- หน้าแรก
- คืนชีพราชาปีศาจ ทะลวงมิติพิชิตสวรรค์
- บทที่ 23 - ชื่อเดียวกันแต่โชคชะตาต่างกัน
บทที่ 23 - ชื่อเดียวกันแต่โชคชะตาต่างกัน
บทที่ 23 - ชื่อเดียวกันแต่โชคชะตาต่างกัน
บทที่ 23 - ชื่อเดียวกันแต่โชคชะตาต่างกัน
“นี่คือผลของการที่เจ้าทรยศพวกเรา เซิ่งจู! เจ้าออกไปปกครองอาณาจักรบนโลกมนุษย์”
“แต่พวกเรากลับต้องรอคอยวันสิ้นโลกอยู่ในนรกที่แห้งแล้งแห่งนี้!”
“สติปัญญาและพลังของพวกเราเหือดหายไปตามกาลเวลาที่เนิ่นนาน หลายร้อยปีที่ผ่านมาพวกเราต้องใช้ชีวิตที่ซ้ำซากจำเจไม่เคยเปลี่ยนแปลง!”
“เจ้าไม่เคยคิดจะช่วยพวกเราเลย!”
โจวหลัน ปาซา ซีมู่ และปอซาง ปีศาจผู้แข็งแกร่งแต่ละตนที่เคยปกครองอาณาจักรบนโลกมนุษย์ร่วมกับเซิ่งจู ต่างพากันมาจากทุกทิศทุกทาง พวกเขาล้อมรอบปิดทางหนีเอาไว้ แล้วจ้องมองด้วยสายตาเยือกเย็นเพื่อพิจารณาเจ้าสัตว์เลื้อยคลานที่น่ารังเกียจตัวนี้
“ข้าไม่เคยทอดทิ้งพวกเจ้าเลย พี่น้องที่รักของข้า!”
เซิ่งจูฝืนทำใจดีสู้เสือเอ่ยตอบออกไป สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่ตี้ขุยตลอดเวลา
เพราะเจ้านี่เป็นพวกหัวทึบที่เอาแต่ขุดรูอยู่ใต้ดิน ไม่ค่อยมีสติปัญญาล้ำลึกอะไรนัก อ้อ แล้วก็ยังมีปอซางที่เอาแต่กินกับนอนอีกตัว ถ้าเขาต้องสบตากับปีศาจตนอื่น พวกนั้นคงมองเห็นความตื่นตระหนกของเขาได้ทันที
ส่วนสาเหตุน่ะเหรอ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องการทรยศ
เป็นที่รู้กันดีว่าเซิ่งจูไม่เคยรักษาคำสัญญา แต่ปีศาจตนอื่นรักษาคำสัญญาอย่างนั้นเหรอ?
เปล่าเลย ในบรรดาแปดปีศาจไม่มีใครเป็นคนดีสักคนเดียว
เขาเชื่อว่าหากตอนนั้นเขายังถ่วงเวลาต่อไปอีกหน่อย จนกระทั่งปีศาจตนอื่นเป็นฝ่ายเสนอตัวที่จะกลับไปยังโลกมนุษย์เพื่อช่วยคนอื่นๆ พวกนั้นก็คงไม่คิดจะช่วยพี่น้องเหมือนกัน ล้อเล่นน่า เหมือนกับแฟนสาวของตัวเองก็ควรเป็นของตัวเองคนเดียว ใครจะอยากแบ่งให้ชายอื่นล่ะ?
ในทำนองเดียวกัน ในเมื่อเขา เซิ่งจู ดิ้นรนหลุดพ้นออกมาได้และกลับไปยังโลกมนุษย์แล้ว ไม่ฉวยโอกาสรวบรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งเดียว จะเก็บไว้ทำไมล่ะ?
แต่ก็น่าเสียดาย เขาเพิ่งจะเตรียมตัวขั้นแรกเสร็จ ยังไม่ทันได้เริ่มแผนการปกครองอาณาจักรอย่างเป็นทางการ ลมปราณฝ่ายธรรมะไอ้ของพรรค์นั้นก็ดันสร้างนักรบอมตะรุ่นใหม่ขึ้นมา ด้วยความประมาทชั่วครู่ เซิ่งจูจึงถูกช่วงชิงพลังและถูกผนึกกลายเป็นรูปปั้น
เขาถูกผนึกไว้นานถึงเก้าร้อยปีเต็ม
จนถึงตอนนี้ถ้านับรวมเวลาที่อยู่ในนรกก่อนหน้านั้นด้วย ก็น่าจะประมาณหนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าปีแล้ว ไม่ใช่แค่ไม่กี่ร้อยปีอย่างที่ซีมู่เข้าใจ
แน่นอนว่าเซิ่งจูไม่คิดจะเตือนเหล่าปีศาจว่าพวกเขาถูกผนึกมาเกือบสองพันปีแล้ว หากความจริงข้อนี้ถูกเปิดเผยออกไป สิ่งที่รอเขาอยู่คงเป็นการลงทัณฑ์และการทรมานจากการรวมตัวกันของปีศาจทั้งเจ็ด
“เพียงแต่ในตอนที่อาณาจักรของข้าเพิ่งจะเริ่มฟื้นฟู และกำลังเตรียมตัวจะออกตามหาพวกเจ้า ข้าก็ถูกทรยศและถูกผนึกไว้ในรูปปั้น!”
“เจ้าก็แค่ต้องการครองโลกเพียงคนเดียว เจ้าคนเห็นแก่ตัว!” จงซู ปีศาจสายฟ้าที่รีบตามมาไม่คิดจะฟังคำแก้ตัวของเซิ่งจู เขาสร้างสายฟ้าในมือแล้วขว้างออกไป สายฟาสีน้ำเงินขาวฟาดลงบนวิญญาณของเซิ่งจูจนเกิดเสียงระเบิดดังเปรี้ยงปร้าง
ปีศาจตนอื่นยืนมองด้วยสายตาเย็นชา ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีความคิดจะจัดการเซิ่งจู แต่เป็นเพราะจงซูผู้มุทะลุได้รับหน้าที่เป็นแนวหน้าไปแล้ว พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องลงมือ
“เดี๋ยวก่อน! บางทีข้าอาจจะมีวิธีช่วยพวกเจ้าออกไปได้!”
สิ้นเสียงของเซิ่งจู ตี้ขุยก็คว้าหินยักษ์ก้อนหนึ่งขว้างออกไปบังสายฟ้าของจงซูไว้ ปาซาถูกเกลียวคลื่นพัดพามาหยุดอยู่ต่อหน้าวิญญาณของเซิ่งจู ดวงตาสีแดงฉานจ้องประสานกัน:
“อย่ามาหลอกพวกเราเลย ใครๆ ก็รู้ว่าประตูนรกเปิดได้จากข้างนอกเท่านั้น!”
“และต้องใช้พลังจากกล่องแพนคูที่โลกมนุษย์ด้วย! แต่บนกล่องนั้นเต็มไปด้วยเวทมนตร์ฝ่ายธรรมะ ปีศาจไม่มีทางแตะต้องมันได้!”
“ทุกท่าน พูดตามตรงเถอะ หากพวกเจ้าเต็มใจช่วยเหลือ ข้าที่อยู่ตรงหน้าพวกเจ้านี้สามารถอาศัยช่องว่างของนรกกลับไปยังโลกมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย เพื่อไปควบคุมมนุษย์คนไหนก็ได้ที่ข้าต้องการ และรวบรวมคนมาถอนอาคมศักดิ์สิทธิ์ที่พันธนาการพวกเจ้าอยู่!”
ทว่าสิ่งที่เซิ่งจูไม่ได้คาดคิดก็คือ เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งล่อใจเรื่องอิสรภาพ เหล่าปีศาจที่อยู่ที่นี่กลับพากันแสยะยิ้มเย็นชาหรือไม่ก็แสดงท่าทางดูแคลน ไม่มีใครสักคนที่สนใจในแผนการของเขาเลย แต่ในขณะที่เขากำลังขมวดคิ้วใช้ความคิด โจวหลันก็ก้าวออกมาข้างหน้า:
“เซิ่งจู สำหรับพวกเราแล้ว คำพูดของเจ้าไม่มีความน่าเชื่อถือเหลืออยู่เลย!”
“แทนที่จะเชื่อคำพูดบัดซบของเจ้า สู้ให้พวกเราทุกคนติดอยู่ที่นี่เพื่อรอวันสิ้นโลกด้วยกันยังดีกว่า!”
“ได้โปรดเชื่อข้าเถอะ!”
“จะให้เชื่อมันเป็นไปไม่ได้หรอก เจ้าต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเรา!” เมื่อปอซางพูดประโยคนี้ออกมา เซิ่งจูเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาคิดจะหนี แต่ปีศาจตนอื่นก้าวเข้ามาปิดช่องว่างไว้ทันที
“ไม่ต้องพูดมากแล้วเซิ่งจู ถ้าเจ้าไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของอาคมพวกเรา ก็ไม่มีใครยอมเชื่อหรือให้โอกาสเจ้าอีกเป็นครั้งที่สองหรอก!”
“อีกสามเดือนต่อจากนี้ เจ้าจงอยู่ที่นี่ในนรกกับพวกเราอย่างสงบเถอะ! จนกว่าอาคมของพวกเราจะหลอมรวมเข้ากับวิญญาณของเจ้าโดยสมบูรณ์”
“มันจะยึดร่างเจ้าไว้กับมนุษย์ที่เจ้าเลือก และพวกเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากพลังของพวกเราทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าวันที่ประตูนรกจะเปิดออก!”
“...”
ในวันนั้น แสงสีเขียวมรกตสว่างไสวไปทั่วนรก และเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเซิ่งจูก็ดังแว่วไปไกลแสนไกล
กาลเวลาเป็นสิ่งที่ยากจะประเมินค่าได้จริงๆ
จะว่ามันไร้ค่าก็ได้ เพราะมหาเศรษฐีมากมายบนโลกต่างยินดีที่จะใช้เงินมหาศาลหรือแม้แต่ทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อแลกมันมา แต่จะว่ามันมีค่าก็ได้ เพราะยังมีคนอีกมากที่ยอมนอนอืดอยู่บนเตียง เหม่อลอยอยู่เฉยๆ โดยไม่ยอมลุกขึ้นมาทำงานหรือทำงานบ้าน
ในช่วงที่เพิ่งกลายเป็นเซิ่งจู หรือแม้แต่ตอนที่ได้สัญลักษณ์นักษัตรหมามาแล้ว เขาเคยรู้สึกว่าเวลาก็แค่นั้นเอง ในเมื่อมีชีวิตที่เป็นอมตะ จะไม่ใช้ชีวิตให้มันสุดเหวี่ยงหน่อยเหรอ? แต่ต่อมา เมื่อเขาเริ่มเรียนรู้ความรู้ด้านเวทมนตร์แขนงต่างๆ เรียนรู้วิธีการปรุงยาเล่นแร่แปรธาตุ และทำการทดลอง ความคิดที่ตกต่ำเหล่านั้นก็มลายหายไป
สติปัญญาของบรรพชน ทะเลแห่งความรู้อยู่ตรงหน้าเพียงแค่เอื้อมมือถึง ใครจะทนต่อสิ่งล่อใจนี้ได้ และการเรียนเวทมนตร์ก็ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนวิทยาศาสตร์ในช่วงแรก ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งถึงจะมองเห็นความสวยงามของมันได้
ในทางเวทมนตร์ แม้จะเป็นเพียงความรู้ระดับฝึกหัด เมื่อเจ้าเชี่ยวชาญแล้ว เจ้าก็สามารถเล่นแร่แปรธาตุได้สารพัดนึก!
ในช่วงเวลานี้ ไป๋อี๋อยากจะแยกเวลาหนึ่งนาทีออกเป็นสองส่วนจริงๆ! น่าเสียดายที่ร่างของมนุษย์ธรรมดานี้รับการเรียนรู้อย่างหนักหน่วงไม่ไหว เพียงแค่วันที่สองก็เริ่มจะทานไม่ไหวแล้ว
เฮ้อ ช่างน่าเสียดายจริงๆ!
ถ้าตอนนั้นเขาเชี่ยวชาญการใช้งานสัญลักษณ์นักษัตรแกะมากกว่านี้ และสามารถรักษาสภาพร่างกายให้คงความกระปรี้กระเปร่าไว้ได้ ตอนนี้เขาก็คงไม่ต้องออกจากห้อง สามารถสั่งให้นินจาเงาคอยป้อนเครื่องดื่มบำรุงกำลังไปพร้อมๆ กับการตั้งใจเรียนได้แล้ว
การไม่มีร่างกายเป็นของตัวเอง และต้องถูกจำกัดในหลายๆ ด้านแบบนี้ช่างรู้สึกไม่ดีเลย ต้องเร่งความเร็วในการตามหาสัญลักษณ์นักษัตรเสือแล้ว นอกจากนั้นไอเทมวิเศษอื่นๆ ก็จะทิ้งไว้ไม่ได้เช่นกัน
หลังจากถอนหายใจด้วยความอาลัยอาวรณ์ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป โดยมีเหล่านินจาเงาคอยเก็บกวาดทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว
เขาล้างหน้าล้างตา จัดแต่งกายให้เรียบร้อย
พอลงมาข้างล่าง ก็มีคนขับรถที่รออยู่ก่อนแล้วหน้าตึก เพื่อเตรียมตัวไปส่งเขาที่โรงเรียน
(จบแล้ว)