- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นตัวตึงแดนปีศาจ
- บทที่ 17 - กูฮั่วเหนี่ยว
บทที่ 17 - กูฮั่วเหนี่ยว
บทที่ 17 - กูฮั่วเหนี่ยว
บทที่ 17 - กูฮั่วเหนี่ยว
โทมิเอะมองดูคุณชายอุบุยาชิกิด้วยความงุนงง คนๆ นี้คิดว่าเขาไม่ใช่มนุษย์งั้นเหรอ?
เมื่อไม่ได้ยินคำตอบจากโทมิเอะเป็นเวลานาน คุณชายอุบุยาชิกิก็ขมวดคิ้ว สีหน้าของเขายิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีก
"ผมคิดว่า... ผมก็เป็นมนุษย์ตามนิยามทั่วไปนี่แหละครับ" โทมิเอะใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นาน กว่าจะค่อยๆ เอ่ยปากตอบ
"ผมก็หิวเป็น และต้องกินข้าว ถ้าป่วยผมก็ต้องรักษา" แม้ว่าสภาพร่างกายของเขาจะไม่ค่อยดีนัก แต่ความจริงเขาก็แทบจะไม่เคยป่วยเลย ทว่าเรื่องแบบนี้ไม่จำเป็นต้องเอามาพูดต่อหน้าคุณชายขี้โรคคนนี้หรอก
"ถ้าถูกโจมตี ผมก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน" แม้ว่ามันอาจจะเป็นการปลดปล่อยพลังของคาวาคามิ โทมิเอะออกมา และด้วยเหตุนี้ก็เลยทำให้ฟื้นตัวได้เร็วมากก็เถอะ แต่เรื่องนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเอามาพูดต่อหน้าคุณชายขี้โรคคนนี้เหมือนกัน
"แล้วเจ้าเอาสิทธิ์อะไรมาถูกเรียกว่าบุตรแห่งทวยเทพ?" ใบหน้าของเด็กหนุ่มเผยให้เห็นความจองหองขึ้นมาเล็กน้อย
โทมิเอะคิดอยู่นาน ในที่สุดก็พูดขึ้นว่า "โชคชะตาของคนบางคน อาจจะถูกกำหนดมาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะมั้งครับ"
เหมือนกับที่เขาเกิดมาเพื่อเป็นตัวข่มคาวาคามิ โทมิเอะนั่นแหละ
"งั้นเจ้าคิดว่า ความอ่อนแอของข้า ก็เป็นโชคชะตาที่ถูกกำหนดมาแล้วงั้นสิ?" แววตาของเด็กหนุ่มเย็นเยียบขึ้นมาทันที
โทมิเอะส่ายหน้า
"โชคชะตาของมนุษย์อาจจะถูกกำหนดมาแล้วก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยนี่ครับ"
แม้ว่าประสบการณ์ชีวิตของเขา จะยังไม่เคยเห็นเลยว่าโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่ และการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้น แท้จริงแล้วมันเป็นอนาคตที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วหรือเปล่าก็เถอะ
แต่ความเชื่อที่ว่า 'มนุษย์สามารถลิขิตฟ้าได้' ถือเป็นแนวคิดที่เห็นได้ทั่วไปในยุคปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงหยิบยกมันมาใช้ปลอบใจคุณชายบ้านรวยคนนี้แบบส่งๆ ไปก็แล้วกัน
"ใช่ว่าบุตรแห่งทวยเทพจะไม่เคยกลายเป็นภูตผีปีศาจเสียหน่อย" อันนี้เขาหมายถึงชูเท็นโดจิ
"และใช่ว่าภูตผีปีศาจจะไม่เคยกลายเป็นเทพเจ้า" อันนี้เขาแต่งเรื่องมั่วๆ เอาเอง เพราะยังไงเขาก็ไม่เคยเห็นกับตาอยู่แล้ว
"จริงหรือ?" คุณชายตระกูลอุบุยาชิกิมีท่าทีคลางแคลงใจอย่างเห็นได้ชัด
โทมิเอะพยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง
ภาพของเด็กน้อยที่พยักหน้าอย่างเอาจริงเอาจังนั้นช่างดูน่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน
แต่คุณชายอุบุยาชิกิกลับไม่คิดเช่นนั้น ดูเหมือนเขาจะไม่เคยรู้สึกจากใจจริงเลยว่า มีสิ่งใดบนโลกนี้ที่สามารถเรียกว่า 'น่ารัก' ได้
โทมิเอะสัมผัสได้ชัดเจนว่าคนตรงหน้าเริ่มมีความสนใจในหัวข้อสนทนาของเขาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่สามารถสัมผัสถึงอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมิตรจากอีกฝ่ายได้เลย
ความอดทนของเขาเริ่มลดน้อยลงเพราะเด็กหนุ่มรับมือยากคนนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเข้าใจถึงเสน่ห์อันตรายของคาวาคามิ โทมิเอะอย่างถ่องแท้ล่ะก็ ป่านนี้เขาคงถอดหน้ากากออกเพื่อสร้างความประทับใจไปแล้ว
"บุตรแห่งทวยเทพ?" นักบวชฮาเซงาวะที่เพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขาสองคนหลงทาง เดินย้อนกลับมาตามหา
"มาแล้วครับ" โทมิเอะรีบขานรับทันที
นักบวชฮาเซงาวะปรายตามองเขาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปหาคู่สามีภรรยาอุบุยาชิกิ
"เจ้าไม่มีชื่อของตัวเองหรือไง?" คุณชายอุบุยาชิกิรู้สึกไม่เข้าใจ
แน่นอนว่าโทมิเอะต้องส่ายหน้า
"ผมก็มีชื่อนะฮะ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะอยากเรียกผมว่าบุตรแห่งทวยเทพมากกว่า"
นับตั้งแต่ตกลงมาในยุคเฮอันเคียว โทมิเอะก็แทบจะไม่ได้ยินใครเรียกชื่อของตัวเองอีกเลย
แม้แต่โฮชิงุมะโดจิ ที่ถึงแม้จะรู้ชื่อของเขาแล้ว แต่ก็ยังเรียกเขาว่าบุตรแห่งทวยเทพอยู่บ่อยๆ
"มันก็แหงอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?" จู่ๆ เด็กหนุ่มก็เผยรอยยิ้มแรกนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในศาลเจ้า "เพราะยังไงซะ เจ้าก็เป็นแค่เครื่องประดับของทวยเทพเท่านั้นแหละ"
คนๆ นี้กล้าพูดจาโหดร้ายทารุณกับเด็กที่หน้าตาดูเหมือนเพิ่งจะสามสี่ขวบได้ลงคอเชียวหรือ!
นี่มันไม่ใช่เรื่องของนิสัยเสียธรรมดาๆ แล้วนะ
โทมิเอะหุบยิ้มลง เขาสัมผัสได้ถึงความมุ่งร้ายอย่างรุนแรงที่แผ่ซ่านมาจากคุณชายอุบุยาชิกิ
นี่เป็นกรณีแรกเลยที่พลิกผันกลายเป็นความมุ่งร้ายโดยตรง ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความรู้สึกชอบพอเป็นพื้นฐานมาก่อน
ไซคิ โทมิเอะ แตกต่างจากคาวาคามิ โทมิเอะตรงที่ หากเขาพบว่าคนเพศเดียวกันมีความมุ่งร้ายต่อเขา เขาจะไม่จงใจไปยั่วยุ หรือแย่งชิงและปั่นหัวคนหรือสิ่งที่อีกฝ่ายให้ความสำคัญ
เขาจะทำเพียงแค่ถอยห่างออกมา เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่ออีกฝ่ายถูกอารมณ์ครอบงำจนทำอะไรสิ้นคิด จะไม่ส่งผลกระทบและสร้างความบาดเจ็บให้ตัวเขาเอง
ดังนั้น โทมิเอะจึงรีบวิ่งไปหานักบวชฮาเซงาวะ และก้าวแซงหน้าคุณชายอุบุยาชิกิไปเดินประกบข้างนักบวชทันที
คนแบบนี้อย่าไปยุ่งด้วยจะดีกว่า
แววตาของเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังยิ่งทวีความดุร้ายมากขึ้น
ตามหลักการแล้ว นักบวชใหญ่ฮาเซงาวะมีตำแหน่งทางศาสนาระดับขุนนางขั้นห้าต่ำ ซึ่งมีสิทธิ์เข้าเฝ้าจักรพรรดิได้โดยตรง
ครอบครัวพ่อค้าอย่างตระกูลอุบุยาชิกินั้น ยังห่างไกลจากระดับที่จะให้นักบวชใหญ่มาคอยต้อนรับด้วยตัวเองมากนัก
แต่ก็ช่วยไม่ได้หรอกนะ เพราะพวกเขาทุ่มเงินบริจาคให้ศาลเจ้าเยอะมากจริงๆ
เยอะเสียจนนักบวชใหญ่ยอมเสี่ยงพาบุตรแห่งทวยเทพออกมาต้อนรับแขกเลยล่ะ
แต่ก็แค่ให้มาโชว์ตัวแวบเดียวเท่านั้นแหละ
ไม่นานนัก เขาก็ให้มิโกะที่ติดตามมาพาตัวโทมิเอะออกไป
จนกระทั่งเดินห่างออกมาไกลแล้ว โทมิเอะหันกลับไปก็ยังคงเห็นสายตาของคุณชายอุบุยาชิกิที่จ้องเขม็งมาทางเขาอยู่ดี
ส่วนพ่อแม่ที่อยู่ข้างๆ เขานั้น มือของคุณนายอุบุยาชิกิเผลอลูบคลำหน้าท้องที่ยังคงแบนราบของตนเองเบาๆ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนของสัญชาตญาณความเป็นแม่
ผู้นำตระกูลอุบุยาชิกิประคองภรรยาอย่างทะนุถนอม คอยสังเกตทุกการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของเธออยู่เสมอ
การสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจของทั้งคู่ ช่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
"เด็กที่กำลังจะเกิดมา จะต้องแข็งแรงมากแน่ๆ เลยครับ" โทมิเอะเอ่ยรำพึงเสียงเบา
"ถ้าพวกเขาได้ยินคำอวยพรจากบุตรแห่งทวยเทพ จะต้องซาบซึ้งใจมากแน่ๆ เจ้าค่ะ" มิโกะที่จูงมือเขาอยู่ยิ้มตอบ
อันที่จริง การที่สองสามีภรรยาอุบุยาชิกิพาบุตรชายคนโตมาขอพรนั้น ไม่ได้ทำเพื่อสุขภาพของบุตรชายคนโตเพียงอย่างเดียว
แต่เพื่อสวดอ้อนวอนขอให้ลูกที่กำลังจะเกิดมา มีร่างกายที่แข็งแรง แตกต่างจากพี่ชายของเขาด้วย
แต่เรื่องแบบนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครเอามาเล่าให้บุตรแห่งทวยเทพฟังหรอก สมแล้วที่ถูกเรียกว่าบุตรแห่งทวยเทพ ถึงได้สังเกตเห็นเรื่องนี้ได้
โทมิเอะมองมิโกะสาวตรงหน้าแล้วยิ้มส่ายหน้าเบาๆ
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นตำหนักรองที่ตั้งอยู่บนภูเขาด้านหลังศาลเจ้า ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับที่พักของเขา
ที่นั่นมีเขตแดนเพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหัน แถมยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่เบาบางลอยมาด้วย
"ที่นั่น มีตัวอะไรถูกผนึกไว้เหรอครับ?" โทมิเอะเอ่ยถามมิโกะเสียงเบา
"เอ๋?" มิโกะกลับมองโทมิเอะด้วยความประหลาดใจ
"อุบุเมะกำลังมีแนวโน้มที่จะหลอมรวมเข้ากับปีศาจชนิดหนึ่งที่ส่งผ่านมาจากราชวงศ์ถังน่ะเจ้าค่ะ นั่นเป็นกรณีแรกที่ถูกพบว่ามีการหลอมรวมกันอย่างเสถียร ก็เลยถูกส่งตัวมาที่ศาลเจ้ายังไงล่ะเจ้าคะ"
โทมิเอะพยักหน้ารับ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เขาโอเอะ เขาก็เคยได้ยินมาบ้างว่า อุบุเมะนั้นมีลักษณะบางอย่างทับซ้อนกับปีศาจจากฝั่งราชวงศ์ถัง ดังนั้นเมื่อปีศาจชนิดนั้นเดินทางกลับมาพร้อมกับคณะทูตญี่ปุ่นที่ไปราชวงศ์ถัง ก็เลยทำให้อุบุเมะเริ่มมีสภาพที่ไม่ค่อยเสถียร
ไม่นึกเลยว่าสุดท้ายจะมีกรณีที่หลอมรวมกันสำเร็จปรากฏขึ้นมาด้วย ถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกโฮชิงุมะโดจิ พวกเขาโอเอะจะสนใจไหมนะ?
เมื่อเห็นว่าโทมิเอะเอาแต่ชะเง้อคอมองไปทางตำหนักรองไม่วางตา มิโกะก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
"เมื่อวานบุตรแห่งทวยเทพเพิ่งจะถูกมันพุ่งชน จนท่านนักบวชใหญ่ฮาเซงาวะต้องร่วมมือกับนักบวชท่านอื่นผนึกปีศาจตนนั้นลง ท่านถึงยอมเข้านอนไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"
โทมิเอะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ลืมเรื่องนี้ไปซะสนิทเลย เมื่อวานเขาหนีไปฉลองปีใหม่กับพวกเขาโอเอะที่ตลาดภูตผีในเส้นทางแห่งภูตผีนี่นา
เขาจะไปรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นที่ศาลเจ้าบ้าง?
"ขอโทษครับ" โทมิเอะก้มหน้าลงและกล่าวคำขอโทษเสียงเบา หลังจากทนรับสายตาคลางแคลงใจของมิโกะอยู่พักหนึ่ง
สัญชาตญาณความเป็นแม่ของมิโกะถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที เธอรีบหาข้ออ้างแก้ต่างให้เขา "เพราะหวาดกลัวเกินไปจนลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ?"
โทมิเอะรีบไหลตามน้ำ พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมิโกะด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง "ช่วยอย่าไปบอกท่านนักบวชฮาเซงาวะได้ไหมครับ?"
ตาลุงวัยกลางคนคนนั้นดูท่าทางไม่น่าจะหลอกง่ายๆ เลยแฮะ
(จบแล้ว)