- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 16 - ข้ารับคำท้าก็แล้วกัน
บทที่ 16 - ข้ารับคำท้าก็แล้วกัน
บทที่ 16 - ข้ารับคำท้าก็แล้วกัน
"ระดับแปดหรือ"
"เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้" โจวเสียนพุ่งพรวดเข้าไปที่หน้าโต๊ะ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกมา
"นี่ ... นี่มันเป็นวิธีการวาดแบบใดกัน" ใบหน้าชราของซ่งจ้งซีดเผือด เขาจ้องมองอย่างเหม่อลอย
"เป็นระดับแปด คุณหนูสร้างผลงานอักษรภาพระดับแปดออกมาได้แล้ว"
"บรรพบุรุษตระกูลเย่คุ้มครอง ตระกูลเย่ของพวกเรา มีอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานถือกำเนิดขึ้นแล้ว อัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานจริงๆ " ถงป๋อร้องไห้น้ำตาอาบหน้าชรา คุกเข่าลงกับพื้นแล้วเงยหน้าตะโกนก้องฟ้า
คราวนี้ถึงตาของคนจากหออักษรศิลป์ตระกูลเย่โห่ร้องด้วยความดีใจบ้างแล้ว
การที่สามารถสร้างผลงานระดับแปดได้ ก็ถือว่าเป็นบัณฑิตวิญญาณระดับแปดแล้ว
บัณฑิตวิญญาณระดับแปดที่มีอายุเพียงเท่านี้ ในรอบร้อยปีก็ยังยากที่จะพบเห็น ต่อให้มองไปทั่วทั้งสามสิบหกเขตแห่งเมืองเซิ่งหยาง ก็ยังถือเป็นตัวตนระดับจุดสูงสุด
เย่หลิงอิงยืนอึ้งอยู่หน้าโต๊ะ ภาพวาดระดับแปดนี้ ... เป็นฝีมือของข้าจริงๆ หรือ
มู่หยวนมองด้วยสายตาเรียบเฉย "ท่านอาจารย์ซ่ง ท่านในฐานะปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเซิ่งหยาง กลับไม่รู้จักแม้กระทั่งภาพวาดระดับแปด ดูเหมือนว่าท่านก็เป็นแค่พวกหลอกลวงที่ใช้ชื่อเสียงจอมปลอมเท่านั้น"
"เจ้า ... เจ้ากล้าลบหลู่ข้าหรือ" ซ่งจ้งจิตใจแตกสลาย นิ้วมือสั่นเทาอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น พรวด เลือดเก่าๆ คำโตก็พุ่งออกจากปาก ร่างของเขาหงายหลังล้มตึงลงไป
"ท่านอาจารย์ซ่ง" โจวเสียนรีบเข้าไปพยุงซ่งจ้งเอาไว้ ในใจทั้งตกใจและประหลาดใจ
ซ่งจ้งฝืนกลั้นลมหายใจเฮือกสุดท้ายแล้วด่าทอด้วยความเคียดแค้น "คุณชายเสียน ตระกูลเย่มีคนเก่งคอยช่วยเหลือ ... หากไม่กำจัดทิ้ง ก็ไม่อาจต่อกรด้วยได้"
โจวเสียนสะดุ้ง "คนเก่งหรือ เย่หลิงอิงหรือ"
"ไม่ใช่ เป็นเจ้าเด็ก ... แซ่มู่นั่น ... "
"เป็นไปได้อย่างไร" โจวเสียนรีบหันไปมองมู่หยวน ในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
แต่ไม่นานนัก เขาก็เหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ จึงลุกขึ้นพรวดแล้วด่าทออย่างเกรี้ยวกราด "มู่หยวน เจ้าช่างกล้าหาญนัก ถึงกับกล้าลบหลู่ท่านอาจารย์ซ่ง อภัยให้ไม่ได้ คนของข้า ไปจับตัวมันมาให้ข้าเดี๋ยวนี้"
"ขอรับ" นักเลงจากหออักษรศิลป์ตระกูลโจวที่อยู่ด้านหลังพุ่งตัวเข้ามาทันที
เย่หลิงอิงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด "โจวเสียน กลางวันแสกๆ เช่นนี้ เจ้ากล้าลงมือหรือ"
ในดวงตาของโจวเสียนฉายแววโหดเหี้ยม "ท่านอาจารย์ซ่งจ้งเป็นแขกคนสำคัญที่มาจากเมืองเซิ่งหยาง ตอนนี้กลับถูกพวกเจ้ารังแก ไปถึงท่านเจ้าเมือง ข้าก็ยังมีเหตุผล ฆ่ามัน"
ทั้งสองฝ่ายแตกหักกันโดยสมบูรณ์และเข้าพัวพันต่อสู้กัน ผู้ชมต่างกรีดร้อง ภายในงานตกอยู่ในความโกลาหล
"คนอื่นไม่ต้องไปสนใจ จัดการไอ้สุนัขสารเลวนี่ให้ข้าก่อน เพื่อระบายความแค้นให้ท่านอาจารย์ซ่ง" โจวเสียนชี้ไปที่มู่หยวนแล้วคำรามเสียงต่ำ
ยอดฝีมือคนหนึ่งที่อยู่ข้างกายพุ่งตรงเข้าไปหามู่หยวนทันที กระบี่คมกริบถูกชักออกจากฝัก ฟาดฟันตรงไปที่หน้าผาก นี่มันกะจะเอาให้ตายชัดๆ
แววตาของมู่หยวนแข็งกร้าวขึ้น เขาดึงกระบี่ที่เอวออกมารับการโจมตี
เคร้ง คมกระบี่ถูกฝักกระบี่ไม้สกัดกั้นเอาไว้อย่างมั่นคง ชายผู้นั้นตกใจสุดขีด
ตัวเขาเองมีพลังฝึกตนระดับเจ็ด พละกำลังสามารถผ่าเขาแยกหินได้ แต่ไอ้สวะนี่กลับใช้แค่ฝักกระบี่ไม้ก็สามารถต้านทานไว้ได้งั้นหรือ
ทว่าไม่ทันได้คิดอะไรมาก ท่อนแขนของมู่หยวนก็สั่นสะเทือน ปราณวิญญาณอันมหาศาลสั่นไหวไปตามฝักกระบี่ไม้ ชายผู้นั้นถึงกับเซถอยหลังไป
โจวเสียนโกรธจนแทบระเบิด "ไอ้พวกไม่ได้เรื่อง แค่ไอ้สวะที่มีพลังวิญญาณระดับห้าก็จัดการไม่ได้หรือ" สิ้นเสียง เขาก็ชูกระบี่พุ่งเข้ามาหมายจะสังหาร
"นายน้อย อย่าขอรับ" ยอดฝีมือตระกูลโจวร้องห้ามด้วยความร้อนรน แต่ก็สายไปเสียแล้ว
เห็นเพียงมู่หยวนชักกระบี่ออกมาอย่างกะทันหัน แสงอันเย็นยะเยือกสว่างวาบราวกับสายฟ้า
พรวด หน้าอกของโจวเสียนถูกผ่าเปิดออกทั้งเป็น ร่างของเขาถูกฟันจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้นทันที
เคร้ง หินวิญญาณหล่อหลอมปราณก็หล่นลงกับพื้นเช่นกัน
"เจ้าแพ้แล้ว ของชิ้นนี้ ควรตกเป็นของข้า" มู่หยวนฉวยโอกาสหยิบหินวิญญาณหล่อหลอมปราณไป
"นายน้อย"
"ไอ้สารเลว ฆ่ามันซะ" คนตระกูลโจวตาแดงก่ำ พวกเขาพุ่งเข้าหามู่หยวนอย่างไม่คิดชีวิต
"หยุดเดี๋ยวนี้" ในตอนนั้นเอง เย่สยงก็ลอยตัวลงมาท่ามกลางฝูงชนอย่างกะทันหัน
เขาเร่งปราณวิญญาณ พลังอันยิ่งใหญ่สั่นสะเทือนจนบังคับให้ทั้งสองฝ่ายต้องแยกออกจากกัน
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่" ลูกจ้างหออักษรศิลป์ร้องเรียกด้วยความดีใจ คนของตระกูลเย่จำนวนมากแห่มาถึงที่เกิดเหตุ
"ทำไม หรือว่าตระกูลเย่คิดจะเปิดศึกกับตระกูลโจวของข้าอย่างนั้นหรือ" เสียงอันเย็นชาอีกเสียงหนึ่งดังมาจากนอกวงล้อม
กำลังเสริมของตระกูลโจวก็มาถึงแล้วเช่นกัน ฝูงชนแหวกทางออก ชายคนหนึ่งที่สวมชุดคลุมผ้าไหมสีขาวนวลเดินเข้ามา
รูปร่างของเขาสูงตระหง่านราวกับต้นสน คิ้วกระบี่ดวงตาดุจดวงดาวแฝงไปด้วยความสง่างามและความเย่อหยิ่งที่มีมาแต่กำเนิด
"เป็นคุณชายโจวหยา"
"โจวหยาหนึ่งในสามอัจฉริยะแห่งเมืองเจียงน่ะหรือ"
ฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ ส่งเสียงร้องอุทานออกมาเป็นระลอก
มู่หยวนกวาดสายตามองอย่างเรียบเฉย อัจฉริยะที่โดดเด่นที่สุดในเมืองเจียงมีอยู่สามคน คนของตระกูลเสิ่นผู้นั้น เย่หลิงซีที่นอนป่วยอยู่บนเตียง และคนที่เหลือ ก็คือคนที่ชื่อโจวหยาตรงหน้านี้นี่เอง
ตระกูลเย่และตระกูลโจวชักกระบี่ขึ้นเผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างจ้องมองด้วยความระแวดระวัง
โจวหยาเดินเข้ามาใกล้ กวาดสายตามองซ่งจ้ง จากนั้นก็นั่งยองๆ ลงตรวจสอบบาดแผลของโจวเสียน ในดวงตาของเขามีความเย็นยะเยือกเอ่อล้นออกมาทันที
"ท่านพี่ ... " โจวเสียนร้องเรียกอย่างอ่อนแรง
"วางใจเถอะน้องชาย บัญชีแค้นครั้งนี้ ข้าจะทวงคืนให้เจ้าเอง" โจวหยาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กระบี่ที่เอวสั่นไหวเบาๆ จิตสังหารพุ่งพล่าน
เย่สยงเอามือไพล่หลังและมองด้วยสายตาเรียบเฉย "คุณชายหยา ตระกูลโจวของเจ้าแพ้การประลองก็เลยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแล้วลงมือกับตระกูลเย่ของข้าอย่างเปิดเผย ทำไม คิดว่าตระกูลเย่ของข้ารังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ"
สายตาของโจวหยาเย็นชา เขาชี้ไปที่มู่หยวน "ส่งตัวคนผู้นี้มา แล้วตระกูลเย่กับตระกูลโจวจะยังคงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ"
เย่สยงส่ายหน้าเบาๆ "ไม่ได้"
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเย่ ข้าได้ยินมาว่าคนผู้นี้ถูกตระกูลเย่ของท่านขับไล่ออกจากจวนไปแล้ว จะปกป้องเขาไปทำไมอีก"
"นี่เป็นเรื่องภายในของตระกูลเย่ คุณชายหยาไม่จำเป็นต้องถามให้มากความ"
"พูดเช่นนี้ หมายความว่าท่านผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเย่ตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะยอมแตกหักกับตระกูลโจวของข้าเพื่อเขางั้นหรือ"
"ท่านเจ้าเมืองมีคำสั่ง ห้ามต่อสู้กันด้วยอาวุธภายในเมือง หากยังมีใครอยากจะลงมือต่อ ตระกูลเย่ของข้า ก็พร้อมจะสู้จนถึงที่สุด" เมื่อสิ้นคำพูดของเย่สยง ยอดฝีมือตระกูลเย่รอบๆ ก็พากันเข้ามาล้อมวง
โจวหยากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยแววตาเย็นชา "ดี ดี ดีมากตระกูลเย่ แต่ว่า คนที่ข้า โจวหยา คิดจะจัดการ ตระกูลเย่ของท่าน จะปกป้องไว้ได้หรือ"
พูดจบ เขากก็ล้วงเอาป้ายคำสั่งออกมาจากตัวแล้วยื่นส่งให้คนข้างกาย
ชายผู้นั้นรับป้ายคำสั่งมาแล้วมองไปที่โจวหยา เมื่อเห็นเขาพยักหน้า ก็รีบกระโดดขึ้นม้าแล้วควบออกไปอย่างรวดเร็ว
"เขาจะไปไหน"
"ทิศทางนั้น ... เหมือนจะเป็นจวนเจ้าเมืองหรือเปล่า"
"คุณชายโจวหยามอบป้ายคำสั่งประจำตัวของตัวเองไป หรือว่า ... เขาจะขอท้าประลองเป็นตาย"
ฝูงชนส่งเสียงร้องอุทานออกมา คนของตระกูลเย่ต่างก็ไม่อยากจะเชื่อ
"ประลองเป็นตายหรือ" มู่หยวนครุ่นคิดเล็กน้อย ในใจก็พอจะมีความทรงจำเรื่องนี้อยู่บ้าง
นี่คือการประลองที่สามารถยื่นเรื่องขอได้เฉพาะเวลาที่ต้องการสะสางความแค้นฝังลึกเท่านั้น โดยผู้ท้าประลองจะต้องมอบของเป็นพยานให้แก่ท่านเจ้าเมืองพร้อมกับระบุเหตุผลในการท้าประลอง ตราบใดที่ท่านเจ้าเมืองเห็นว่าสมเหตุสมผล ก็จะอนุมัติให้ผ่าน เมื่อผ่านแล้ว ก็จะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว ไม่เพียงแค่สะสางความแค้น แต่ยังตัดสินความเป็นตายด้วย
ใบหน้าชราของเย่สยงตึงเครียดขึ้นมาทันที "คุณชายโจวหยา ทำเกินไปแล้วกระมัง"
"ข้าเคยบอกแล้วว่า คนที่ข้า โจวหยา คิดจะจัดการ ตระกูลเย่ของท่าน ปกป้องไว้ไม่ได้หรอก" โจวหยาเอามือไพล่หลังพลางกล่าว
เย่สยงขมวดคิ้วแน่น "เดี๋ยวข้าจะไปที่จวนเจ้าเมืองด้วยตัวเอง เพื่ออธิบายให้ท่านเจ้าเมืองฟัง คำขอท้าประลองของเจ้า อาจจะไม่ผ่านก็ได้"
"ไม่ผ่านงั้นหรือ" โจวหยาชี้ไปที่โจวเสียนที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วปรายตามองซ่งจ้งที่มีสภาพทุลักทุเล "ทำร้ายน้องชายของข้าต่อหน้าธารกำนัล แถมยังลบหลู่ท่านอาจารย์ซ่งจ้งแขกคนสำคัญของเมืองเจียง ท่านคิดว่าท่านเจ้าเมืองจะไม่อนุมัติอย่างนั้นหรือ"
"เจ้า ... " เย่สยงมีหรือจะไม่รู้ เขากวาดสายตามองมู่หยวนแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "รีบเตรียมของขวัญ ข้าจะไปที่จวนเจ้าเมือง ... "
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ข้าจะไปกับท่านด้วย" เย่หลิงอิงรีบพูด
"เจ้าอยู่ที่นี่แหละ หออักษรศิลป์ตระกูลเย่จะไม่มีคนคอยดูแลไม่ได้" ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวเสียงเครียด ก่อนจะจูงม้าเตรียมตัวจากไป
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงของมู่หยวนก็ดังขึ้นกะทันหัน "ไม่ต้องไปหรอก การประลองเป็นตาย ข้ารับคำท้าก็แล้วกัน"
ชั่วพริบตานั้น ภายในงานก็เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกคนต่างเบิกตากว้างมองไปที่มู่หยวน แม้แต่โจวหยาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามอง
เย่หลิงอิงร้อนใจจนกระทืบเท้า "ท่านพี่ ท่านบ้าไปแล้วหรือ นั่นคือโจวหยานะ"
"ไอ้เด็กบ้า ยังคิดว่าเรื่องมันไม่ใหญ่พออีกหรือ รีบกลับไปเดี๋ยวนี้" เย่สยงตวาดด้วยความโกรธ
มู่หยวนปรายตามองเย่สยงแล้วกล่าวเสียงเรียบ "โจวเสียนถูกข้าทำร้าย ไม่เกี่ยวกับตระกูลเย่ เรื่องนี้ควรให้ข้าเป็นคนจัดการ"
"เจ้า ... "
"นับว่าพอมีความกล้าหาญอยู่บ้าง" โจวหยาพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง "แต่ก็ถูกของเจ้า ป้ายคำขอประลองจะต้องผ่านการอนุมัติอย่างแน่นอน จะต้องเปลืองแรงคนไปทำไม หากไม่มีเรื่องอันใดผิดพลาด พรุ่งนี้ตอนเที่ยง เจอกันที่ลานประลองเป็นตาย"
พูดจบ เขาก็พาโจวเสียนและซ่งจ้งจากไป
เย่สยงปรายตามองมู่หยวนโดยไม่พูดอะไรสักคำ เขากระโดดขึ้นม้าแล้วพุ่งตรงไปยังจวนเจ้าเมือง
[จบแล้ว]