- หน้าแรก
- ยอดเซียนกระบี่ทะลวงสวรรค์
- บทที่ 4 - ค่ารักษา
บทที่ 4 - ค่ารักษา
บทที่ 4 - ค่ารักษา
บ้านไร่ทางตะวันตกของเมือง
"นายน้อย ท่านสามารถรวมปราณวิญญาณเป็นรูปธรรมได้หรือขอรับ"
"ระดับห้าแล้ว"
"เมื่อวานท่านเพิ่งจะอยู่ระดับสาม ทำได้อย่างไรกันขอรับ"
"อ่านหนังสือเอา"
" ... " อิ่งหู่ชะงักไป เขารีบล้วงเอาคัมภีร์วสันต์ออกมาจากแขนเสื้อพลางจมดิ่งลงไปในความสับสนและสงสัยในตัวเองอย่างหนัก
มู่หยวนไม่สนใจ เขาประคองดินในไร่สมุนไพรวิญญาณขึ้นมา ดวงตาก็เริ่มฉายแววประหลาดใจ
นี่มันไร่เสวียน
"เมล็ดพันธุ์ล่ะ"
"อยู่นี่ขอรับ" อิ่งหู่ได้สติกลับมาจึงล้วงเอาถุงใบเล็กๆ ส่งให้
มู่หยวนเทพวกมันออกมาจนหมดแล้วปลดปล่อยพลังวิญญาณเพื่อเริ่มหล่อเลี้ยงพวกมัน
ผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป เมล็ดพันธุ์ก็ถูกห่อหุ้มด้วยปราณวิญญาณ เขาหยิบขึ้นมาหนึ่งเมล็ดแล้วดีดนิ้วฝังมันลงไปในไร่สมุนไพรวิญญาณ
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ...
ชั่วพริบตาเดียวเมล็ดพันธุ์กว่าร้อยเมล็ดก็พุ่งออกไป
อิ่งหู่มองดูด้วยความงุนงง
นี่มันเป็นวิธีการปลูกแบบใดกัน มาจากในหนังสืออีกแล้วหรือ
"ไปที่ร้านขายยาแล้วซื้อน้ำเซียวจินมา"
"เอามาทำอะไรหรือขอรับ"
"รดน้ำ"
"นั่นมันของที่ใช้ในการหลอมอาวุธนะขอรับ ... "
"ไม่ต้องถาม ไปซื้อมาก็พอ"
อิ่งหู่ทำได้เพียงหันหลังเดินจากไป
ไม่นานนักเสียงที่สดใสและเร่งรีบก็ดังมาจากทิศทางของบ้านพัก
"แม่นางเจียง ท่านอย่าเชิญมู่หยวนไปปรุงยาเลย เขารู้แค่งูๆ ปลาๆ เท่านั้น สู้ไปเลือกคนอื่นไม่ดีกว่าหรือ ตระกูลเย่ของพวกเราสามารถแนะนำนักปรุงยาที่เก่งกาจให้ท่านได้นะ"
หญิงสาวในชุดสีแดงเดินตรงมาทางนี้ เย่หลิงอิงเดินตามมาติดๆ นางมีสีหน้าร้อนรนและพยายามอธิบายอะไรบางอย่างไม่หยุด
หญิงสาวยังคงก้าวเดินต่อไป ทว่าคิ้วเรียวสวยกลับเลิกขึ้น "แนะนำใครหรือ จางหยวนซงหรือ"
เย่หลิงอิงชะงักไปเล็กน้อยแล้วมีสีหน้าเขินอาย "ท่านผู้อาวุโสของตระกูลได้หักขานักต้มตุ๋นสองคนนั้นแล้วไล่ตะเพิดออกจากเมืองเจียงไปแล้ว ครั้งนี้ ... เป็นความเผอเรอชั่วขณะของตระกูลเย่เอง"
หญิงสาวยกมุมปากขึ้นเหมือนจะมองอะไรบางอย่างออก จึงเอ่ยปลอบใจว่า "คุณหนูรองโปรดวางใจ ข้ามาขอให้รักษา ไม่ได้มาทำร้ายใคร"
พูดจบก็เดินตรงไปยังบ้านไร่
"ขอถามหน่อย คุณชายมู่หยวนอยู่หรือไม่"
มู่หยวนหันกลับไปมอง เขาเห็นหญิงสาวหน้าตางดงามหมดจดผู้มีผิวขาวดุจหิมะและผมยาวสีดำขลับยืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน
"เจ้าคือผู้หญิงที่ห้องปรุงยาคนนั้นหรือ"
"คุณชายช่างมีความจำดีเลิศ" หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้ม
"มู่หยวน อย่าเสียมารยาท นี่คือแม่นางเจียงเยว่แห่งหอกระบี่หลงเสวียน หอกระบี่หลงเสวียนคือหอกระบี่ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองเซิ่งหยาง ห้ามล่วงเกินเด็ดขาด"
เย่หลิงอิงรีบเดินเข้าไปหาแล้วลดเสียงลงต่ำ "เจ้านี่หนา เมื่อวานเดินหนีไปเร็วเสียจริง ฟังนะ ประเดี๋ยวแม่นางเจียงจะขอให้เจ้าปรุงยา เจ้าต้องปฏิเสธไป ... "
หญิงสาวกำลังจะกำชับอะไรบางอย่างต่อแต่กลับถูกเจียงเยว่ขัดจังหวะ
นางมีสีหน้าสงบเยือกเย็นแล้วกล่าวว่า "คราวก่อนได้ยินท่านเอ่ยปากชี้แนะ ข้าคิดว่าท่านคงสามารถรักษาโรคปราณเสื่อมถอยได้ ขอให้คุณชายลงมือช่วยเหลือท่านปู่ของข้าด้วย ตระกูลเจียงจะต้องตอบแทนอย่างงามแน่นอน"
มู่หยวนครุ่นคิด การปรุงโอสถหล่อหลอมกายาเก้าชั้นยังขาดสมุนไพรอยู่อีกมาก หญิงสาวผู้นี้มาจากหอกระบี่หลงเสวียน ย่อมต้องมีทรัพยากรมากมายเป็นแน่ บางทีเขาอาจจะขอยืมมือของนางได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็พยักหน้า "ค่ารักษาของข้าแพงมากนะ"
เจียงเยว่อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางปรายตามองไปด้านข้างพร้อมกับพยักหน้าเบาๆ คนที่อยู่ข้างๆ รีบยกหีบใบใหญ่ลงมาจากรถม้า เมื่อเปิดฝาออกก็พบกับหินวิญญาณระดับล่างเต็มกล่อง จำนวนน่าจะราวๆ หนึ่งพันก้อน
"หากสามารถรักษาโรคปราณเสื่อมถอยของท่านปู่ได้ หินวิญญาณเหล่านี้ก็จะเป็นของคุณชาย"
เย่หลิงอิงเบิกตากว้าง หนึ่งพันก้อนงั้นหรือ นี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ ค่าใช้จ่ายของตระกูลเย่ทั้งปีก็มีหินวิญญาณระดับล่างแค่หนึ่งหมื่นก้อนเท่านั้น
"ไม่พอ" มู่หยวนส่ายหน้า
ใบหน้างดงามของเจียงเยว่แข็งทื่อไปเล็กน้อย นางฝืนยิ้มแล้วถามว่า "คุณชาย ท่านคิดว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม"
มู่หยวนลูบคางไปมา "หินวิญญาณหนึ่งพันก้อนนี้ข้าจะรับไว้ก่อน นอกจากนี้เจ้าต้องเตรียมสมุนไพรมาเป็นค่ารักษาเพิ่มด้วย"
"คุณชายต้องการสิ่งใดหรือ"
"ก็แค่ของธรรมดาทั่วไป" มู่หยวนฉวยโอกาสบอกรายชื่อสมุนไพรทั้งหมดที่กำลังขาดแคลน รวมถึงวัตถุดิบในการปรุงโอสถหล่อหลอมกายาเก้าชั้นออกไปรวดเดียว
เจียงเยว่ยิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ
เย่หลิงอิงที่อยู่ข้างๆ ทนไม่ไหวอีกต่อไป "ผลโพธิ์สีน้ำเงิน ดอกไร้ขอบเขต ... มู่หยวน ของพวกนี้ล้วนเป็นสมุนไพรราคาแพงที่ไม่ด้อยไปกว่าหญ้าเทียนหยวนเลยนะ เจ้า ... กล้าเอ่ยปากขอได้อย่างไรกัน"
"แพงหรือ มันจะแพงกว่าชีวิตของแม่นางเจียงหรืออย่างไร" มู่หยวนพูดอย่างไม่รีบร้อน
เจียงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก "ท่านรู้ว่าข้าป่วยหรือ"
"ใบหน้าหมองคล้ำ หว่างคิ้วมีกลิ่นอายความตายสีเทา รอบดวงตามีเส้นเลือดสีม่วงอมเขียวจางๆ เห็นได้ชัดว่าพิษได้แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะภายในแล้ว จากการประเมินเบื้องต้น นี่คืออาการของการถูกพิษดอกหมัวหลัว เจ้าเหลือเวลาชีวิตอีกแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้น นอกจากนี้พิษในอวัยวะภายในยังลามไปถึงชีพจรปราณ ท่านปู่ของเจ้าคงจะถ่ายทอดพลังเพื่อต่อชีวิตให้เจ้า เขาจึงได้รับผลกระทบจากพิษจนกลายเป็นโรคปราณเสื่อมถอย"
เจียงเยว่มองเขาอย่างเหม่อลอย ความตกใจในดวงตาไม่อาจปกปิดได้อีกต่อไป
ผ่านไปพักใหญ่ นางก็รีบพุ่งเข้าไปข้างหน้าแล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ข้าจะหาสมุนไพรมาให้ครบตามจำนวนอย่างแน่นอน ขอคุณชายได้โปรดช่วยเหลือด้วย"
"คุยกันง่ายดี" มู่หยวนพูด "อาการของเจ้าจะปล่อยให้ยืดเยื้อไม่ได้ ข้าพอจะมียาอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะปรุงยาให้เจ้าเพื่อบรรเทาอาการไปก่อน"
เมื่อพูดจบ เย่หลิงอิงที่อยู่ข้างๆ ก็ถึงกับอ้าปากตาค้าง
นางรีบวิ่งเข้าไปดึงแขนของมู่หยวนแล้วพูดเสียงหลง "มู่หยวน ถึงแม้เจ้าจะมองอาการป่วยของแม่นางเจียงออก แต่เรื่องยาเม็ดนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตคน หากไม่มั่นใจ เอาไว้คุยกันวันหลังดีกว่า"
มู่หยวนหันไปมองนางพลางลอบขำในใจ
แม้ว่าหลังจากที่เขากลายเป็นสุนัขรับใช้ของเหวินเหรินโหรวแล้ว แม่หนูนี่จะรู้สึกเกลียดที่เขาไม่เอาถ่านและมักจะตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาอยู่เสมอ แต่พอถึงเวลาสำคัญ นางก็มักจะออกโรงปกป้องเขาเสมอ ปากร้ายแต่ใจดี
"ข้ามั่นใจมาก" มู่หยวนตอบ
เย่หลิงอิงร้อนใจจนพูดจาไม่รู้เรื่อง "แต่ ... แต่ว่าตอนนี้ก็ไม่มีหม้อปรุงยา ... "
"คุณหนูรองไม่ต้องกังวล ข้านำหม้อปรุงยามาด้วยพอดี" เจียงเยว่ยิ้มบางๆ
องครักษ์รีบไปยกหม้อปรุงยาลงมาจากรถม้าที่จอดอยู่หน้ากระท่อมหญ้าแล้วนำมาวางไว้ตรงหน้ามู่หยวนทันที
เมื่อเย่หลิงอิงเห็นเช่นนั้น นางก็ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ทันที
เจียงเยว่ทำท่าเชื้อเชิญ "คุณชายมู่ เริ่มได้เลย"
มู่หยวนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาจัดการสมุนไพรอย่างลวกๆ แล้วโยนทั้งหมดลงไปในหม้อปรุงยา จากนั้นก็ใส่ฟืนและจุดไฟ ไฟในหม้อลุกโชนอย่างรุนแรง
มู่หยวนไม่สนใจไยดี เอามือไพล่หลังและยืนรออยู่ด้านข้าง
เจียงเยว่มีสีหน้างุนงง
"คุณชายมู่ จะเริ่มเมื่อใดหรือ"
"เริ่มแล้ว"
"หา" ดวงตากลมโตของเจียงเยว่เบิกกว้าง
นี่มาก่อไฟทำกับข้าวหรือ นางเคยเห็นนักปรุงยามาก็มาก แต่เคยมีใครบ้างที่ไม่ใช้วิธีการควบคุมอันใดเลยแบบมู่หยวน
"ไม่ใช่สิมู่หยวน ... การปรุงยาไม่ต้องใช้ปราณวิญญาณควบคุมไฟหรอกหรือ"
มู่หยวนขมวดคิ้ว "ยาเม็ดง่ายๆ แบบนี้ จะต้องไปควบคุมไฟทำไม"
"แค่กๆ ... " เย่หลิงอิงแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
สีหน้าของเจียงเยว่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ง่ายหรือ ตระกูลเจียงออกตระเวนตามหาหมอชื่อดังมามากมายก็ยังรักษาไม่หาย แล้วเหตุใดเมื่อมาอยู่ที่ปากของเขาถึงกลายเป็นเรื่องง่ายไปได้ หรือว่าคนผู้นี้จะรู้แค่งูๆ ปลาๆ อย่างที่เย่หลิงอิงพูดไว้จริงๆ
เจียงเยว่รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา
เพียะ
ในขณะที่นางกำลังคิดฟุ้งซ่าน เสียงเบาๆ ก็ดังมาจากหม้อปรุงยา
"ยาสำเร็จแล้ว" เจียงเยว่ร้องอุทาน
มู่หยวนเดินเข้าไปเปิดฝาแล้วหยิบยาเม็ดสีน้ำเงินอมเขียวออกมาเม็ดหนึ่ง เขากวาดสายตามองคร่าวๆ แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย "ได้แค่ระดับกลางเองหรือ แต่ก็พอใช้ได้" ก่อนจะยื่นให้เจียงเยว่ "กินซะ"
หัวใจของเย่หลิงอิงเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากคอ นางมองดูยาเม็ดถูกกลืนลงคอไปต่อหน้าต่อตา ผ่านไปพักใหญ่ นางถึงได้เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น "เปะ ... เป็นอย่างไรบ้าง"
"รู้สึกโล่งสบาย ได้ผลจริงๆ ด้วย" เจียงเยว่ลืมตาขึ้นแล้วพูดด้วยความดีใจ
ได้ผลจริงๆ หรือ เย่หลิงอิงอ้าปากค้าง
"ยาเม็ดนี้ทำได้แค่ระงับพิษในตัวเจ้าเท่านั้น รอจนรวบรวมสมุนไพรครบเมื่อใด ข้าค่อยปรุงยาให้เจ้ากับท่านปู่ของเจ้าก็แล้วกัน จำไว้ว่าอย่าให้ท่านปู่ของเจ้ามาถ่ายทอดพลังเพื่อต่อชีวิตให้เจ้าอีก มิฉะนั้นท่านปู่ของเจ้าจะไม่เหลือชีวิตรอด" มู่หยวนพูดเสียงเรียบ
เจียงเยว่สะดุ้งเฮือก นางก้มหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะทำความเคารพอย่างจริงจัง "คำพูดของคุณชาย ข้าน้อยจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ"
"ไปเถอะ"
เจียงเยว่ไม่กล้ารบกวนมากไปกว่านี้ นางย่อตัวลงอีกครั้งแล้วพากลุ่มผู้ติดตามเดินจากไป
เย่หลิงอิงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ จู่ๆ นางก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ นางรวบรวมความกล้าแล้วเดินเข้าไปถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "มู่หยวน อาการป่วยของท่านพี่ ... เอิ่ม ... ค่ารักษาเท่าใดหรือ"
มู่หยวนมองเย่หลิงอิงแล้วส่ายหน้า
"ยัยโง่ จะพูดเรื่องเงินไปทำไม อาการป่วยของพี่สาวเจ้า ข้าไม่มีทางนิ่งดูดายอยู่แล้ว"
ร่างบางของเย่หลิงอิงแข็งทื่อ ขอบตาของนางเริ่มแดงระเรื่อ นางมองมู่หยวนอย่างเหม่อลอย ความรู้สึกดีใจที่ปะปนกับความรู้สึกอันซับซ้อนบางอย่างได้ผุดขึ้นมาในใจ
"ข้า ... ข้าจะไปบอกข่าวดีนี้กับท่านพ่อและท่านพี่"
พูดจบ หญิงสาวก็วิ่งออกไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ...