- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวตึงแดนปีศาจ
- บทที่ 18 - กูฮั่วเหนี่ยว (2)
บทที่ 18 - กูฮั่วเหนี่ยว (2)
บทที่ 18 - กูฮั่วเหนี่ยว (2)
บทที่ 18 - กูฮั่วเหนี่ยว (2)
แม้จะไม่เห็นใบหน้าของบุตรแห่งทวยเทพ แต่มิโกะที่ถูกความน่ารักของเขาตกไปเต็มๆ ก็ย่อตัวลงมาให้ระดับสายตาเสมอกับเขา
เธอยื่นนิ้วก้อยข้างขวาออกมา แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน "งั้นนี่คือความลับระหว่างเรานะเจ้าคะ"
โทมิเอะยื่นนิ้วก้อยซ้ายไปเกี่ยวตอบ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม "ครับ ตกลงตามนี้นะฮะ"
"ตกลงเจ้าค่ะ" มิโกะยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
หลังจากมิโกะพาโทมิเอะกลับไปส่งที่พัก และจัดเตรียมงานที่ต้องเรียนรู้ในวันนั้นเสร็จ เธอก็ขอตัวกลับไป
โทมิเอะจับพู่กันคัดลอกหนังสือของวันนั้น มิโกะมีหน้าที่สอนคันจิที่เขาอ่านไม่ออก จากนั้นเขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาคัดลอกต่อไป
เนื้อหาที่ต้องคัดไม่จำเป็นต้องเป็นคัมภีร์หรือประวัติศาสตร์ของศาลเจ้าเสมอไป มีทั้งงานเขียนของกวีเอกชื่อดังของญี่ปุ่นตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน
และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงได้เรียนรู้วิธีการเขียนพู่กัน
แม้ว่าตัวหนังสือที่เขียนออกมา จะยังไม่สามารถเรียกว่าสวยได้ก็เถอะ... เอาเป็นว่า ลายมือห่วยแตกมากก็แล้วกัน
ด้วยเหตุนี้ จำนวนหน้าของหนังสือที่เขาต้องคัดลอกในแต่ละวันจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามที่นักบวชใหญ่บอกไว้ เมื่อไหร่ที่ลายมือเริ่มดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง จำนวนหน้าถึงจะคงที่
โทมิเอะคัดลอก 'คังเกะมังโยชู' ของสึงาวาระ โนะ มิจิซาเนะ ด้วยสีหน้าสุดแสนจะทรมาน แม้ว่าท่านมิจิซาเนะในปัจจุบันจะยังถูกมองว่าเป็นวิญญาณพยาบาทที่น่าสะพรึงกลัว แต่ความอยุติธรรมที่ท่านได้รับตอนยังมีชีวิตอยู่ก็ได้รับการล้างมลทินแล้ว และชายผู้นี้ก็มีความรู้ความสามารถที่โดดเด่นมากจริงๆ
ดังนั้น แม้จะอยู่ในช่วงที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี แต่งานเขียนของท่านก็ยังถือเป็นตำราเรียนภาคบังคับ สำหรับบุตรหลานของเหล่าขุนนางชั้นสูงและชนชั้นสูงอยู่ดี
แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้โทมิเอะรู้สึกทรมานอย่างแท้จริงก็คือ การที่เขาทะลุมิติจากยุคปัจจุบันมายังเฮอันเคียว แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นต้องมานั่งคัดบทความของท่านมิจิซาเนะอยู่ดี
เขาเพิ่งคัดลอกบทกวีบทหนึ่งเสร็จ จึงวางพู่กันลงแล้วนวดข้อมือที่ปวดเมื่อย พลางทอดสายตามองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมาย
วันที่เจอกับอุบุเมะครั้งแรก นางแปลงกายเป็นใบหน้าของคุณแม่
บางทีอาจจะเป็นเพราะอยู่กับโฮชิงุมะโดจินานเกินไป เขาจึงติดนิสัยชอบหาเรื่องใส่ตัวมานิดหน่อย
ในใจของเขาเหมือนมีโทมิเอะตัวจิ๋ว เอาเล็บแหลมๆ จิกหัวใจเขาไว้แน่น แล้วเอาแต่กระซิบอยู่ข้างในว่า: ไปเถอะ ลองไปดูหน่อยสิ
ท้ายที่สุด โทมิเอะก็พ่ายแพ้ต่อความอยากรู้อยากเห็น เมื่อแน่ใจแล้วว่ามิโกะที่สอนหนังสือกับนักบวชใหญ่ฮาเซงาวะคงยังไม่มาในเร็วๆ นี้แน่นอน
เขาวางพู่กันลง แล้ววิ่งออกจากลานสวนเล็กๆ ของตัวเองไป
เขาไม่ได้ใช้วิชาลวงตาสร้างร่างแยกของโทมิเอะทิ้งไว้อีกร่าง
อย่างแรกเลยก็คือ เขาอยู่ในศาลเจ้า โอกาสที่จะมีคนเห็นมีอยู่ตลอดเวลา
อย่างที่สองก็คือ สิ่งที่เขาจะไปทำตอนนี้ ค่อนข้างมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ถ้าสร้างร่างแยกทิ้งไว้ที่นี่ คนในศาลเจ้าอาจจะไม่รู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในอันตราย และมาช่วยเหลือไม่ทันท่วงที
ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจแอบไปดูเงียบๆ แค่เหลือบมองโดยไม่แตะต้องเขตแดนก็พอ
ด้วยความตั้งใจเช่นนั้น เขาก็เดินทะลุผ่านศาลเจ้ามาจนถึงตำหนักรองที่มีเขตแดนครอบคลุมอยู่โดยไม่รู้ตัว
ประตูตำหนักปิดสนิท คนที่อยู่ข้างนอกไม่มีทางมองเห็นอะไรเลยถ้าไม่เปิดประตู
โทมิเอะหัวเราะเยาะตัวเอง สมองเบลอไปแล้วจริงๆ ถึงได้วิ่งหน้าตั้งมาดูปีศาจแบบนี้
ขณะที่เขากำลังหันหลังเตรียมตัวกลับ
"เด็กน้อย เจ้ากำลังทำอะไรอยู่หรือ?" เสียงเรียบๆ ของผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง
โทมิเอะหันกลับไป
หญิงสาวรูปร่างสง่างามยืนอยู่ริมเขตแดนด้านในประตู แต่หน้ากากนกบนใบหน้า ขนนกที่โผล่พ้นแขนเสื้อทั้งสองข้าง และกรงเล็บนกที่เท้า ล้วนบ่งบอกว่านางไม่ใช่มนุษย์
โทมิเอะจ้องมองนางนิ่งงัน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง
ไม่ใช่หน้าของคุณแม่
"ข้าทำให้เจ้าผิดหวังหรือ?" แม้จะมีหน้ากากปิดบังอยู่ แต่นางก็รับรู้อารมณ์ของเด็กน้อยตรงหน้าได้อย่างเฉียบแหลม
ด้วยสัญชาตญาณ ปีศาจสาวเผลอยื่นมือออกไปหวังจะปลอบประโลมเขา
ทันทีที่ขนนกสัมผัสกับเขตแดน มันก็ถูกเปลวไฟแผดเผา ทำให้นางต้องรีบชักมือกลับไป
"อ๊ะ!" โทมิเอะร้องด้วยความร้อนใจ เขาอยากจะก้าวเข้าไปหานางสักสองก้าว แต่ก็กลัวว่าจะไปทำลายเขตแดนเข้า จึงต้องฝืนหยุดตัวเองไว้
"ไม่เป็นไรหรอกเด็กน้อย" ปีศาจสาวถอยหลังไปครึ่งก้าว เพื่อรักษาระยะห่างจากเขตแดนเล็กน้อย
โทมิเอะมองดูการกระทำของนาง ท่าทีที่สงบลงของนางทำให้เขาใจเย็นลงตามไปด้วย
"เจ้าเป็นเด็กที่ถูกนำมาฝากเลี้ยงไว้ที่ศาลเจ้าแห่งนี้งั้นหรือ?" ปีศาจสาวพยายามชวนคุย
เมื่อลองนึกทบทวนสถานการณ์ของตัวเองดูแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าข่ายเด็กฝากเลี้ยงอยู่เหมือนกัน โทมิเอะจึงพยักหน้า
ปีศาจสาวเงยหน้าขึ้นมองเขตแดนที่มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เพราะนางเพิ่งจะไปสัมผัสมันเมื่อครู่
"ผู้ใหญ่ไม่ได้บอกเจ้าหรอกหรือ? ที่นี่เป็นที่กักขังปีศาจ อย่าได้เข้ามาใกล้ตามอำเภอใจสิ" น้ำเสียงของปีศาจสาวฟังดูจริงจัง แฝงแววตักเตือนอยู่ไม่น้อย
"เมื่อวานเราเคยเจอกันแล้วนี่ครับ" โทมิเอะรู้สึกแปลกใจจึงลองหยั่งเชิงดู "ผมยังยืนดูตอนที่คุณถูกผนึกอยู่เลยนะ"
ปีศาจสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความลังเล "ข้าไม่เคยพบเจ้า"
โทมิเอะเอียงคอ กำลังคิดว่าหรือเป็นเพราะการหลอมรวม ทำให้ความทรงจำของนางคลาดเคลื่อนไป
"ข้าไม่เคยพบเจ้าจริงๆ" จู่ๆ น้ำเสียงของปีศาจสาวก็หนักแน่นขึ้น
แม้รูปลักษณ์จะคล้ายคลึงกัน แต่ปีศาจจดจำคนจากกลิ่นอาย และนางก็เป็นปีศาจที่อ่อนไหวต่อกลิ่นอายของเด็กมาก นางมั่นใจว่าคนที่นางเจอเมื่อวานไม่ใช่โทมิเอะ และไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ
โทมิเอะค่อยๆ ก้าวถอยหลัง ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีไป
หลังจากเขาจากไปไม่นาน เหล่านักบวชของศาลเจ้าก็ทยอยกันมาถึง เพราะสัมผัสได้ว่าเขตแดนถูกกระตุ้น
เมื่อเห็นปีศาจสาวยืนอยู่ริมประตู นักบวชที่เข้ามารุมล้อมต่างก็ถืออาวุธสำหรับขับไล่สิ่งชั่วร้ายไว้ในมือ
พวกเขามีท่าทีระแวดระวังปีศาจสาวที่อยู่หลังประตูอย่างสูงสุด พร้อมรับมือเผื่อว่านางจะพุ่งตัวออกมาทำร้ายผู้คนได้ทุกเมื่อ
"ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ข้าก็แค่เผลอไปแตะโดนเขตแดนเข้าเท่านั้น" ปีศาจสาวยืนนิ่งมองดูพวกมนุษย์ที่กำลังระแวดระวังนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทั้งๆ ที่นางเป็นฝ่ายถูกกักขังแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าฝั่งนักบวชดูจะตึงเครียดกว่าเสียอีก
"ถอยกลับไป! อย่าได้ริลองดี!" นักบวชใหญ่ฮาเซงาวะที่ตามมาสมทบตวาดเสียงกร้าว
จะไม่ให้พวกเขาตึงเครียดได้อย่างไรกัน ในเมื่อปีศาจตนแรกของสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง มักจะมีโอกาสเติบโตขึ้นไปเป็นระดับราชาปีศาจได้สูงมาก
และเนื่องจากได้รับบุตรแห่งทวยเทพมาดูแล ศาลเจ้าคาโมะวาเคอิคาซึจิจึงถูกยกย่องให้เป็นผู้นำของลัทธิชินโตในปัจจุบัน
ดังนั้น เมื่อจับว่าที่ราชาปีศาจตนนี้ได้ จึงเป็นเรื่องปกติที่จะถูกส่งตัวมาที่นี่
หากสามารถทำให้มันเชื่อง และนำมาใช้เป็นชิกิงามิได้ ย่อมเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับศาลเจ้าอย่างมหาศาลแน่นอน
แต่ปัญหาคือ แม้แต่นางที่ยังอ่อนแออยู่ในตอนนี้ ทางศาลเจ้าก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะรับมือ
ไม่กล้าลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะกลัวว่าถ้าเกิดผูกใจเจ็บกันขึ้นมา แล้วนางหนีไปได้ อาจจะนำมาซึ่งการแก้แค้นที่เกินกว่าจะจินตนาการ
สายตาของปีศาจสาวมองไปในทิศทางที่โทมิเอะเพิ่งจากไป ซึ่งก็คือลานสวนที่โทมิเอะอาศัยอยู่ตามลำพังนั่นเอง
"ในศาลเจ้าแห่งนี้ มีเด็กอยู่ด้วยหรือ?"
แน่นอนว่านักบวชใหญ่ฮาเซงาวะรู้ดีว่าใครพักอยู่ทางนั้น เขามองปีศาจสาวอย่างครุ่นคิด
อุบุเมะคือหญิงสาวที่เสียชีวิตระหว่างคลอดบุตร และเนื่องจากความยึดติดที่ไม่ได้พบหน้าลูก จึงกลายร่างเป็นปีศาจ
นางจะคอยขโมยเด็กทารกมาไว้ข้างกาย แม้จะไม่จงใจทำร้าย แต่ก็ไม่ยอมให้เด็กคลาดสายตาไปไหน ซึ่งมักจะส่งผลให้เด็กค่อยๆ อ่อนแอลงจนเสียชีวิตในที่สุด
ส่วนกูฮั่วเหนี่ยว ซึ่งเป็นปีศาจที่ส่งผ่านมาจากราชวงศ์ถังนั้น เป็นปีศาจที่เมื่อสวมชุดขนนกจะกลายเป็นนก แต่เมื่อถอดออกจะกลายเป็นหญิงสาว
เป็นปีศาจที่ชอบขโมยเด็กจากครอบครัวมนุษย์
บางครั้งก็จะกลายเป็นเซี่ยฮั่วเหนี่ยว คอยรับเลี้ยงเด็กที่ถูกทอดทิ้งหรือพลัดหลง
ล้วนเป็นปีศาจที่มีความยึดติดกับเด็กเล็กทั้งสิ้น
และอายุของบุตรแห่งทวยเทพ ก็ดูเหมือนเด็กมนุษย์วัยสามสี่ขวบพอดี ซึ่งตรงกับเป้าหมายการล่าของพวกนาง
บางที อาจจะใช้บุตรแห่งทวยเทพเป็นช่องทางในการทำให้พวกนางเชื่องได้
เรื่องเดียวที่ต้องกังวลก็คือ ปีศาจที่เกิดจากการหลอมรวมทั้งสองสายพันธุ์ตนนี้ มีสัญชาตญาณเอนเอียงไปทางกูฮั่วเหนี่ยวมากกว่า หรืออุบุเมะมากกว่ากันแน่?
ท้ายที่สุด หลังจากชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาก็หันไปสั่งนักบวชฝึกหัดที่อยู่ข้างๆ
"ไปนำของวิเศษชิ้นนั้นมา"
(จบแล้ว)