- หน้าแรก
- ระบบเปลี่ยนศพเป็นแต้มพลัง เส้นทางสู่ทรราชแดนเถื่อน
- บทที่ 13 - วิธีใช้มิติเก็บของแบบแหวกแนว! พวกคนเถื่อนมาแล้ว!
บทที่ 13 - วิธีใช้มิติเก็บของแบบแหวกแนว! พวกคนเถื่อนมาแล้ว!
บทที่ 13 - วิธีใช้มิติเก็บของแบบแหวกแนว! พวกคนเถื่อนมาแล้ว!
บทที่ 13 - วิธีใช้มิติเก็บของแบบแหวกแนว! พวกคนเถื่อนมาแล้ว!
นับตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา พวกทหารก็เหมือนกับมีไฟฮึกเหิมลุกโชนอยู่ข้างใน
ไม่ใช่การทำตามเพราะถูกเฉินเช่อบังคับออกคำสั่งอีกต่อไป แต่เป็นความต้องการจากก้นบึ้งของหัวใจที่อยากจะกลายเป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง
การสร้างอุดมการณ์ให้กองทัพเริ่มเห็นผลแล้ว เฉินเช่อเองก็ทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเช่นกัน
ในแต่ละวัน หมู่ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดจะได้รับรางวัลเป็นโอสถปราณโลหิตระดับต่ำคนละหนึ่งเม็ด ส่วนคนที่ทำผลงานส่วนตัวได้ดีเด่นก็จะได้รับโอสถปราณโลหิตระดับกลางไปเลยหนึ่งเม็ด
เม็ดยาในมือเขามีสุมเป็นภูเขาเลากา มากพอที่จะเลี้ยงดูทหารสองร้อยนายนี้ให้กินกันไปได้จนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเลยทีเดียว
ทรัพยากรที่เพียบพร้อมบวกกับความพยายามอย่างหนักหน่วง
ผลลัพธ์ที่ได้จึงน่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
ทุกวันจะมีคนสามารถฝึกฝนจนสร้างปราณโลหิตขึ้นมาได้ ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหล่อหลอมร่างกายหน้าใหม่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด
อีกด้านหนึ่งเรื่องการให้ความรู้เฉินเช่อก็ไม่ได้ละทิ้ง
ทุกค่ำคืนเมื่อฟ้ามืดลง พวกทหารและชาวบ้านจะมานั่งล้อมวงกันรอบกองไฟ เฉินเช่อก็จะคัดเอาเกร็ดประวัติศาสตร์อันยาวนานห้าพันปีของโลกเดิมมาเล่าเป็นนิทานให้ฟัง
ไม่ใช่แค่พวกทหารที่ฟังจนเคลิบเคลิ้ม แม้แต่ชาวบ้านก็ไม่เคยขาดเรียนเลยสักคืนเดียว ความกระตือรือร้นในการเรียนรู้พุ่งปรี๊ด
ถึงตอนนี้เฉินเช่ออดไม่ได้ที่จะนึกขอบคุณไอ้คนแซ่ฟ่านนั่นขึ้นมา
ทหารแก่ที่พิการพวกนั้นน่ะหรือ
นั่นมันสมบัติล้ำค่าชัดๆ!
คนพวกนี้หัวไวเรียนรู้เร็ว แถมยังมีประสบการณ์ชีวิตมากมาย
พอพวกเขาเริ่มจำตัวหนังสือได้บ้างแล้ว เฉินเช่อก็มอบหมายให้พวกเขาไปช่วยสอนคนอื่นๆ ต่อ ทำให้ความเร็วในการขจัดความไม่รู้หนังสือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ส่วนตัวเฉินเช่อเองก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ เหมือนกัน
เขาเอาแต่ขบคิดมาตลอดว่า มิติเก็บของขนาดหนึ่งลูกบาศก์เมตรนี้ มันยังมีประโยชน์อย่างอื่นที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ซ่อนอยู่อีกไหม
ความสามารถในการเก็บของนั้นยอดเยี่ยมอยู่แล้ว
เอาเม็ดยาใส่เข้าไป สรรพคุณทางยาก็ไม่มีวันเสื่อมสลาย
แต่มันยังเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกไหมนะ
แล้วเขาก็หาวิธีเจอเข้าจริงๆ!
ในตอนนี้ เฉินเช่อกำลังใช้ปลายนิ้วคีบเศษหินก้อนเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วมือเอาไว้
เพียงแค่เขาขยับความคิด รอยแหว่งรูปมุมฉากที่เรียบเนียนก็ปรากฏขึ้นบนก้อนหินอย่างไร้สุ้มเสียง ส่วนเนื้อหินที่หายไปนั้นก็อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย
เขาขยับนิ้วหมุนก้อนหินไปมา ทำซ้ำแบบเดิมอีกสองสามครั้ง หัวลูกศรหินทรงสี่เหลี่ยมปลายแหลมก็ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของเขา
รอยตัดนั้นเรียบเนียนราวกับกระจก
ความคมกริบของขอบหินนั้น ดูน่ากลัวยิ่งกว่าหัวลูกศรที่หล่อจากเหล็กเสียอีก
เขากระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะวางผลงานชิ้นเอกชิ้นเล็กๆ นี้ลงไว้ข้างๆ
ตรงนั้นมีกองหัวลูกศรหินปลายแหลมกองสุมกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ อยู่ก่อนแล้ว นับจำนวนดูน่าจะหลายพันชิ้นเลยทีเดียว
นี่แหละคือความวิเศษของมิติเก็บของ
การตัดเฉือนมิติ!
ไม่มีสิ่งใดที่ตัดไม่ขาด!
มีความแม่นยำลึกถึงระดับอะตอม!
เป็นความแม่นยำและสมบูรณ์แบบที่เหนือกว่าฝีมือของช่างตีเหล็กคนใดในโลก แม้แต่อุปกรณ์อุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันก็ยังต้องยอมศิโรราบ!
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องมานั่งทำหัวลูกศรน่ะหรือ
แน่นอนว่าเป็นเพราะเฉินเช่อเป็นโรคกลัวอาวุธไม่พอน่ะสิ...
สถานที่อย่างด่านประตูมังกรแห่งนี้ มีคลังอาวุธที่น้อยจนน่าสมเพช
ส่วนชนเผ่าคนเถื่อนที่เพิ่งไปปล้นมาคราวก่อนก็เป็นแค่ชนเผ่าเล็กๆ ที่ยากจนข้นแค้น อาวุธเหล็กดีๆ แทบจะไม่มีให้เห็นเลย
ในเมื่อแร่เหล็กมันหายากนัก โชคดีที่ยังมีก้อนหินเกลื่อนกลาดอยู่เต็มภูเขา
หัวลูกศรหินจึงถือกำเนิดขึ้น ถึงแม้เนื้อหินจะเปราะไปหน่อยและใช้ได้แค่ครั้งเดียวทิ้งก็เถอะ
แต่ช่างมันปะไร
ขอแค่แข็งพอ!
และคมพอ!
เกราะหนังน่ะป้องกันมันไม่ได้หรอก!
เฉินเช่อมมองดูกองหัวลูกศรที่คมกริบและเศษฝุ่นหินที่กองอยู่ตรงมุมห้องพลางยิ้มออกมา ก่อนจะตะโกนเรียกคนที่อยู่ข้างนอก
"หว่านเอ๋อร์!"
หลินหว่านเอ๋อร์ที่กำลังนั่งยองๆ ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนตัวหนังสืออยู่บนพื้นหน้าบ้าน รีบโยนกิ่งไม้ทิ้งแล้ววิ่งเข้าไปหาทันที
พอเห็นภาพภายในห้อง ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
หินมากมายขนาดนี้มาจากไหนกันเนี่ย!
ก่อนหน้านี้ยังไม่มีอะไรอยู่เลยแท้ๆ!
สายตาที่เธอมองเฉินเช่อแทบจะมีประกายแสงเปล่งออกมา
"หรือว่าใต้เท้าจะเป็นเทพเจ้าที่สวรรค์ส่งลงมาโปรดพวกเราเหมือนอย่างที่ชาวบ้านเขาลือกันจริงๆ เจ้าคะ"
เฉินเช่อได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
ในยุคสมัยนี้ ความงมงายและความเชื่อโชคลางมันช่วยปลอบประโลมจิตใจผู้คนได้ดีกว่าวิทยาศาสตร์เสียอีก ปล่อยให้เข้าใจผิดต่อไปก็แล้วกัน
เขาชี้ไปที่ภูเขาหัวลูกศรหิน "ไปเรียกช่างฝีมือมาเอาหัวลูกศรพวกนี้ไปประกอบเข้ากับก้านธนู จะได้เอาไปใช้งานได้เลย ระวังหน่อยล่ะ มันคมมากนะ"
"เจ้าค่ะ!"
หลินหว่านเอ๋อร์พยักหน้ารับอย่างแข็งขัน ก่อนจะหันหลังวิ่งออกไปตามคน
"อ้อ จริงสิ!"
เฉินเช่อเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ เลยตะโกนไล่หลังไปอีกประโยค "โก่วเซิ่งกับพวกเขากลับมาหรือยัง ไม่รู้ว่าอานม้าอันใหม่จะใช้งานได้ดีแค่ไหนนะ"
……
หวังโก่วเซิ่งขี่อยู่บนหลังม้า เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองงอกติดเป็นเนื้อเดียวกับหลังม้าไปแล้ว มันมั่นคงสุดๆ ไปเลย
นี่เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึงมาก่อนในชีวิตนี้!
เพราะทักษะการขี่ม้าระดับนี้ปกติแล้วจะมีแค่พวกคนเถื่อนเท่านั้นที่ทำได้ แต่ตอนนี้เขากลับทำได้สบายๆ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาฝึกเลยด้วยซ้ำ!
ใต้เท้านายกองร้อยนี่สุดยอดจริงๆ!
ในตอนนี้ เขากำลังลาดตระเวนเฝ้าระวังอยู่รอบๆ ด่านประตูมังกร
พวกทหารสอดแนมอย่างพวกเขาจะมีเวลาฝึกซ้อมในค่ายน้อยกว่าคนอื่น เพราะเวลาส่วนใหญ่ต้องหมดไปกับการออกมาสอดแนมข้างนอก เพื่อป้องกันไม่ให้พวกคนเถื่อนบุกมาลอบโจมตี
"พอมีของวิเศษชิ้นใหม่นี่ ข้ามั่นใจเลยว่าถ้าต้องปะทะกับทหารม้าคนเถื่อน ข้าไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน!"
ตอนนี้เขาก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่หนึ่งแล้วเหมือนกัน ความมั่นใจจึงเต็มเปี่ยม
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาทันที
ท่ามกลางเสียงลมหนาว มีเสียงที่ผิดปกติบางอย่างแว่วมาเข้าหู
เขารีบดึงสายบังเหียนม้าให้หยุดชะงัก
เอียงหูตั้งใจฟัง
ท่ามกลางพายุหิมะที่อยู่ห่างออกไป มีเสียงทุ้มต่ำดังกึกก้องแว่วมา
เสียงฝีเท้าม้า!
สีหน้าของหวังโก่วเซิ่งเปลี่ยนไปทันที เขาเหยียบโกลนยืนขึ้นจนสุดตัว หรี่ตาเพ่งมองฝ่าพายุหิมะไปยังทิศทางที่มาของเสียง
ที่เส้นขอบฟ้า มีจุดสีดำเล็กๆ ปรากฏขึ้นและกำลังขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งจุด…
สิบจุด…
ห้าสิบ…
หนึ่งร้อย…
นับไม่ถ้วนเลย!
จุดสีดำขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ชัดเจน เผยให้เห็นโครงร่างของกองทหารม้าคนเถื่อนที่ดูดุดันและน่าเกรงขาม!
มืดฟ้ามัวดินไปหมด กะด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันนาย!
"มาจริงๆ ด้วยหรือเนี่ย!?"
หวังโก่วเซิ่งแอบด่าความปากพล่อยของตัวเองอยู่ในใจ เขารีบกระตุกสายบังเหียนหันหัวม้า ควบตะบึงกลับไปทางด่านประตูมังกรอย่างสุดชีวิต!
"ข้าศึกบุก!"
"พวกคนเถื่อนมาแล้ว!!"
เขาแหกปากตะโกนจนสุดเสียง
"พวกคนเถื่อนมาแล้วโว้ย!!!"
ด่านประตูมังกรที่เคยเงียบสงบเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นมาในชั่วพริบตา ทุกคนต่างตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"พวกคนเถื่อนมาแล้ว!"
"จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย!"
เมื่อเฉินเช่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย เขาก็รีบเดินออกมาจากห้องทันที
หวังโก่วเซิ่งควบม้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา แรงกระตุกสายบังเหียนทำให้ม้ายกขาทั้งสองข้างขึ้นสูงจนเกือบจะหงายหลังล้มลงไป
เฉินเช่อรีบเอ่ยถาม
"มีเท่าไหร่!"
"หนึ่งพันนายขอรับ!"
สีหน้าของหวังโก่วเซิ่งเคร่งเครียด "เป็นทหารม้าทั้งหมด! อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้! กำลังพุ่งตรงมาทางนี้!"
ทหารม้าหนึ่งพันนายงั้นหรือ!
นัยน์ตาของเฉินเช่อหดแคบลง
"กองกำลังทหารม้าขนาดนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นกองกำลังคุ้มกันปีกของทัพใหญ่ มีหน้าที่คอยปล้นสะดมหรือตัดเส้นทางเสบียง"
"การที่พวกมันพุ่งเป้าตรงมาที่นี่แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเตรียมจะกลืนกินด่านประตูมังกรให้สิ้นซาก แต่ว่าทำไมข้าถึงรู้สึกทะแม่งๆ ยังไงก็ไม่รู้นะ..."
เมื่อเห็นชาวบ้านต่างพากันมองมาที่เขาด้วยสายตาหวาดผวา เขาก็ดึงสติกลับมา ระบายยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
"ทุกคนไม่ต้องตื่นตระหนกไป!"
"ทำตามที่พวกเราเคยซ้อมกันไว้ กลับเข้าไปหลบในบ้านให้เงียบที่สุด ปล่อยให้พวกคนเถื่อนเป็นหน้าที่ของพวกเราจัดการเอง!"
เขายังไม่ทันจะได้ออกคำสั่ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
ชายฉกรรจ์สองร้อยนายวิ่งเหยาะๆ เข้ามาตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
ไม่มีใครมัวแต่หันไปซุบซิบนินทากัน
ไม่มีใครแสดงท่าทีลุกลี้ลุกลนหรือหวาดกลัว
มีเพียงใบหน้าที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ หลอมรวมกันเป็นกำแพงมนุษย์ที่แข็งแกร่งดั่งหินผายืนหยัดต้านทานลมหนาวอยู่ตรงหน้า
เมื่อได้เห็นกองทัพที่มีระเบียบวินัยเช่นนี้ ความหวาดกลัวในใจของชาวบ้านก็สงบลงทันที
เฉินเช่อมมองดูกองทัพลูกหลานชาวบ้านที่เริ่มฉายแววความแข็งแกร่งออกมา รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
ทหารม้าหนึ่งพันนายแล้วมันยังไงล่ะ
นี่มันคือสงครามตั้งรับในป้อมปราการนะ!
และตอนนี้เขาก็มีแนวป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ากำแพงหินเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว!
"เหล่าพี่น้องทั้งหลาย!"
เสียงของเขาดังกึกก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
"ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงหามรุ่งหามค่ำมาตั้งครึ่งค่อนเดือน จะหมู่หรือจ่า วันนี้แหละจะได้รู้กัน!"
"เอาเลือดของพวกคนเถื่อนมาเป็นเครื่องพิสูจน์ผลลัพธ์การฝึกซ้อมของพวกเรากันเถอะ!"
"สั่งสอนไอ้พวกเดรัจฉานนั่นให้มันรู้สำนึก ว่าบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนคุมกฎ!"
[จบแล้ว]