- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 22 - ขุนพลยุทธ์
บทที่ 22 - ขุนพลยุทธ์
บทที่ 22 - ขุนพลยุทธ์
สามอัจฉริยะแห่งเมืองเจียง กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับมู่หยวน
ผู้ชมในงานต่างรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป ช่างไม่สมจริงเอาเสียเลย
เหวินเหรินโหรวหน้าซีดเผือด นางรีบร้องตะโกน "ท่านแม่ ไป รีบไปกันเถอะ ... "
ติงหงได้สติกลับมา จึงรีบพาคนเดินจากไป
"เหวินเหรินโหรว พวกเจ้าจะไปไหน" เย่หลิงอิงพุ่งตัวเข้าไปขวางเกี้ยวของเหวินเหรินโหรวเอาไว้
ติงหงด่าทอ "นังเด็กบ้า รีบไสหัวไปให้พ้น"
เย่หลิงอิงไม่รีบร้อน นางแค่นเสียง "ก่อนหน้านี้พวกเจ้าใส่ร้ายป้ายสีท่านพี่ของข้า ตอนนี้ท่านพี่ของข้าชนะการประลอง พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองแล้ว หากพวกเจ้าไม่ให้คำอธิบาย จะจากไปได้อย่างไร"
"เจ้า ... " ติงหงเพิ่งจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของเหวินเหรินโหรวดังขึ้น
เมื่อหันกลับไป ก็เห็นมู่หยวนกระโดดลงมาจากลานประลองและกำลังเดินมาทางนี้
เหวินเหรินโหรวตกใจจนวิญญาณหลุดลอย นางร้องตะโกนด้วยความสั่นกลัว "มู่หยวน ข้า ... ข้าผิดไปแล้ว เจ้า ... เจ้าให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถอะนะ"
มู่หยวนไม่ตอบสนอง เขาพูดเสียงดัง "ท่านเจ้าเมือง ข้าเอาชนะโจวหยาได้แล้ว สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าคนเหล่านี้ใส่ร้ายป้ายสีข้าก่อนหน้านี้"
ท่านเจ้าเมืองปรายตามองมู่หยวน "ใช่"
"ดี" มู่หยวนพยักหน้า "ได้โปรดทำโทษโดยการตัดลิ้นตามกฎหมายของแคว้นอวิ๋นเทียนด้วยเถิด"
เหวินเหรินโหรวตกใจจนแทบจะเป็นลม
"ตัด ... ตัดลิ้นหรือ ไม่ ไม่นะ ... "
ติงหงตกใจจนพูดจาไม่รู้เรื่อง นางร้องไห้ฟูมฟาย "มู่หยวน เจ้าก็ละเว้นสองแม่ลูกอย่างพวกเราเถอะ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะโจวเสียน ... "
เพียะ
ติงหงยังพูดไม่ทันจบ โจวเสียนก็ตบหน้าขวับเข้าให้
"นังแก่สมควรตาย เจ้าพูดพล่อยๆ อันใดกัน เป็นพวกเจ้าเองที่คิดว่ามู่หยวนใช้เล่ห์เหลี่ยมในการประลองโอสถ ข้าถึงได้หวังดีพาพวกเจ้ามา อย่ามาพ่นน้ำลายใส่ร้ายคนอื่นนะ"
พูดจบ โจวเสียนก็หันไปตะโกนใส่ทหารรักษาการณ์เมือง "ยังมัวยืนอึ้งอยู่อีกทำไม รีบตัดลิ้นนังแก่บ้าสองคนนี้เสียสิ"
ทหารรักษาการณ์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ทันใดนั้นท่านเจ้าเมืองก็เอ่ยขึ้น "ลงทัณฑ์"
"ขอรับ" ทหารรักษาการณ์หลายนายพุ่งตัวไปข้างหน้า บีบกรามของติงหงและเหวินเหรินโหรวเอาไว้ ใช้นิ้วมือทั้งสองสอดเข้าไปในปาก จากนั้นก็ดึงออกมา
ฉัวะ
ลิ้นสีแดงสดครึ่งท่อนสองชิ้นถูกดึงออกมา ทั้งสองคนสลบเหมือดไปในทันที
ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองด้วยความหวาดเสียวจนหนังหัวชา
โจวเสียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก สีหน้าของเขาเย็นชา "ไอ้สารเลวแซ่มู่ คราวนี้พอใจแล้วใช่หรือไม่"
มู่หยวนไม่ได้สนใจเขา แต่กลับหันไปมองร่างหนึ่งที่กำลังแอบเดินหลบหนีไปอย่างเงียบๆ
"คุณชายเสิ่น จะรีบไปไหนหรือ"
ร่างของเสิ่นซื่อชะงักไป เขากล่าวว่า "ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่มู่ที่สร้างชื่อเสียงในการประลองครั้งนี้ด้วย น่าเสียดายที่ทางตระกูลเรียกตัวน้องชายคนนี้กลับไปด่วน มิฉะนั้น ข้าคงจะจัดงานเลี้ยงฉลองให้ท่านแล้ว"
มู่หยวนตอบ "ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่กี่วันข้างหน้าข้าก็จะไปรับพี่สาวของเจ้ามาแต่งงานด้วยแล้ว เจ้ารีบกลับไปแจ้งให้ตระกูลเสิ่นเตรียมสินสอดไว้ให้พร้อมเถอะ รอข้าไปสู่ขอ"
แววตาของเสิ่นซื่อแข็งกร้าวขึ้น เขายิ้มแต่ไม่พูดอะไร ทำเพียงประสานมือคารวะแล้วเดินจากไป
เย่เจิ้งเทียนพาคนเดินเข้ามาหาด้วยความรู้สึกโล่งใจ "หยวนเอ๋อร์ คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะก้าวเข้าสู่ระดับเก้าแล้ว ดูเหมือนว่าท่านลุงจะละเลยความสนใจในตัวเจ้าไปจริงๆ "
มู่หยวนส่ายหน้า "ท่านลุงกล่าวหนักเกินไปแล้ว"
เย่สยงกล่าว "ท่านผู้นำตระกูล กลับกันก่อนเถอะ"
"ได้" เย่เจิ้งเทียนเตรียมจะพาคนจากไป
ในตอนนั้นเอง โจวหู่ก็ร้องตะโกนขึ้นมา "ท่านผู้นำตระกูลเย่ช้าก่อน"
เย่เจิ้งเทียนหันไปมอง "ท่านผู้นำตระกูลโจวยังมีธุระอันใดอีกหรือ"
"ข้าน้อยอยากจะแนะนำบุคคลสำคัญท่านหนึ่งให้ท่านรู้จัก" โจวหู่กล่าวเสียงเรียบ "ทุกท่าน ก็โปรดอยู่รอก่อนเถอะ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน หากพวกท่านจากไปตอนนี้ วันหน้าเกิดเสียใจขึ้นมาก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน"
บรรดาผู้นำจากตระกูลใหญ่ต่างก็หยุดเดิน
มีคนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "บุคคลสำคัญที่ท่านผู้นำตระกูลโจวพูดถึงคือใครกัน"
ทันทีที่พูดจบ ด้านนอกก็เกิดความโกลาหลขึ้น
กลุ่มทหารสวมเกราะสีดำปรากฏตัวขึ้นและแหวกทางฝูงชนออก
"ทหารเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ทหารของเมืองเจียงพวกเรานะ"
"ชุดเกราะแบบนี้ ... เป็นทหารรักษาการณ์ของเมืองเซิ่งหยางนี่"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำไว้หนวดเครายาวก็เอามือไพล่หลังเดินเข้ามา
เย่สยงถึงกับตกตะลึง "โจวหลง"
มู่หยวนถาม "ใครกัน"
เย่เจิ้งเทียนมีสีหน้าเคร่งเครียด "พี่ชายของโจวหู่ ได้ยินมาว่าคนผู้นี้เป็นอาจารย์อยู่ในสำนักศึกษาไป่อู่มาตลอด แทบจะไม่ค่อยกลับมาที่เมืองเจียงเลย"
ในระหว่างที่พูด โจวหลงก็เดินเข้าไปหา "ขอคารวะท่านเจ้าเมือง"
"ท่านขุนพลยุทธ์โจวเกรงใจไปแล้ว" ท่านเจ้าเมืองพยักหน้าเบาๆ
"อันใดนะ ขุนพลยุทธ์หรือ" ผู้คนต่างตกตะลึง
ร่างของเย่เจิ้งเทียนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ท่านเจ้าเมืองมองไปที่ฝูงชนและประกาศอย่างช้าๆ "ใต้เท้าโจวหลงได้รับความไว้วางใจจากผู้ว่าการเขต ตอนนี้ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นขุนพลยุทธ์แห่งเมืองเซิ่งหยาง รับผิดชอบดูแลการฝึกฝนทหารยุทธ์ของเมืองเซิ่งหยาง พวกเจ้ายังไม่รีบทำความเคารพท่านขุนพลยุทธ์อีกหรือ"
"ขอคารวะท่านขุนพลยุทธ์"
ทุกคนต่างส่งเสียงร้องทำความเคารพ
คนตระกูลเย่หน้าถอดสี
มู่หยวนหรี่ตาลง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดตระกูลโจวถึงกล้าลงมือกับตระกูลเย่
ที่แท้ก็มีคนผู้นี้คอยหนุนหลังอยู่นี่เอง
"ตามสบายเถอะ" โจวหลงเอามือไพล่หลัง กวาดสายตามองไปที่บรรดาผู้นำตระกูลใหญ่ "การที่โจวผู้นี้มาที่เมืองเจียงในครั้งนี้ ก็เพื่อรับคำสั่งจากท่านผู้ว่าการเขตให้มารวบรวมเสบียงและทรัพยากรจำนวนหนึ่ง ทางเมืองกำลังขยายกองกำลังทหาร จึงต้องการทรัพยากรการฝึกฝนอย่างเร่งด่วน ทุกท่านล้วนเป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองเจียง หากมีทรัพยากรเหลือใช้ ทางเรายินดีให้ราคายุติธรรม ทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎหมายของแคว้นอวิ๋นเทียน ไม่มีการบังคับซื้อบังคับขายอย่างเด็ดขาด"
"ในตอนนี้ ทางเมืองต้องการพื้นที่ป่าวิญญาณสักผืน ท่านผู้นำตระกูลจาง ทางท่านพอจะมีเหลืออยู่บ้างหรือไม่"
"หา" ผู้นำตระกูลจางอึ้งไปเลย
โจวหลงเลิกคิ้วขึ้น "ทำไมกัน ดูเหมือนว่าท่านผู้นำตระกูลจางจะไม่เต็มใจทำประโยชน์เพื่อการพัฒนาของเมืองเซิ่งหยางอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนี้ ขุนพลยุทธ์ผู้นี้ก็จะไม่ฝืนใจท่านหรอก"
"ไม่ ไม่ ไม่ ท่านขุนพลยุทธ์เข้าใจผิดแล้ว ... ในเมื่อเป็นการทำเพื่อเมืองเซิ่งหยาง ตระกูลจางของข้าย่อมไม่ปฏิเสธ พอดีเลย ... ข้ามีสัญญาของป่าวิญญาณผืนหนึ่งอยู่ที่นี่ ก็ ... ก็ขาย ... ไม่ ไม่ ไม่ ยกให้ ขอยกให้ท่านขุนพลยุทธ์ก็แล้วกัน"
ผู้นำตระกูลจางมองดูสัญญาในมือ เขาจะกล้าขัดขืนได้อย่างไร จึงต้องยื่นส่งให้ทั้งน้ำตาที่ตกใน
โจวหลงกล่าวเสียงเรียบ "ท่านผู้นำตระกูลจาง ท่านเข้าใจผิดแล้ว ขุนพลยุทธ์ผู้นี้ไม่ได้ขอให้ท่านยกให้ แต่ให้ท่านขายให้ ขุนพลยุทธ์ผู้นี้บอกแล้วไงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายของแคว้นอวิ๋นเทียน จะใช้อำนาจบีบบังคับผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด"
ผู้นำตระกูลจางชะงักไป "ถ้าเช่นนั้น ไม่ทราบว่าราคาที่ทางท่านผู้ว่าการเขตเสนอมาคือ ... "
โจวหลงชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
ผู้นำตระกูลจางอึ้งไป "หนึ่งแสนหินวิญญาณระดับล่างหรือ"
"ไม่ใช่"
"หนึ่งหมื่น ... ก็ได้นะ ... "
"ช่วงนี้การเงินของเมืองเซิ่งหยางค่อนข้างตึงตัว ภารกิจในครั้งนี้ ท่านผู้ว่าการเขตไม่ได้อนุมัติเงินมาให้มากนัก สำหรับป่าวิญญาณผืนนี้ ข้าจ่ายให้ได้เต็มที่แค่หนึ่งร้อยหินวิญญาณระดับล่างเท่านั้น"
"หนึ่งร้อยก้อนหรือ"
"ท่านจะไม่ขายก็ได้นะ" น้ำเสียงของโจวหลงเย็นเยียบลงหลายส่วน
"ขาย ข้าขาย ... " ผู้นำตระกูลจางแทบจะกระอักเลือด
บัดซบ
ผู้นำตระกูลอื่นๆ ต่างด่าทอในใจ พวกเขาเพิ่งจะจ่ายเงินไปถึงสองแสนก้อนเพื่อซื้อมาจากโจวหู่ ตอนนี้โจวหลงกลับมาขอซื้อคืนในราคาแค่หนึ่งร้อยก้อน นี่มันปล้นกันชัดๆ
แต่ทว่า ใครจะกล้ามีเรื่องกับขุนพลยุทธ์เล่า
ไม่นานนัก โจวหลงก็ใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำดึงเอาทรัพย์สินอย่างหอสุรา ร้านขายยา ที่ขายเลหลังไปก่อนหน้านี้กลับคืนมาได้ทั้งหมด
ทุกคนต่างทั้งโกรธทั้งแค้น
ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าพวกตนตกหลุมพรางของสองพี่น้องโจวหลงและโจวหู่เข้าให้แล้ว
"ท่านผู้นำตระกูลเย่" โจวหลงหันไปมองเย่เจิ้งเทียน
คนตระกูลเย่ต่างก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
อยู่ใต้ชายคาผู้อื่น จำต้องก้มหัวให้
เย่เจิ้งเทียนเตรียมใจที่จะต้องเฉือนเนื้อตัวเองทิ้งแล้ว
โจวหลงกล่าวเสียงเรียบ "ท่านผู้ว่าการเขตกำลังขยายกองทหาร ตอนนี้กำลังขาดแคลนอาวุธเวทอย่างหนัก"
เย่เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง เขากล่าวว่า "ตระกูลเย่ของข้า สามารถยกโรงตีเหล็กให้ได้ ... "
โจวหลงส่ายหน้าปฏิเสธ "ท่านผู้นำตระกูลเย่ เมื่อครู่ข้าเพิ่งจะซื้อโรงตีเหล็กมาจากผู้นำตระกูลหลิวไปแล้วหนึ่งแห่ง ในตอนนี้ ทางท่านผู้ว่าการเขตกำลังขาดแคลนเหมืองวิญญาณอยู่สักแห่ง ข้าเห็นว่า 'เหมืองวิญญาณโม่อวิ๋น' ที่อยู่ในมือของตระกูลเย่นั้นเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง รีบทำหนังสือสัญญาและจัดการโอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยเถิด"
"อันใดนะ เหมืองวิญญาณโม่อวิ๋นหรือ" คนตระกูลเย่ตกใจสุดขีด
เย่เจิ้งเทียนกล่าวเสียงเครียด "ท่านขุนพลยุทธ์ เหมืองวิญญาณโม่อวิ๋นเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตระกูลเย่ของข้า เกรงว่าคงยากที่จะทำตามคำขอได้"
โรงตีเหล็กและหออักษรศิลป์ของตระกูลเย่ล้วนต้องพึ่งพาทรัพยากรจากเหมืองวิญญาณโม่อวิ๋น หากขายไปแล้ว ก็เท่ากับว่าตระกูลเย่ตัดอนาคตตัวเอง
โจวหลงมีสีหน้าเย็นชา "ท่านผู้นำตระกูลเย่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการพัฒนาของเมืองเซิ่งหยาง ตระกูลอื่นๆ ต่างก็ยอมเสียสละกันแล้ว เหตุใดตระกูลเย่ของท่านถึงต้องทำตัวมีอภิสิทธิ์ด้วย หรือว่าท่านต้องการจะขัดขืนคำสั่งของท่านผู้ว่าการเขต"
เย่เจิ้งเทียนมีสีหน้าเคร่งเครียด เขากำหมัดแน่นทั้งสองข้าง
"ท่านผู้นำตระกูลเย่ ลองกลับไปคิดดูให้ดีเถอะ ข้าจะอยู่ที่เมืองเจียงอีกสามวัน สามวันให้หลังข้าจะต้องกลับไปรายงานท่านผู้ว่าการเขต ขอย้ำเตือนไว้ก่อนว่าตระกูลเย่ของพวกเจ้า อย่าได้ทำให้ท่านผู้ว่าการเขตต้องขุ่นเคือง มิฉะนั้น ผลที่ตามมา พวกเจ้าคงไม่อาจแบกรับไหว"
เมื่อโจวหลงพูดจบ เขาก็ปรายตามองมู่หยวนอย่างเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังและพาคนตระกูลโจวเดินจากไป
[จบแล้ว]