- หน้าแรก
- ผมไม่อาจถูกกักขัง ตำนานบุรุษผู้สยบความคลั่ง
- บทที่ 5: เสียงเคาะประตู
บทที่ 5: เสียงเคาะประตู
บทที่ 5: เสียงเคาะประตู
ในห้องที่มืดสลัว ฟางจิ่วมองดูเถ้าถ่านที่ค่อยๆ จางหายไป พลางรู้สึกได้ว่าแขนของตัวเองเริ่มชาหนึบ ในขณะที่หัวก็เริ่มดังอื้ออึง
เมื่อพลังใจชั่ววูบจากอะดรีนาลีนที่สูบฉีดพลุ่งพล่านเหือดหายไป ความเหนื่อยล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนก็เข้ามาแทนที่ ฟางจิ่วทรุดตัวลงนั่งบนพื้น หอบหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้ง หลังจากเรี่ยวแรงเริ่มฟื้นคืนมาบ้าง เขาก็ยันตัวลุกขึ้นจากพื้นโดยมีหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในอ้อมแขน
เขามองไปยังจุดที่เงาผีหายตัวไปแล้วเงียบไปสองสามวินาที "ตกลงว่ามันตายแล้วใช่ไหม"
"พูดยากนะ"
ลิอาปิดเพลงแบ็กกราวนด์ปลุกใจอย่าง 'เพลงคนดี' อย่างเงียบๆ แล้วเอ่ยปากอย่างกล้าๆ กลัวๆ "เอาเพลง 'หนทางอันกว้างใหญ่' ไปฟังเรียกน้ำย่อยสักรอบไหม"
"นี่เธอเสพติดการเปิดเพลงพวกนี้ไปแล้วหรือไง"
"ฉันก็แค่อยากจะช่วยอะไรบ้างก็เท่านั้นเอง"
ลิอาหัวเราะแหะๆ "แต่ไม่ต้องห่วงหรอก อย่างน้อยตอนนี้มันก็น่าจะสิ้นฤทธิ์ไปชั่วคราวแล้วล่ะ... มั้งนะ"
หนังตาของฟางจิ่วกระตุก "ทำไมน้ำเสียงเธอฟังดูพึ่งพาไม่ได้เลยล่ะเนี่ย"
น้ำเสียงของลิอาเต็มไปด้วยความจนปัญญา "ฉันเพิ่งมาอยู่ที่โลกนี้ได้ไม่นานนี่นา จะไปรู้ลักษณะเฉพาะของ 'ของดีประจำถิ่น' พวกนายได้ยังไงกันเล่า ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแหละว่าตกลงมันตายจริงๆ หรือเปล่า"
ฟางจิ่วคิดในใจว่าไอ้ปีศาจบั่นคอเมื่อกี้ไม่ควรจะถูกเรียกว่า 'ของดีประจำถิ่น' หรอกนะ จากนั้นเขาก็มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในอ้อมแขนอย่างนึกสงสัย "แล้วเธอสรุปเอาเองได้ยังไงว่ามันสิ้นฤทธิ์ไปชั่วคราวแล้ว"
ลิอาตอบกลับหน้าระรื่นราวกับเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว "ก็เพราะมันไม่ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาสับนายเป็นชิ้นๆ ในทันทีไงล่ะ"
...ฟังดูมีเหตุผลแฮะ
คำพูดของลิอาทำให้ความตึงเครียดของฟางจิ่วปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เขาจ้องเขม็งไปที่จุดที่เงาผีหายตัวไปอย่างระแวดระวังอยู่นานครึ่งนาที ตลอดเวลานั้น เขากำจอมอนิเตอร์ 2K ราคาถูกของตัวเองไว้แน่น พร้อมที่จะเอาเงิน 800 หยวนฟาดหัวศัตรูได้ทุกเมื่อ
จนกระทั่งข้างนอกเริ่มฝนตกอีกครั้ง และเงาผีก็ไม่ได้โผล่มาให้เห็น ฟางจิ่วถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกในที่สุด
ดูเหมือนว่าความจริงจะเป็นไปตามที่ลิอาพูด
ต่อให้ 'มัน' ไม่ได้ถูกหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุบจนตาย อย่างน้อยตอนนี้มันก็คงต้องล่าถอยกลับไปเลียแผลที่หัวปูดหัวโนก่อนล่ะน่า
เมื่อร่างกายและจิตใจได้รับการปลดปล่อยอย่างเต็มที่ ฟางจิ่วก็รู้สึกได้ว่าหัวใจที่เต้นรัวเริ่มช้าลง เขาหันหลังกลับและวางหน้าจอกลับลงบนโต๊ะ
ซ่า—
หน้าจอสว่างขึ้นอีกครั้ง
ชั่วพริบตาเดียว ภาพคลื่นแทรกสีสันยุ่งเหยิงและเส้นริ้วมากมายก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
เดสก์ท็อปที่เคยเป็นระเบียบเรียบร้อย บัดนี้เต็มไปด้วยลวดลายเละเทะ มุมหนึ่งของหน้าจอมีรอยแตกเป็นรูโหว่ มองทะลุเข้าไปเห็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูงอยู่ข้างใน
ฟางจิ่วรู้สึกปวดใจจี๊ด—เขาจำได้ว่าประกันของจอมอนิเตอร์ตัวนี้หมดไปแล้ว นี่เขาต้องเสียเงินซื้อใหม่จริงๆ เหรอเนี่ย
สำหรับสถานะทางการเงินของเขาในตอนนี้ นี่ถือเป็นรายจ่ายที่ชวนปวดใจอย่างเห็นได้ชัด
ทว่า ไม่นานฟางจิ่วก็สังเกตเห็นปัญหาอีกอย่างหนึ่ง
ลิอาหายไปแล้ว
เขามองดูเดสก์ท็อปที่เต็มไปด้วยลวดลายเละเทะ ควานหาอยู่สองสามรอบแต่ก็ไม่พบร่องรอยของลิอาเลย
"เธออยู่ไหนเนี่ย"
"อยู่นี่"
พร้อมกับเสียงตอบรับเบาๆ ของลิอา โฟลเดอร์ที่มุมซ้ายล่างของหน้าจอก็จู่ๆ ก็ขยับเขยื้อน
ฟางจิ่วชะงักไปและถามด้วยความงุนงง "เธอเข้าไปทำอะไรในนั้นน่ะ ข้างในไม่มีอะไรสักหน่อย"
"..."
ลิอาไม่ได้ตอบข้อสงสัยของฟางจิ่ว แต่โผล่หัวออกมาจากโฟลเดอร์แล้วค่อยๆ คลานออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
เมื่อหลุดพ้นจากโฟลเดอร์ ร่างกายของหล่อนก็ค่อยๆ กลับคืนสู่ขนาดเดิม เท้าของหล่อนเหยียบอยู่บนแถบทาสก์บาร์ แต่ตั้งแต่หัวเข่าขึ้นไปกลับกลายเป็นภาพโมเสกเบลอๆ ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างสีทอง สีน้ำตาล และสีดำ อันเป็นผลมาจากเอฟเฟกต์หน้าจอพังที่ยุ่งเหยิง
ฟางจิ่วตกใจกับภาพโมเสกสีผสมที่บิดเบี้ยวและกะพริบไปมาบนเดสก์ท็อปของเขา "เชี่ยเอ๊ย! สภาพเธอทำไมเป็นงั้นล่ะเนี่ย! โดนจับปั่นในเครื่องปั่นมาหรือไง!"
"หัวนายสิโดนปั่น! หน้าจอมันพังต่างหาก! ฉันยังปกติดีย่ะ!"
หลังจากชี้แจงเรื่องภาพลักษณ์ของตัวเองเสร็จ ลิอาก็รีบผลุบกลับเข้าไปในโฟลเดอร์อย่างรวดเร็ว เหลือโผล่มาแค่หัวเล็กๆ ดูเหมือนหนูแฮมสเตอร์ "ฉันหลบอยู่ในนี้ก็เพื่อให้คุยกับนายได้ถนัดขึ้นไง หรือนายอยากจะเห็นฉันในสภาพโมเสกสีเหลืองดำล่ะ"
"ไม่ล่ะ เอาแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกัน"
ฟางจิ่วพรูลมหายใจออกยาวๆ แล้วทรุดตัวลงนั่งหน้าคอมพิวเตอร์อีกครั้ง เมื่อร่างกายค่อยๆ ผ่อนคลาย เขาก็เงยหน้ามองเพดาน ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฉายวนเวียนอยู่ในหัว ความรู้สึกโล่งอกที่รอดพ้นจากหายนะมาได้เอ่อล้นขึ้นมาในใจ
เขายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ได้โดนตัดหัว
แถมยังใช้วิธีปราบผีทางกายภาพแบบ 'ใช้กำลังเข้าข่ม' จนไล่ตะเพิดเงาผีนั่นไปได้ชั่วคราวอีกด้วย
และเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่จะเจอผี เขาก็เพิ่งจะได้พบกับผีไซเบอร์นักเวทสาวผมทอง 2 มิติที่โหลดมาพร้อมกับโปรแกรมเถื่อนแถมพ่วง... แถมยังตายไปรอบนึงระหว่างนั้นด้วย!
ฟางจิ่วรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนมีความรู้น้อยเหลือเกิน คำเดียวที่จะบรรยายประสบการณ์สิบนาทีที่ผ่านมาของเขาได้ คงมีแต่คำว่า 'เชี่ยเอ๊ย!' ที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเท่านั้น
แปลกประหลาดจริงๆ
นอกเหนือจากคำว่า 'เชี่ยเอ๊ย!' ที่ปะปนไปด้วยหลากหลายอารมณ์แล้ว สิ่งที่ฟางจิ่วรู้สึกรุนแรงที่สุดในตอนนี้ กลับเป็นความอยากรู้อยากเห็นที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอธิบายไม่ได้
ฟางจิ่วเงียบไปสองวินาที ก่อนจะก้มมองลิอาที่อยู่ในโฟลเดอร์ "ตกลงว่าไอ้ตัวเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่ ทำไมจู่ๆ มันถึงมาโผล่ข้างหลังฉันได้ล่ะ แถมดูน่าเกรงขามซะขนาดนั้น แต่ดันโดนหน้าจอคอมฯ ฟาดกระจุยซะงั้น หรือว่าเพราะเธอช่วยออกแรง มันถึงได้สิ้นฤทธิ์ไปชั่วคราว แล้วก็..."
"หยุด หยุด หยุด" ลิอารีบพูดแทรกฟางจิ่ว "อย่าสาดคำถามใส่ฉันเป็นชุดแบบนี้สิ..."
ฟางจิ่วอึกอักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือเกาหัวแกรกๆ อย่างเก้อเขิน "โทษที ฉันตื่นเต้นไปหน่อย"
จู่ๆ สายตาของลิอาก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด นัยน์ตาที่แฝงความหมายซับซ้อนจ้องมองฟางจิ่วตั้งแต่หัวจรดเท้าทะลุผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ออกมา
ฟางจิ่วสังเกตเห็นสีหน้าของลิอา—หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ด้วยลายเส้นสไตล์อนิเมะ 2 มิติที่ช่วยเน้นอารมณ์ ปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของหล่อนก็เลยเห็นชัดแจ๋ว เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าลิอากำลังคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขาอยู่ จึงเอ่ยถาม "เธอมองอะไรน่ะ"
"ฉันรู้สึกว่านายดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่นะ"
ลิอาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "คนทั่วไปเจอเรื่องแบบนี้เข้าคงไม่มานั่งตื่นเต้นหรอก ปฏิกิริยาของนายนี่มันห่างไกลจากคำว่าปกติลิบลับเลยนะ"
"งั้นเหรอ" ฟางจิ่วไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ "แล้วปฏิกิริยาปกติมันต้องเป็นยังไงล่ะ"
ลิอาเอียงคอแล้วใช้นิ้วเคาะคาง "จากประสบการณ์ของฉันนะ เวลาคนทั่วไปเจอเรื่องเหนือธรรมชาติ ปฏิกิริยาแรกก็คือร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้ววิ่งหนีป่าราบจนฉี่ราดกางเกง บางคนก็อาจจะสติแตกพูดจาไม่รู้เรื่อง หรือไม่ก็แหกปากร้องเรียกหาแม่ด้วยความสิ้นหวัง แต่ที่แน่ๆ ไม่มีใครเหมือนนายหรอก ที่กล้าเอาหน้าจอคอมฯ ไปไล่ฟาดสิ่งลี้ลับน่ะ"
"มันก็ต้องมีพวกที่สติแตกแล้วสวนกลับอย่างบ้าคลั่งบ้างสิ"
"พวกนั้นเขาสวนกลับไปด่าไป แถมตัวก็สั่นงันงกด้วย แต่นายไม่เหมือนกัน ฉันเห็นนายยิ่งฟาดก็ยิ่งมันส์"
พูดถึงตรงนี้ ลิอาก็ชะงักไป
"แล้วก็... ไม่มีคนปกติที่ไหนหลบการโจมตีบั่นคอนั่นพ้นหรอก—ตอนแรกฉันนึกว่านายจะไม่รอดซะแล้ว"
เมื่อนึกย้อนกลับไป นี่คือส่วนที่ลิอารู้สึกว่ามันไร้สาระที่สุด
ในมุมมองของหล่อน มันเหมือนกับว่าฟางจิ่วรู้อนาคตล่วงหน้า วินาทีที่หล่อนร้องเตือน เขาก็รีบก้มหัวหลบได้อย่างรวดเร็ว รอดพ้นจากการโจมตีหมายเอาชีวิตในดาบแรกไปได้อย่างไร้ที่ติ
ถ้าไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองของมนุษย์ปกติ ไม่มีทางหลบพ้นแน่นอน
"เรื่องนั้นน่ะเหรอ..."
ฟางจิ่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับปรากฏการณ์ 'ตายแล้วย้อนกลับ' ที่เขาสงสัยว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่ เขาเล่าแค่ไม่กี่ประโยค เพราะความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังค่อนข้างเลือนราง แถมเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรก เขาจึงย้อนกลับมาในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีก่อนจะถูกตัดหัวพร้อมกับความทรงจำที่ยังสับสนปนเปอยู่
เมื่อได้ฟังดังนั้น สีหน้าของลิอาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด "ฟังดูเหมือน 'เวทมนตร์แห่งกาลเวลา' จากโลกของฉันเลยแฮะ"
เมื่อได้ยินว่าประสบการณ์ของเขาอาจเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ ฟางจิ่วก็รีบถามต่อทันที "สถานการณ์ของฉันเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แห่งกาลเวลาเหรอ"
"ก็ไม่น่าจะใช่นะ"
ลิอาขยับหมวกพ่อมดให้เข้าที่แล้วเอ่ยอย่างลังเล "ฉันเคยเห็นเวทมนตร์แห่งกาลเวลาของจริงแค่ครั้งเดียว มันสามารถย้อนกลับสถานะทางกายภาพของสิ่งต่างๆ ได้จริงๆ แต่ต่อให้เป็นเวทมนตร์แห่งกาลเวลาระดับสุดยอดในตำรา ก็ไม่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้หรอก"
งั้นก็ไม่เข้าเค้าแล้ว
ฟางจิ่วตายไปแล้วครั้งหนึ่งจริงๆ
ถ้าเวทมนตร์แห่งกาลเวลาไม่สามารถชุบชีวิตคนตายได้ แล้วจะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาได้อย่างไร
คงไม่ใช่ว่ามีแม่มดจากจักรวาลไหนสักแห่งมาทำสัญญากับเขาหรอกนะ
ช่วงนี้เขาก็ไม่ได้เจอสิ่งมีชีวิตรูปร่างเหมือนตุ๊กตาสีขาวหูยาวหน้าตาประหลาดๆ ซะด้วยสิ... ระหว่างที่ฟางจิ่วกำลังปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียง "ติ๊งต่อง" ที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู
เสียงกริ่งประตูดังขึ้น
ลิอาสะดุ้งเฮือก โฟลเดอร์ทั้งโฟลเดอร์สั่นสะเทือนไปพร้อมกับหล่อน "โอ้มายก๊อด มันกลับมาแก้แค้นเหรอ!?"
"ถ้ามันจะกลับมาแก้แค้นจริงๆ มันคงไม่มารยาทงามกดกริ่งเรียกหรอกน่า"
ฟางจิ่วเหลือบมองลิอาที่กำลังสั่นงันงกด้วยสีหน้าซับซ้อน "ว่าแต่ ขนาดฉันยังไม่ตื่นตูมเลย แล้วเธอที่เป็นผีไซเบอร์จะมากลัวอะไรนักหนาล่ะเนี่ย"
ลิอาหดหัวกลับไปแล้วบ่นอุบอิบ "เมื่อกี้มันฟลุกต่างหากล่ะ ดาบมันไม่ได้ฟันโดนเคสคอมฯ ถ้าเคสพัง ฉันอาจจะตายจริงๆ ก็ได้... ถึงไม่ตาย แต่ถ้าข้อมูลสูญหาย อย่างเบาะๆ ก็คงเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างนั่นแหละ"
ฟางจิ่ว: "..."
สำหรับนักเวทแล้ว ความเร็วในการปรับตัวให้เข้ากับทฤษฎีสมัยใหม่ของลิอานี่ดูจะเร็วเกินไปหน่อยนะ
"ยังไงก็ระวังตัวด้วยล่ะ"
ลิอาเอ่ยเตือนฟางจิ่วด้วยความเป็นห่วง "อย่าลืมพกอาวุธไปด้วยล่ะ อย่างมีดอีโต้หรืออะไรพวกนั้นน่ะ! ฉันไม่อยากให้เจ้าของบ้านต้องมาม่องเท่งตั้งแต่วันแรกที่ฉันเพิ่งจะได้ที่ซุกหัวนอนหรอกนะ"
มุมปากของฟางจิ่วกระตุก "แล้วเธอซัพพอร์ตฉันไม่ได้หรือไง เธอเป็นนักเวทไม่ใช่เหรอ ไม่มีพลังพิเศษอะไรเลยจริงๆ ดิ"
สายตาของลิอาเหลือบมองขึ้นไปบนเพดานอย่างเงียบๆ "พูดอะไรของนาย... พลังพิเศษงั้นเหรอ? ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีซะทีเดียวหรอกน่า"
ฟางจิ่วดีใจอยู่แวบหนึ่ง แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็วและปั้นหน้าขรึม "เอาอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ 'เพลงคนดี'!"
ลิอาเงียบไปสองวินาที
จากนั้น ลำโพงก็เริ่มบรรเลงเพลง 'พลีชีพเพื่อชาติ' อย่างปลุกใจ
"..."
สีหน้าของฟางจิ่วบิดเบี้ยวทันที เขามีคำด่าเตรียมไว้ในใจเป็นกระบุง แต่เมื่อคิดว่านี่อาจจะเป็นขีดจำกัดความสามารถของลิอาแล้ว ในที่สุดเขาก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป
'พลีชีพเพื่อชาติ' ก็ 'พลีชีพเพื่อชาติ' วะ อย่างน้อยมันก็ช่วยปลุกความกล้าได้จริงๆ แหละน่า
ดังนั้น ท่ามกลางเนื้อเพลงสุดฮึกเหิมอย่าง 'ควันไฟสัญญาณพวยพุ่ง มองขึ้นเหนือสู่ขุนเขาและแม่น้ำ' ฟางจิ่วก็รีบจ้ำอ้าวเข้าครัว คว้ามีดอีโต้มาซ่อนไว้ข้างหลัง แล้วย่องไปที่ประตูหน้าอย่างระแวดระวัง เตรียมพร้อมรับมือพลางพยายามส่องดูผ่านตาแมว
ที่หน้าประตู มีชายสองคนท่าทางอิดโรยสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสแล็กสีดำ ผูกเนกไท ใส่รองเท้าหนัง และสวมหมวกที่เป็นสัญลักษณ์ของพนักงาน
ฟางจิ่วมองปราดเดียวก็จำได้ทันทีว่านี่คือชุดยูนิฟอร์มของพนักงานนิติบุคคลประจำหมู่บ้านของเขา
เขาเพ่งมองใบหน้าภายใต้หมวกให้ชัดขึ้น และเห็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ สองคน คนหนึ่งสูง คนหนึ่งเตี้ย คนสูงไว้ผมยาวปานกลางและสวมแว่นตา รูปร่างหน้าตาของทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่กลับมีสีหน้ารังเกียจและไม่อยากจะทำหน้าที่เหมือนกันเป๊ะ
ฟางจิ่วถอนหายใจอย่างโล่งอก
มาทำงานด้วยหน้าตาบอกบุญไม่รับแบบนี้—คนปกติชัวร์!
มีแต่ 'พวกปลอมเปลือก' ที่ถูกสิ่งลี้ลับสิงสู่เท่านั้นแหละ ที่จะฉีกยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจในที่ทำงานน่ะ
เมื่อคิดได้ดังนี้ ฟางจิ่วก็ค่อยๆ เก็บมีดอีโต้กลับเข้าที่อย่างเงียบๆ สูดหายใจเข้าลึก แล้วค่อยๆ ผลักประตูเปิดออก