- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 9 - เจตจำนงกระบี่เงาพราย
บทที่ 9 - เจตจำนงกระบี่เงาพราย
บทที่ 9 - เจตจำนงกระบี่เงาพราย
หน้าประตูหอการค้า
"คุณชาย ครั้งนี้ได้กำไรมาทั้งหมดหกแสนเจ็ดหมื่นหินวิญญาณ แบ่งกันคนละครึ่ง นี่คือส่วนของท่าน ใช้สิ่งนี้สามารถแลกเปลี่ยนหินวิญญาณและซื้อสินค้าที่หอการค้ารงฝูได้ทุกสาขาทั่วแคว้น" เจียงเยว่ยื่นบัตรสีดำที่มีสัญลักษณ์พิเศษของหอการค้ารงฝูให้
มู่หยวนไม่ปฏิเสธ เขารับยาเม็ดระดับสวรรค์ทั้งสองเม็ดมาแล้วกำชับว่า "หลังจากกินเข้าไปแล้วให้เดินลมปราณปรับลมหายใจวันละสามก้านธูปก็พอ ... "
เจียงเยว่พิจารณายาเม็ดในมืออย่างละเอียด แววตามีประกายแสงวาบผ่าน
ในตอนนั้นเอง บนถนนก็มีเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้น เย่หลิงอิงนำยอดฝีมือของตระกูลเย่กว่าสิบคนควบม้าพุ่งตรงมาทางนี้ ผู้คนบนถนนต่างพากันหลีกทางให้
"ฮี้" หญิงสาวดึงบังเหียนแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้า ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความร้อนรน "เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่"
"ไม่เป็นไร พวกเจ้ามาทำอันใดกัน" มู่หยวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เย่หลิงอิงตอบ "ที่บ้านรู้เรื่องที่เจ้าประลองโอสถกับสมาคมนักปรุงยา จึงให้พวกเรามาคอยดูแล"
"มู่หยวน เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว สมาคมนักปรุงยายิ่งใหญ่เพียงใด จะไปล่วงเกินได้อย่างไร"
"ตอนนี้เจ้าออกจากจวนตระกูลเย่แล้ว นิสัยก็ควรจะปรับปรุงเสียบ้าง หากวันหน้าไปก่อเรื่องใหญ่โต พวกเราก็อาจจะช่วยเจ้าไม่ได้หรอกนะ" คนของตระกูลเย่สองสามคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้านหลังพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อเจียงเยว่ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวเสียงเรียบ "ก็แค่นักปรุงยาไม่กี่คน จะมีอันใดน่าพูดถึง ทักษะการปรุงยาของพวกเขาเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณชายแล้วก็ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อย"
"แม่นางเจียง ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่า ... "
"การประลองโอสถ คุณชายเป็นฝ่ายชนะ"
คำพูดเพียงไม่กี่คำราวกับค้อนเหล็กหนักอึ้งที่ทุบลงกลางแสกหน้าของเย่หลิงอิงและคนอื่นๆ มู่หยวน ... ชนะสมาคมนักปรุงยารึ เป็นไปได้อย่างไร คนตระกูลเย่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"รับไป" มู่หยวนยื่นยาเม็ดอีกเม็ดหนึ่งให้เย่หลิงอิง
เย่หลิงอิงรับไปโดยสัญชาตญาณ นางสัมผัสได้เพียงว่ายาเม็ดนี้กลมกลึงโปร่งแสงและมีกลิ่นหอมเตะจมูก "นี่คือ ... "
"เอากลับไปให้หลิงซีดื่มแล้วบำรุงให้ดี ไม่เกินหนึ่งเดือนก็จะหายเป็นปกติ" พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไป
รูม่านตาของเย่หลิงอิงเบิกกว้าง นางมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของมู่หยวนพลางรู้สึกผิดขึ้นมาในใจอย่างกะทันหัน ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนจบเขาก็ยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของพี่สาวมาโดยตลอด
หญิงสาวขบเม้มริมฝีปากแน่น จู่ๆ ก็ตะโกนเรียก "ท่านพี่ ... "
คำเรียกขานที่ไม่ได้ยินมาเนิ่นนานทำให้มู่หยวนรู้สึกหวั่นไหวในใจเล็กน้อย เขาหยุดฝีเท้าลง "มีอันใดหรือ"
เย่หลิงอิงลังเลอยู่นานกว่าจะเอ่ยปาก "พรุ่งนี้ที่ชานเมืองทางเหนือของเมืองเจียงมีงานชุมนุมบัณฑิต ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองเซิ่งหยาง ท่านผู้เฒ่าซ่งจ้ง จะเดินทางมาด้วยตัวเอง เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง เจ้า ... ไปร่วมงานเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่"
มู่หยวนหันกลับไปมองอย่างเงียบๆ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ "ได้"
...
ข่าวการประชันประลองโอสถแพร่กระจายไปทั่วเมืองเจียงราวกับไฟลามทุ่ง ผู้คนต่างตกตะลึงและวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วทุกตรอกซอกซอย
บ้านไร่ทางตะวันตกของเมือง
มู่หยวนถอดเสื้อท่อนบนออกแล้วนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ เขาเพิ่งกลืนโอสถหล่อหลอมกายาเก้าชั้นลงท้องไป สรรพคุณยาค่อยๆ กระจายออก พลังงานอันร้อนแรงพุ่งทะลวงไปตามเส้นลมปราณต่างๆ ทั่วร่าง
กร๊อบ แกร็บ
เสียงกระดูกลั่นดังมาจากข้อต่อทั่วทั้งตัว
ในตอนนี้ร่างกายราวกับกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บนหน้าผากมีหยาดเหงื่อผุดขึ้นมา ร่างกายนี้มีความแข็งแกร่งต่ำเกินไป จนทำให้ความรู้สึกฉีกขาดที่เกิดจากยาเม็ดนั้นชัดเจนเป็นพิเศษ
เขาอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วจมจิตสำนึกลงไปในทะเลวิญญาณเพื่อตรวจดูปราณกระบี่และพยายามทำความเข้าใจกับเจตจำนงกระบี่
ก่อนหน้านี้เขาทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ตอนนี้มียาวิเศษคอยช่วยเหลือ ความแข็งแกร่งของร่างกายจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก การจะรับมือกับอีกครึ่งที่เหลือก็อาจจะพอลองดูได้
จิตใจค่อยๆ สงบและแจ่มใส เจตจำนงกระบี่หลั่งไหลเข้าสู่ทะเลวิญญาณราวกับเส้นด้าย พวกมันล่องลอยอยู่เหนือทะเลวิญญาณ ค่อยๆ มารวมตัวกันทีละน้อย ทีละน้อย
ชั่วพริบตานั้น ปราณวิญญาณภายในทะเลวิญญาณก็พลุ่งพล่านและพุ่งพล่านไปทั่ว ทุกครั้งที่เกิดการพุ่งชน ปราณวิญญาณก็จะได้รับการยกระดับและเกิดใหม่
ตู้ม
ทะลวงระดับแล้ว
พลังวิญญาณระดับเจ็ด
ปราณวิญญาณเสริมรากฐานให้มั่นคง สามารถผ่าเขาแยกหินได้
ตู้ม
ทะลวงระดับอีกครั้ง
พลังวิญญาณระดับแปด
ปราณเกราะวิญญาณปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก สามารถปกป้องคุ้มครองร่างกายได้
แต่นี่ยังไม่พอหรอกนะ
การพุ่งชนของปราณวิญญาณบีบอัดเจตจำนงกระบี่อย่างบ้าคลั่ง หมายจะหล่อหลอมพวกมันให้เป็นรูปร่าง มู่หยวนกัดฟันกรอด เขารวบรวมสมาธิทั้งหมด
ในที่สุด
เพียะ
เสียงเบาๆ ดังขึ้น
ราวกับเสียงร้องแผ่วเบาของจักจั่นในฤดูร้อน เสียงที่ไม่ได้ดังมากนักกลับทำให้ทุกคนในรัศมีร้อยลี้สะท้านไปทั้งใจ
สำเร็จแล้ว
มู่หยวนหน้ามืดตาลาย ร่างกายหมดเรี่ยวแรงจนล้มหงายหลังลงบนเตียงไม้ ผ่านไปพักใหญ่กว่าเขาจะฟื้นคืนสติ
เมื่อมองเข้าไปในทะเลวิญญาณก็เห็นเงากระบี่อันลึกล้ำสายหนึ่งลอยอยู่เบื้องบน มันเป็นสิ่งที่เกิดจากความว่างเปล่าและความเป็นจริง สามารถกลืนกินวิญญาณและกัดกร่อนจิตวิญญาณได้
นี่ก็คือเจตจำนงกระบี่ที่สมบูรณ์แบบซึ่งเข้าใจได้จากภายในปราณกระบี่ เจตจำนงกระบี่เงาพราย
มู่หยวนกวาดสายตามองไปที่โต๊ะ เขาขยับนิ้วเบาๆ เจตจำนงกระบี่เงาพรายก็พุ่งออกไปราวกับสายฟ้า รวดเร็วและไร้ร่องรอย มันห่อหุ้มเทียนไขเล่มหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะเอาไว้
แล้วสะบัดออกไป
ฟิ้ว
เทียนไขเล่มนั้นพุ่งปักทะลุกำแพงเข้าไปทั้งเล่มราวกับตะปู
"การจะทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ได้ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ขั้นก่อวิญญาณ และเต็มที่ก็ทำได้แค่ระดับ 'กระบี่สถิต' ขั้นต้นเท่านั้น แต่ปราณกระบี่นี้ไม่เพียงช่วยให้ข้าทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ได้ด้วยระดับการฝึกตนเพียงระดับแปด แต่ยังก้าวข้ามไปถึงขั้น 'กระบี่ผสาน' อีกด้วย ช่างเหลือเชื่อจริงๆ"
"หากสามารถซ่อมแซมปราณกระบี่ได้ ความเร็วในการฝึกตนย่อมก้าวหน้าไปไกลอย่างรวดเร็วแน่นอน อีกทั้งระดับของปราณกระบี่ก็อาจจะถูกยกระดับขึ้นไปได้อีก" มู่หยวนบ่นพึมพำกับตัวเอง เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินออกไปนอกประตู
ภายนอกบ้าน
"นายน้อย ท่านกำลังจะไปไหนหรือขอรับ" อิ่งหู่ที่นั่งอยู่บนม้าหินวางหนังสือในมือลง
"จะไปตีอาวุธเหมาะมือสักชิ้น"
มู่หยวนเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเอ่ยอย่างรวดเร็ว "เจ้าไปที่หอการค้ารงฝู ซื้อหินวิญญาณหล่อหลอมปราณมาให้ข้าสักก้อน"
"อันใดนะขอรับ" อิ่งหู่อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแห้งๆ "นายน้อย หินวิญญาณหล่อหลอมปราณเป็นของล้ำค่าชั้นยอดที่ใช้หล่อหลอมทะเลวิญญาณและเสริมความแข็งแกร่งให้ปราณวิญญาณ หายากยิ่งนัก หากหอการค้ามีก็คงถูกคนซื้อไปนานแล้วขอรับ"
"แล้วจะหาได้จากที่ใด"
"ทั่วทั้งเมืองเจียง ข้าเคยได้ยินแต่ตระกูลโจวที่มี แต่พวกเขาก็เตรียมไว้เพื่อให้อัจฉริยะของตระกูลใช้ในการเข้าสู่ขั้นก่อวิญญาณ ไม่มีทางยอมขายให้เด็ดขาดขอรับ" อิ่งหู่ตอบอย่างจนใจ
หินวิญญาณหล่อหลอมปราณเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการซ่อมแซมปราณกระบี่
ตระกูลโจวงั้นหรือ
มู่หยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินออกจากลานบ้านไป
ทางตะวันตกของเมืองถือเป็นแหล่งสลัมของเมืองเจียง พื้นที่เกษตรกรรมแถบนี้กว้างขวางแต่มีผู้คนอาศัยอยู่เบาบาง นานๆ ครั้งถึงจะเห็นชาวนาสองสามคนแบกจอบเดินผ่านไปมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด จู่ๆ ก็มีจิตสังหารสายหนึ่งพุ่งเป้ามาที่เขา
มู่หยวนหยุดฝีเท้าลง
มีคนหลายคนเดินออกมาจากหลังต้นไม้ริมถนนอย่างช้าๆ พวกเขาปิดบังใบหน้า ถือกระบี่ และแต่ละคนก็มีสายตาดุร้าย
มู่หยวนหันไปมอง "ใครส่งพวกเจ้ามา"
ชายคนหนึ่งตะโกนเสียงต่ำ "คนตายจะถามไปทำไมให้มากความ"
"ฆ่า"
กลุ่มคนร้ายปิดหน้าไม่พูดพร่ำทำเพลง พวกเขาชูกระบี่ขึ้นแล้วพุ่งเข้าฟันทันที
[จบแล้ว]