- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 7 - เคล็ดวิชาควบคุมโอสถมหาอัคคี
บทที่ 7 - เคล็ดวิชาควบคุมโอสถมหาอัคคี
บทที่ 7 - เคล็ดวิชาควบคุมโอสถมหาอัคคี
หกพัน สู้ราคาจริงๆ หรือ ภายในงานเงียบกริบเป็นเป่าสาก
ในเวลานั้น ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราก็รีบเดินออกมาจากหลังเวที ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างขณะก้าวขึ้นเวทีแล้วตะโกนเสียงดัง "แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ข้าน้อยคือประธานหอการค้ารงฝู การประมูลในครั้งนี้ เสนอราคาจนถึงขีดสุดแล้ว ลำดับต่อไป จะดำเนินการประชันประมูลตามกฎของโรงประมูลรงฝู"
"เยี่ยมไปเลย" เหล่าแขกเหรื่อต่างปรบมือเกรียวกราว
หอการค้าเมืองเจียงไม่ได้เห็นการประชันประมูลมาสามปีแล้ว และตอนนี้ยังเป็นการแข่งขันระหว่างหอกระบี่หลงเสวียนกับสมาคมนักปรุงยาอีก ใครบ้างล่ะที่จะไม่ตั้งตารอ
ประธานส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าว "การประชันในครั้งนี้ เนื่องจากสิ่งของที่ประมูลคือเตาปรุงยา ดังนั้นขอบเขตของการประชันจึงเป็นการประลองโอสถและการประลองยุทธ์ ขอเชิญคุณชายมู่หยวนและนักปรุงยาหลี่ลู่ปรึกษาหารือเพื่อตกลงรายการประชันกันเถิด"
"ให้พวกเขาเลือกเถอะ" หลี่ลู่ยิ้มบางๆ "จะได้ไม่มีใครมาหาว่าสมาคมนักปรุงยาของพวกเรารังแกผู้น้อย"
"เลือกการประลองโอสถ" มู่หยวนกล่าว
ภายในงานเงียบสงัดลงทันที
เจียงเยว่หรี่ดวงตากลมโตลงแล้วกล่าว "คุณชาย หากเป็นการประลองยุทธ์ ข้าพอจะสู้ได้นะ"
"สู้ไม่ได้หรอก" มู่หยวนส่ายหน้า "นักปรุงยาระดับสูง อย่างน้อยก็มีพลังฝึกตนระดับเก้า อย่าคิดที่จะท้าทายข้ามระดับเลย นั่นเป็นการกระทำที่โง่เขลาและไร้เดียงสาที่สุด หากเลือกการประลองโอสถ พวกเขาต่างหากที่กำลังต่อสู้ข้ามระดับกับข้า"
เจียงเยว่หันไปมองเบาๆ
ทว่ากลุ่มคนจากสมาคมนักปรุงยากลับเดือดดาลขึ้นมาแล้ว อวดดี อวดดีเกินไปแล้ว นี่มันเป็นการยั่วยุสมาคมนักปรุงยาชัดๆ หลี่ลู่หรี่ดวงตาที่ฝ้าฟางลง ต่อให้อารมณ์ดีแค่ไหนก็ยากที่จะสะกดกลั้นเอาไว้ได้
"คุณชายมู่หยวนกำหนดให้เป็นการประลองโอสถ ขอถามนักปรุงยาหลี่ว่าท่านมีข้อขัดข้องหรือไม่" ประธานรงฝูเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
"ก็เอาตามที่เขาปรารถนา" หลี่ลู่โบกมือใหญ่อย่างไม่ใส่ใจ
ประธานรงฝูตะโกนเสียงดัง "ทั้งสองฝ่ายตกลงเนื้อหาการประชันแล้ว นั่นคือการประลองโอสถ เพื่อเพิ่มสีสันให้กับบรรยากาศการประชัน ทางโรงประมูลขอรับเป็นเจ้ามือตามธรรมเนียม หากแขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจ สามารถใช้เวลาช่วงเตรียมการนี้ร่วมวางเดิมพันได้"
ภายในงานเกิดความคึกคักขึ้นมาทันที
"พี่มู่หยวน" ในตอนนั้นเอง เหวินเหรินโหรวก็ส่งเสียงเรียก นางเดินเคียงคู่มากับหลินเฉิน มุมปากของนางยกยิ้มขึ้นแสร้งทำสีหน้าอ่อนโยนพลางกล่าว "ได้ยินมาว่าท่านถูกตระกูลเย่ขับไล่ออกมา สำหรับข้าแล้ว ตระกูลเย่ช่างตาบอดที่ไม่รู้จักของล้ำค่า ยังดีที่แม่นางเจียงแห่งหอกระบี่หลงเสวียนตาแหลมคม ถึงได้รับรู้ว่าท่านคือของล้ำค่าเช่นนี้"
พรวด แขกหลายคนที่อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
"ที่แท้เจ้านี่ก็คือบุตรบุญธรรมตระกูลเย่นั่นเอง"
"อย่างเขานี่นะของล้ำค่า กองอาจมเสียมากกว่ามั้ง"
"หอกระบี่หลงเสวียนถึงกับเอาขยะเช่นนี้มาเป็นสมบัติ ช่างน่าขันสิ้นดี"
"ฮ่าฮ่า ... "
เมื่อเจียงเยว่ได้ยินเช่นนั้น คิ้วเรียวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางกล่าวเสียงเรียบ "คุณหนูชมเกินไปแล้ว ข้าเป็นคนสายตาเฉียบแหลมมาแต่ไหนแต่ไร ข้าเคยเก็บสุนัขมาได้ตัวหนึ่ง เลี้ยงดูมันมาสามปี พอเห็นหน้าข้ามันก็จะกระดิกหางประจบประแจง ทว่าสายตาของคุณชายมู่กลับแย่มาก เวลาสามปี ต่อให้เป็นสุนัขก็ยังเลี้ยงจนเชื่องได้ แต่กลับเลี้ยงคนคนหนึ่งไม่เชื่อง"
ใบหน้างดงามของเหวินเหรินโหรวเปลี่ยนสีทันที แขกที่อยู่รอบๆ ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเพิ่งตั้งสติได้ ทุกคนต่างรู้ดีว่ามู่หยวนยอมเป็นสุนัขรับใช้เหวินเหรินโหรวมาถึงสามปี ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ยังกล้ามาเยาะเย้ยมู่หยวนอีก ช่างเป็นคนที่สู้สุนัขไม่ได้จริงๆ ชั่วขณะนั้นรอบด้านก็มีเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้น
เหวินเหรินโหรวทั้งอับอายและโกรธแค้น
ในขณะที่กำลังทำอะไรไม่ถูก หลินเฉินก็เอ่ยขึ้นกะทันหัน "พูดเช่นนี้ หมายความว่าแม่นางเจียงมีความมั่นใจในตัวคุณชายมู่มากงั้นหรือ"
เจียงเยว่ปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วตอบอย่างใจเย็น "หากพวกท่านทั้งสองมาเพื่อวางเดิมพัน ก็เชิญลงเดิมพันได้เลย"
หลินเฉินหัวเราะเบาๆ "เดิมพันน่ะต้องลงอยู่แล้ว แต่ข้าคิดว่าแค่ได้หินวิญญาณมามันช่างน่าเบื่อสิ้นดี สู้เพิ่มของรางวัลพิเศษเข้าไปหน่อยดีหรือไม่" พูดจบ หลินเฉินก็หยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากตัวแล้วหัวเราะ "แม่นางเจียง ท่านรู้จักของสิ่งนี้หรือไม่"
"กระบังดาบมังกรมายาหรือ" ดวงตาของเจียงเยว่หรี่ลงเล็กน้อย "เจ้าเป็นคนของสำนักศึกษาไป่อู่"
"ถูกต้อง" หลินเฉินหัวเราะ "ของสิ่งนี้คืออาวุธเวทวิถีกระบี่ที่หอกระบี่หลงเสวียนพ่ายแพ้และเสียให้แก่สำนักศึกษาไป่อู่ของพวกเราในการประลองยุทธ์ครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อน ข้าจะใช้สิ่งนี้เป็นเดิมพันเพื่อพนันกับด้ามกระบี่หงส์เร้นลับที่ท่านปู่ของเจ้าชนะไปจากมือของสำนักศึกษาไป่อู่เมื่อห้าสิบปีก่อน ข้าคิดว่าแม่นางเจียงคงจะไม่ปฏิเสธหรอกนะ"
เจียงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง นางมองกระบี่ที่ห้อยอยู่ข้างเอวก่อนจะหันไปมองมู่หยวนแล้วพยักหน้าตอบรับ "ตกลง"
"ช่างเด็ดเดี่ยวดีแท้" หลินเฉินหัวเราะลั่น
มู่หยวนมีสีหน้าเรียบเฉย "แม่นางเจียงไม่กลัวข้าแพ้หรือ"
"ในเมื่อข้าเชิญคุณชายมาที่นี่ ข้าก็ย่อมไม่สงสัยในฝีมือของคุณชาย" เจียงเยว่กล่าวเสียงเบา แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
มู่หยวนพยักหน้าเบาๆ "ในเมื่อแม่นางเจียงเชื่อใจข้าถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าขอเพิ่มเดิมพันอีกอย่าง"
รอยยิ้มของหลินเฉินหุบลงเล็กน้อย "คุณชายมู่ต้องการเพิ่มเดิมพันอันใด"
"ขาของเจ้ากับข้า"
แววตาของหลินเฉินตึงเครียดขึ้นมาทันที ช่างมั่นใจเสียจริง คนผู้นี้หรือว่าจะมีไม้ตายซ่อนอยู่
"คุณชายไยต้องกังวลแทนข้าด้วย" เจียงเยว่ส่งยิ้มบางๆ สายตากวาดมองไปยังเหวินเหรินโหรว "สู้เพิ่มขาของข้ากับคุณหนูท่านนี้เข้าไปด้วยดีหรือไม่"
เมื่อเหวินเหรินโหรวได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสี
หลินเฉินก้มหน้าครุ่นคิดก่อนจะแค่นเสียงเย็น "ตกลงตามนี้"
เหวินเหรินโหรวรีบคว้าแขนของหลินเฉินเอาไว้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านพี่ จะชนะได้หรือ"
"มีนักปรุงยาระดับสูงถึงสองคนคอยคุมอยู่ ชนะแน่นอน" หลินเฉินเอ่ยปลอบใจก่อนจะหันไปประสานมือคารวะผู้ที่อยู่บนเวที "ขอความกรุณาท่านประธานช่วยเป็นพยานด้วย"
"ได้" ประธานพยักหน้าแล้วประกาศเสียงดัง "เดิมพันส่วนตัวระหว่างแม่นางเจียงเยว่กับคุณชายหลินเฉิน มีผลบังคับใช้ทันที เดิมพันส่วนตัวระหว่างคุณชายมู่หยวนกับคุณหนูเหวินเหรินโหรว มีผลบังคับใช้ทันที ตอนนี้จะขอประกาศอัตราต่อรองของทั้งสองฝ่าย หลี่ลู่ จ่ายหนึ่งส่วน มู่หยวน จ่ายหนึ่งร้อยเท่า เชิญทุกท่านวางเดิมพัน"
ทุกคนในงานต่างให้ความสนใจ
"มู่หยวนผู้นี้คือบุตรบุญธรรมของตระกูลเย่นั่นเอง ดูท่าการประชันครั้งนี้คงไม่มีอะไรให้ลุ้นแล้ว"
"รีบไปแทงข้างนักปรุงยาหลี่เร็วเข้า"
"พลาดโอกาสนี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสหน้าอีกนะ"
แขกเหรื่อต่างพากันแห่ไปทางฝั่งของสมาคมนักปรุงยาอย่างล้นหลาม
มู่หยวนปรายตามองโต๊ะรับเดิมพันฝั่งตัวเองที่เงียบเหงาพลางเอ่ยขึ้น "แม่นางเจียง เจ้ามีเงินติดตัวอยู่เท่าใด เอาไปแทงข้างข้าให้หมดเลย"
เจียงเยว่ตอบ "ข้าเทหมดหน้าตักไปแล้ว"
" ... "
การวางเดิมพันสิ้นสุดลง
"แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน การประลองโอสถกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ขอเชิญทั้งสองฝ่ายขึ้นมาบนเวที" ประธานรงฝูร้องเรียก
หลี่ลู่ลุกขึ้นยืนทันที มู่หยวนเองก็ลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปที่ลานประลอง
"สู้ๆ นะมู่หยวน"
"อย่าให้เสียคะแนนล่ะ ตั้งใจหน่อย" แขกเพียงไม่กี่คนที่หวังจะเสี่ยงโชคตะโกนเชียร์อย่างตื่นเต้น
หลี่ลู่ยืนนิ่ง เอามือไพล่หลังแล้วกล่าวเสียงเรียบ "พ่อหนุ่ม เจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ คิดว่าคงจะมีไม้ตายซ่อนอยู่เป็นแน่ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของสมาคมนักปรุงยา ข้าจะไม่ออมมือให้หรอกนะ"
"เช่นนั้นก็ดีที่สุด" มู่หยวนพยักหน้า
หลี่ลู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาโบกมือใหญ่ "เอาสมุนไพรมา"
พนักงานของหอการค้านำสมุนไพรมาเสิร์ฟ
"ข้าจะใช้ของที่เตรียมมาเอง" มู่หยวนรับกล่องที่เจียงเยว่ส่งให้พลางกล่าวเสียงเรียบ
ประธานหันไปมอง "นักปรุงยาหลี่ลู่ ท่านเห็นด้วยหรือไม่"
หลี่ลู่ปรายตามองแวบหนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว "สมุนไพรเหล่านี้ถึงแม้จะมีระดับสูง แต่คุณภาพกลับย่ำแย่มาก โอกาสที่จะปรุงออกมาเป็นยายังยากเลย เจ้าแน่ใจนะว่าจะใช้มันมาแข่งกับข้า"
"ที่ข้าอยากได้เตาใบนี้ก็เพื่อปรุงยาให้คนอื่นอยู่แล้ว สู้ปรุงมันที่นี่เลยดีกว่า" มู่หยวนตอบ
"ไอ้หนู อวดดีนัก เดี๋ยวข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความยากลำบากแล้วถอยไปเอง" หลี่ลู่แค่นเสียง เขาตบเบาๆ ไปที่เตาปรุงยา ฝาเตาก็ลอยขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
เขาสะบัดแขนเสื้อ สมุนไพรบนโต๊ะก็ลอยขึ้นราวกับมีชีวิตแล้วตกลงไปในเตา เขายกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้น พลังวิญญาณพลุ่งพล่านออกมาจากฝ่ามือ เมื่อเข้าใกล้ใต้เตา เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ก็ลุกพรึบขึ้นมาแผดเผาเตาปรุงยา
"เพลิงแท้หยกขาว" มีคนร้องอุทานออกมาจากด้านล่างเวที เหวินเหรินโหรวและหลินเฉินต่างก็แสดงสีหน้าดีใจ
"ขึ้น" หลี่ลู่ตะโกน เพลิงแท้หยกขาวราวกับมือยักษ์สองข้างที่โอบอุ้มเตาปรุงยาอูจินเอาไว้ เตาปรุงยาเริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว ม้วนเอาเปลวไฟมาห่อหุ้มผนังเตาจนกลายเป็นลูกไฟขนาดยักษ์
"ว้าว" ผู้คนต่างส่งเสียงร้องอุทานออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครที่ไม่ยอมสยบให้กับปรากฏการณ์ประหลาดเช่นนี้
หลี่ลู่รวบรวมสมาธิเพื่อควบคุมไฟและปรุงยา เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม หน้าผากของหลี่ลู่ก็มีหยาดเหงื่อผุดขึ้นมา เขาหอบหายใจเล็กน้อย เตาปรุงยาอูจินทั้งใบสว่างเจิดจ้าและร้อนระอุราวกับดวงอาทิตย์
"น่าจะใกล้ได้ที่แล้ว" กู้จวินที่อยู่ด้านล่างเวทีพึมพำ
ตู้ม
เพลิงแท้หยกขาวดับลงอย่างกะทันหัน เตาปรุงยาอูจินตกลงกระแทกพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น
แขกด้านล่างเวทีต่างพากันชะเง้อคอมอง
"ปรุงยา ... สำเร็จแล้วหรือ"
"ทำไมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยล่ะ"
"นักปรุงยาระดับสูงคงไม่พลาดหรอกกระมัง"
ผู้คนต่างพึมพำด้วยความสงสัย บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมา
ทว่าหลี่ลู่กลับปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้วยิ้มบางๆ "เปิดเตาได้"
พนักงานของหอการค้ารีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปเปิดฝาเตาออกอย่างระมัดระวัง
ปัง ปัง
แทบจะในพริบตาที่ฝาเตาเปิดออก เสียงประหลาดดังกังวานสองครั้งก็ดังมาจากในเตา ทุกคนถึงกับสะดุ้ง
พนักงานค่อยๆ หยิบยาเม็ดที่มีสีสันต่างกันสองเม็ดออกมาจากด้านใน
"หนึ่งเตาสองเม็ด" ชายหนุ่มจากสมาคมนักปรุงยาตะโกนด้วยความตื่นเต้น
"อันใดนะ นักปรุงยาหลี่ปรุงยาได้หนึ่งเตาสองเม็ดเชียวหรือ"
"สวรรค์ นี่มันทักษะการปรุงยาระดับใดกัน"
"สมกับที่เป็นนักปรุงยาระดับสูง แข็งแกร่งเกินไปแล้ว"
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก ภายในงานเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง
ประธานรีบเดินเข้ามาและเริ่มประเมินยาเม็ด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้นประกาศด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย "ยาเม็ดอวิ้นหลิงระดับกลางหนึ่งเม็ด ยาเม็ดบำรุงวิญญาณระดับกลางหนึ่งเม็ด ผลการประลองโอสถของนักปรุงยาหลี่คือหนึ่งเตาสองเม็ด ระดับคุณภาพคือระดับกลาง"
"เยี่ยม" สมาคมนักปรุงยาต่างส่งเสียงไชโยโห่ร้อง แขกเหรื่อต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้ว่าผลลัพธ์จะถูกกำหนดไว้แล้วก็ตาม แต่ของรางวัลเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
"คราวนี้ ข้าจะคอยดูว่าพวกเจ้าจะชนะได้อย่างไร" หลินเฉินหรี่ตาลง กวาดสายตามองมู่หยวนและเจียงเยว่ มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกขึ้น
"ลำดับต่อไปคือคุณชายมู่" ประธานหันไปมองมู่หยวน
แต่มู่หยวนกลับทำเหมือนไม่ได้ยิน เขากำลังวุ่นวายอยู่กับอะไรบางอย่างตามลำพัง ประธานต้องเรียกอยู่นานกว่าเขาจะรู้สึกตัว เขาประคองสมุนไพรแล้วเดินไปที่เตาปรุงยาอูจิน
"หืม" กู้จวินปรายตามองสมุนไพรในมือของมู่หยวนที่ดูเหมือนจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เขาก็อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ "วิถีอุ่นสมุนไพรงั้นหรือ"
"ก็แค่ทักษะปลายแถว รอให้ปรุงยาสำเร็จก่อนค่อยว่ากันเถอะ" หลี่ลู่นั่งกลับไปที่เดิม จิบชาแล้วกล่าวเสียงเรียบ
เมื่อเดินไปถึงหน้าเตา มู่หยวนก็ค่อยๆ นำสมุนไพรใส่ลงไปในเตาอย่างระมัดระวัง
"โห่" ด้านล่างเวทีส่งเสียงโห่ร้อง เมื่อเทียบกับการสะบัดแขนเสื้อใส่สมุนไพรของหลี่ลู่แล้ว วิธีการเช่นนี้ถือว่าไม่คู่ควรเอาเสียเลย มู่หยวนไม่สนใจไยดี เขาปิดฝาเตาด้วยตัวเองแล้วนั่งยองๆ ลงเพื่อเติมฟืนและก่อไฟ
"แม่นางเจียง คราวนี้เกรงว่าท่านคงจะแพ้จนหมดตัวแล้วล่ะ" มีคนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น
"การประลองโอสถยังไม่จบ ทุกอย่างยังเร็วเกินไปที่จะสรุป" เจียงเยว่ตอบเสียงเรียบ
พรึ่บ
ในขณะที่ทุกคนกำลังดูถูกอยู่นั้น มู่หยวนก็เร่งพลังวิญญาณเพื่อช่วยจุดไฟในเตา เปลวไฟอันร้อนแรงลุกโชนห่อหุ้มก้นเตาเอาไว้
"ชิ ใช้เพลิงวิญญาณปรุงยาหรือ ข้าทำเป็นตั้งแต่ตอนเป็นศิษย์ปรุงยาแล้ว"
"วิธีการแบบนี้ปรุงยาเม็ดระดับล่างออกมาได้ก็เก่งแล้ว เขากล้ามาท้าทายสมาคมนักปรุงยาของพวกเราได้อย่างไร" ชายหนุ่มจากสมาคมนักปรุงยาหลายคนส่งเสียงเยาะเย้ย
เมื่อผู้ชมได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะผิดหวัง เดิมทีคิดว่ามู่หยวนจะมีทักษะการปรุงยาที่ยอดเยี่ยมเพียงใด ที่แท้ก็สู้ศิษย์ปรุงยาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเห็นสีหน้าประหลาดใจของกู้จวินและหลี่ลู่ที่นั่งอยู่ด้านล่างเวที
"วิธีการแบบนี้ ... หรือว่าจะเป็น ... " ไม่ทันที่กู้จวินจะพูดจบ หลี่ลู่ก็ส่ายหน้าขัดจังหวะ "เป็นไปไม่ได้ วิธีการนั้นสูญหายไปตั้งนานแล้ว แค่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง จะไปทำเป็นได้อย่างไร"
เมื่อเสียงวิจารณ์ด้านล่างเวทีค่อยๆ เบาลง กระบวนการปรุงยาของมู่หยวนบนเวทีก็ดูเหมือนจะมาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว จะเห็นได้ว่าเปลวไฟที่ควบคุมโดยฝ่ามือของเขา บางครั้งก็เต้นระบำอยู่ใต้เตา บางครั้งก็ลดต่ำลง บางครั้งก็ห่อหุ้มก้นเตาด้านหนึ่งเอาไว้ บางครั้งก็แผดเผาจุดหนึ่งของเตาปรุงยาราวกับปลายทวน
หลายคนเริ่มหมดความสนใจ คร้านที่จะดูต่อจึงพากันจับกลุ่มคุยเล่น เหวินเหรินโหรวและหลินเฉินสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่าย
"เป็นไปไม่ได้" จู่ๆ กู้จวินก็ร้องอุทานออกมา
ชั่วขณะนั้นสายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปที่เขา
กู้จวินเบิกตากว้างราวกับกระดิ่งทองแดง ราวกับต้องการจะมองให้ทะลุปรุโปร่ง หลี่ลู่ที่อยู่ข้างๆ ก็มีท่าทีแข็งทื่อเช่นกัน มือที่ถือถ้วยชาสั่นเทาราวกับร่อนตะแกรง น้ำชาหกกระเซ็นออกมา
"ท่านปรมาจารย์ทั้งสอง พวกท่านเป็นอันใดไป" หลินเฉินรู้สึกไม่ค่อยดีจึงรีบเอ่ยถาม
กู้จวินไม่สนใจ เขาจ้องมองมู่หยวนเขม็ง ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้พึมพำออกมา "ไม่ผิดแน่ ... วิธีการนี้ คือเคล็ดวิชาควบคุมโอสถมหาอัคคีที่สูญหายไปแล้ว"
"เด็กคนนี้ ... ทำไมถึงมีทักษะการปรุงยาเช่นนี้ได้" หลี่ลู่กล่าวด้วยความเหม่อลอย
เมื่อหลินเฉินได้ยินเช่นนั้น หัวใจก็กระตุกวูบ เย็นวาบไปครึ่งซีก
ในเวลาเดียวกัน เสียงที่ราวกับหายนะก็ดังมาจากในเตาปรุงยา
ปัง ปัง ปัง ปัง
แขกเหรื่อต่างตกใจกลัว
"เสียงดังสี่ครั้ง"
"หรือว่า ... ปรุงยาออกมาได้สี่เม็ดงั้นหรือ"
"เจ้าต้องหูฝาดไปแน่ๆ"
ไม่มีใครกล้ายอมรับ
ในตอนนั้นเอง มู่หยวนก็หยุดมือ ไฟในเตาดับลง ใบหน้าของเขาซีดเซียวเล็กน้อย บนหน้าผากมีหยาดเหงื่อผุดขึ้นมา
"เปิดเตา" คำพูดเรียบง่ายสองคำหลุดออกจากปาก
พนักงานที่อยู่ด้านข้างรีบเดินเข้าไปเปิดเตา จากนั้นก็ค่อยๆ ประคองยาเม็ดออกมาจากด้านในอย่างระมัดระวัง เม็ดที่หนึ่ง เม็ดที่สอง เม็ดที่สาม เม็ดที่สี่ ล้วนไม่เหมือนกันเลย
หนึ่งเตาสี่เม็ด
ตู้ม
ทั่วทั้งงานแทบจะระเบิด
ผู้คนนับไม่ถ้วนแห่เข้ามามุงดู แม้แต่กู้จวินและหลี่ลู่ก็ยังนั่งไม่ติด พวกเขาต่างก็รีบเดินเข้าไป
เมื่อเห็นยาเม็ดทั้งสี่วางอยู่บนโต๊ะ หลี่ลู่ก็เหม่อลอยไปพักใหญ่ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง "หนึ่งเตาสี่เม็ดจริงๆ ด้วย"
กู้จวินถอนหายใจยาว "ดูเหมือนว่าพวกเราจะแพ้แล้ว"
เหวินเหรินโหรวทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก
หลินเฉินร้อนรนใจ เขาจ้องมองยาเม็ดสีหม่นทั้งสี่เม็ดเขม็ง จู่ๆ ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบตะโกนถาม "ท่านประธาน ยาเม็ดทั้งสี่เม็ดนี้อยู่ในระดับใด"
ประธานรงฝูจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "ดูเหมือน ... จะเป็นระดับล่าง"
หลินเฉินดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขารีบตะโกนลั่น "ยาเม็ดระดับล่าง เทียบกับระดับกลางไม่ได้หรอกนะ ก็แค่มีจำนวนเยอะกว่าเท่านั้น ถือว่าผู้อาวุโสหลี่ลู่ไม่ได้แพ้"
"ใช่ๆ แค่ระดับล่างเอง ถือว่านักปรุงยาหลี่ไม่ได้แพ้"
"ก็แค่มีจำนวนเยอะ คุณภาพไม่ได้เรื่อง จะมีประโยชน์อันใด"
"ข้าขอเสนอให้แข่งใหม่"
แขกหลายคนเริ่มตั้งสติได้จึงพากันตะโกนสนับสนุน พวกเขาลงเดิมพันข้างหลี่ลู่ไปตั้งมากมาย หากต้องมาแพ้จริงๆ ไม่ต้องเสียจนหมดตัวหรอกหรือ
ในตอนนั้นเอง มู่หยวนก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ใครบอกว่านี่คือระดับล่าง"
ผู้คนต่างชะงักไป
วินาทีต่อมา
ปัง ปังปัง ปัง
ผิวชั้นนอกของยาเม็ดทั้งสี่แตกระเบิดออกพร้อมกัน ชั่วพริบตานั้น แสงประกายหลากสีสันก็สาดส่องไปทั่ว กลิ่นหอมของยาเม็ดที่ชวนหลงใหลอบอวลไปทั่วทั้งงาน
กู้จวินและหลี่ลู่ร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน "ประกายโอสถเบ่งบาน ระดับสวรรค์"
[จบแล้ว]