พวกคุณอยู่หน่วยไหน ใครเป็นผู้บัญชาการ"
แอมเบอร์ไม่มีเวลามามัวรอให้พวกนี้ตั้งสติหรอกนะ
ข่าวการถูกกวาดล้างของทหารพลร่มหน่วยนี้ คงส่งไปถึงหูของจักรวรรดิในไม่ช้า
บางทีพวกนั้นอาจจะคิดว่าแถวนี้มีทหารสหพันธ์กระจุกตัวอยู่เยอะ แล้วส่งกำลังพลมาล้อมปราบเพิ่มก็ได้
"รายงานท่าน! พวกเราคือกองกำลังรักษาการณ์ฐานทัพยัสซิน สังกัดหมวด D กองร้อยทหารราบยานเกราะที่ 2 ภายใต้กองพันผสมที่ 179 ครับ"
ทหารราบที่น้ำเสียงฟังดูมีอายุคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแอมเบอร์
เขาทำท่าจะยกมือขึ้นทำความเคารพตามสัญชาตญาณ แต่ก็ถูกแอมเบอร์ห้ามไว้เสียก่อน
เมื่อรู้ตัวว่าท่าทีของตัวเองดูไม่เข้ากับสถานการณ์เท่าไหร่ ทหารนายนั้นก็กระแอมแก้เขิน ก่อนจะอธิบายต่อว่า
"หลังจากพลร่มวงโคจรของจักรวรรดิเปิดฉากโจมตี นาวาโทดัลลัสก็เข้ารับหน้าที่บัญชาการกองกำลังรักษาการณ์ฐานทัพ และเตรียมการฝ่าวงล้อมของจักรวรรดิออกไปครับ"
"แต่พวกเราพลัดหลงกับกองกำลังหลัก ก็เลยเตรียมจะมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่กำหนดไว้ แต่ดันมาถูกกองทัพจักรวรรดิดักซุ่มโจมตีที่นี่ซะก่อน"
"ผู้บังคับหมวดกับเสนาธิการยุทธการอยู่ในรถคันแรกกันหมด..."
แอมเบอร์มองตามทิศทางที่อีกฝ่ายชี้ไป รถคันแรกของขบวนที่โดนขีปนาวุธต่อต้านยานเกราะสอยไป กำลังถูกไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง
ป่านนี้ศูนย์บัญชาการของหมวด D คงโดนย่างสดไปหมดแล้วล่ะ
[จบแล้ว]