- หน้าแรก
- อย่าเรียกผมว่าเทพมาร
- บทที่ 35 - โรงงานสลักเกลียวกลิ้งขลุกขลัก
บทที่ 35 - โรงงานสลักเกลียวกลิ้งขลุกขลัก
บทที่ 35 - โรงงานสลักเกลียวกลิ้งขลุกขลัก
บทที่ 35 - โรงงานสลักเกลียวกลิ้งขลุกขลัก
หลังจากการชุมนุมสิ้นสุดลง แบรนดอนลากสังขารที่เหนื่อยล้าอย่างหนักจากการฝึกฝนความโกรธกลับมาถึงบ้าน
บ้านของแบรนดอนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่พบเห็นได้ทั่วไปที่สุดในเขตเมืองชั้นล่าง โครงสร้างภายนอกก่อขึ้นจากก้อนหินหนาหนัก ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานจึงดูทรุดโทรมไปบ้าง บนหลังคาไม้ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำและเถาวัลย์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของพื้นที่ริมทะเล
โครงสร้างภายในบ้านก็เรียบง่ายเช่นกัน พื้นที่หลักเมื่อเดินเข้าประตูมาทำหน้าที่เป็นทั้งห้องนั่งเล่นและห้องครัว มีเฟอร์นิเจอร์และของประดับตกแต่งแบบเรียบง่ายจัดวางอยู่ เมื่อเดินลึกเข้าไปจะมีผ้าม่านกั้นแบ่งพื้นที่เป็นห้องนอนสองห้อง
ห้องที่ใหญ่กว่าเป็นของบิดามารดาของแบรนดอน ส่วนห้องที่เล็กกว่าเป็นของเขาเอง พื้นที่นั้นไม่กว้างนัก เมื่อวางเตียงเดี่ยวอ่อนนุ่มลงไปก็แทบไม่เหลือที่ว่างแล้ว
บิดามารดาของแบรนดอนต้องออกไปทำงานในสถานที่ทำงานของตนในตอนกลางวัน ตอนที่เขากลับมา บ้านจึงเงียบเหงาไร้ผู้คน
บนโต๊ะมีขนมปังนุ่มสองก้อน ไข่ดาวหนึ่งฟอง และนมสดอุ่นๆ หนึ่งแก้ววางทิ้งไว้ให้
เมื่อได้กลิ่นหอมหวานจากขนมปังสีเหลืองทอง แบรนดอนจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าท้องกำลังร้องประท้วงด้วยความหิว
เขานั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้วสวาปามอย่างตะกละตะกลาม เหลือบมองวันที่บนปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนัง ก่อนจะหาวหวอดใหญ่ แล้วหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างจำใจ
"พวกนายทุนก๊อบลินชั่วร้าย พวกมันสมควรถูกแขวนคอที่เสาไฟริมท่าเรือ!"
แม้เพิ่งจะอดนอนมาทั้งคืน แต่ตอนนี้เขากลับต้องฝืนข่มความง่วงเอาไว้
เพราะเขาต้องรีบเร่งเดินทางไปทำงานที่โรงงานของพวกก๊อบลิน
ใจจริงเขาอยากจะโยนงานทิ้งไปเสียเดี๋ยวนี้ แล้วเปลี่ยนไปลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยเพื่อออกท่องทวีป
แต่มันติดตรงที่เขายากจนข้นแค้นเสียนี่กระไร!
การฝึกฝนของนักรบนั้นก็ผลาญเงินไม่ใช่น้อยเช่นกัน
อาวุธ ชุดเกราะ สิ่งใดบ้างที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ
เทพแห่งการแสวงหาความรู้สามารถประทานความรู้ให้เขาได้ แต่ไม่สามารถเสกอุปกรณ์ออกมาให้เขาได้โดยตรง
ภารกิจของนักผจญภัยที่สามารถทำเงินได้นั้น ล้วนแต่แฝงไปด้วยอันตรายทั้งสิ้น!
หากฝีมือไม่ถึง อุปกรณ์ก็ห่วยแตก ขืนออกไปผจญภัยแล้วโดนสัตว์ประหลาดในป่าฆ่าตายตั้งแต่เริ่ม มันจะไม่ขาดทุนย่อยยับหรอกหรือ!
แบรนดอนวางแผนไว้แล้ว
ช่วงนี้เขาต้องทนลำบากไปก่อน กลางวันทำงานหาเงิน กลางคืนก็ฝึกฝนการควบคุมความโกรธตามคำชี้แนะของเทพแห่งการแสวงหาความรู้ต่อไป
รอให้เขากลายเป็นนักรบระดับหนึ่งอย่างเป็นทางการ ซึ่งก็น่าจะใกล้เคียงกับวันจ่ายค่าจ้างพอดี ถึงตอนนั้นเขาจะชูนิ้วกลางใส่หน้าเถ้าแก่ก๊อบลินหน้าเลือดของโรงงานอย่างสะใจ แล้วบอกมันว่า บิดาไม่ทำแล้วโว้ย!
...
แบรนดอนเดินหาวไปตลอดทาง ลัดเลาะผ่านถนนสายเล็กๆ สองสามสาย จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าอาคารที่มีชื่อว่า 'โรงทำสลักเกลียวกุนกุน'
โรงงานน้อยใหญ่จำนวนมากในเขตเมืองชั้นล่างของท่าเรือกริม ล้วนถูกลงทุนสร้างโดยพวกก๊อบลิน
วัตถุดิบจากทั่วทุกสารทิศบนทวีปถูกนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายชนิดในเขตเมืองชั้นล่างของท่าเรือกริม จากนั้นก็ถูกขนส่งไปยังสถานที่ต่างๆ ทางเรือบรรทุกสินค้า เพื่อกอบโกยผลกำไรอันมหาศาล
แม้ว่าก๊อบลินตัวเตี้ยสีเขียวเหล่านี้จะไม่มีพลังการต่อสู้ใดๆ แต่เมื่อสะสมความมั่งคั่งได้ถึงระดับหนึ่ง การใช้เงินจ้างผู้คุ้มกัน และจัดหาอุปกรณ์ป้องกันตัวจาก 'วิศวกรรมก๊อบลิน' สารพัดชนิดมาใช้ นั่นก็ถือเป็นความแข็งแกร่งรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
กฎเกณฑ์ของ 'โรงทำสลักเกลียวกุนกุน' คือ มาสาย เลิกก่อนเวลา ล้วนถือว่าขาดงานในวันนั้นทั้งสิ้น
ทำงานหกวันหยุดหนึ่งวัน เข้างานเก้าโมงเช้าเลิกหกโมงเย็น ไม่เลี้ยงข้าว ไม่มีที่พักให้ และไม่รับผิดชอบกรณีบาดเจ็บจากการทำงาน
เงื่อนไขนั้นจุกจิกเข้มงวด ปริมาณงานก็หนักกว่าที่อื่น แถมสภาพแวดล้อมยังเลวร้ายสุดๆ
หากไม่ใช่เพราะโรงงานก๊อบลินแห่งนี้ให้ค่าจ้างสูงกว่าโรงงานที่เปิดโดยมนุษย์ แบรนดอนคงไม่มาทำงานที่นี่อย่างแน่นอน
ผู้คุมเผ่าอสูรกินคนที่นั่งอยู่หน้าประตู กำลังตรวจดูภาพวาดเพื่อตรวจสอบตัวตนของแต่ละคนทีละราย
"อืม... ขอข้าดูหน่อย"
"เจ้าหน้าตาคล้ายในรูปวาดนี้ งั้นเจ้าก็คงจะเป็น..."
"บรันดัน!"
"บรันดัน! วันนี้ที่ทำงานของเจ้าอยู่แถวที่สอง คนที่หกจากซ้าย"
หน้าของแบรนดอนคล้ำทะมึนลง เขาสบถด่าเสียงเบา
"ไอ้บัดซบเอ๊ย!"
ผู้คุมเผ่าอสูรกินคนตนนี้ถูกว่าจ้างมาโดยเถ้าแก่ของโรงทำสลักเกลียวกุนกุน เขาตั้งชื่อให้ตัวเองว่า 'ดูม'
คำๆ นี้ เป็นการออกเสียงที่แปลว่า 'ปัญญา' ในภาษาของอสูรกินคน
ดูมมักจะคิดเสมอว่าตนเองเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลมในหมู่เผ่าอสูรกินคน
ก็เพราะเขาอ่านหนังสือน่ะสิ
แต่ในความเป็นจริง ทักษะภาษาของหมอนี่เข้าขั้นครึ่งๆ กลางๆ ออกเสียงสิบคำก็ผิดไปเสียเก้าคำ
อย่างเช่น จนถึงตอนนี้ ดูมก็ยังคิดว่าชื่อของแบรนดอนอ่านว่าบรันดันอยู่เลย!
แบรนดอนไม่เก็บคนบ้ามาใส่ใจ เขาปรับอารมณ์แล้วก้าวเข้าไปในโรงงาน
กลิ่นเหม็นอับของเหงื่อไคลผสมปนเปกับกลิ่นน้ำมันเครื่อง จาระบี และกลิ่นสนิมโลหะ พุ่งเข้าปะทะใบหน้าในทันที
แต่แบรนดอนก็ชินชากับกลิ่นประหลาดนี้เสียแล้ว เขาเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานที่ว่างอยู่ของเขา หยิบเครื่องมือบนโต๊ะขึ้นมาอย่างชำนาญ แล้วเริ่มลงมือตะไบสลักเกลียว
เนื้องานของเขานั้นช่างแสนจะง่ายดาย
เพียงแค่นำสลักเกลียวที่ผ่านการแปรรูปหยาบๆ มาขัดเกลาด้วยมือให้ได้ขนาดตามที่กำหนด
ค่าจ้างคิดตามจำนวนชิ้นงานที่ทำเสร็จ จ่ายเงินเดือนละครั้ง
...
เนื่องจากเขาอดนอนฝึกฝนการควบคุมความโกรธมาทั้งคืน ร่างกายจึงอ่อนเพลีย ประสิทธิภาพในการขัดสลักเกลียวจึงลดลงตามไปด้วย
วุ่นวายมาทั้งเช้า ผลงานของเขายังไม่ถึงครึ่งของช่วงเวลาปกติเลยด้วยซ้ำ
กว่าจะทนจนถึงเวลาพักเที่ยงอันแสนสั้นได้ ชายร่างเล็กคนหนึ่งก็เบียดตัวมาจากโต๊ะทำงานข้างๆ แล้วขยิบตาหลิ่วตาให้เขา
"เป็นอะไรไป แบรนดอน เมื่อคืนตอนเล่นไพ่ที่ร้านเหล้าหัวหมู ข้าไม่เห็นเจ้าเลย ไปมุดหัวอยู่ที่ใดมา"
"ดูท่าทางเซื่องซึมของเจ้าสิ คงไม่ได้แอบไปหาความสำราญที่ร้านกุหลาบพลอดรักมาหรอกนะ"
"เรี่ยวแรงของเจ้าก็ดูไม่ค่อยจะดีเอาเสียเลย!"
"ปากก็เอาแต่พร่ำบอกว่าในภายภาคหน้าจะเป็นนักรบที่เลื่องชื่อลือนามไปทั่วทวีป นี่เพิ่งจะคืนเดียวก็หมดน้ำยาเสียแล้วหรือ"
แบรนดอนสวนกลับด้วยความโมโหทันที
"ผายลมสิ!"
"ข้ารู้ดีว่าปากสุนัขอย่างเจ้ามันพ่นคำพูดดีๆ ออกมาไม่ได้หรอก"
"เจ้านั่นแหละที่หมดน้ำยา! บิดาร่างกายกำยำล่ำสันแข็งแรงดีโว้ย!"
"คอยดูเถอะ อีกไม่กี่วันข้าก็จะกลายเป็นนักรบระดับหนึ่งที่แท้จริงแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะไปเป็นนักผจญภัย สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังจนไม่ว่าจะไปที่ใด แค่เอาหน้าไปโชว์ก็มีข้าวกินแล้ว!"
"ส่วนเจ้าก็มุดหัวรอความตายอยู่ที่สถานที่ซอมซ่อแห่งนี้ต่อไปเถอะ!"
อีกฝ่ายคือเพื่อนร่วมงานของแบรนดอน ปกติแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ถือว่าไม่เลว มักจะไปหาที่ดื่มเหล้า เล่นไพ่ และพูดคุยโอ้อวดกันหลังเลิกงานอยู่เสมอ
สถานการณ์ของเขาก็คล้ายกับแบรนดอน เพราะไม่มีความหวังที่จะได้เป็นผู้ใช้พลัง จึงต้องหางานทำเพื่อประทังชีวิตเหมือนคนส่วนใหญ่ในเขตเมืองชั้นล่าง
ตั้งใจว่าทำงานสักไม่กี่ปี พอเก็บเงินได้มากพอก็จะกลับไปหาเมืองเล็กๆ สักแห่งในอาณาจักรเรยัคเพื่อซื้อบ้านและลงหลักปักฐาน
ถึงอย่างไร แม้สภาพแวดล้อมในเขตเมืองชั้นล่างของท่าเรือกริมจะเลวร้าย แต่ค่าแรงของกรรมกรที่นี่ก็ยังสูงกว่าในเมืองเล็กๆ ทั่วไปของอาณาจักรเรยัคอยู่มาก
เมื่อได้ยินคำพูดของแบรนดอน เพื่อนร่วมงานก็คิดว่าเป็นเพียงคำคุยโวโอ้อวดที่แบรนดอนมักจะพร่ำบอกอยู่เสมอว่า 'ในภายภาคหน้าเขาจะกลายเป็นนักรบระดับตำนานผู้ยิ่งใหญ่'
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากหยอกล้ออีกสองสามประโยค กลับเห็นแบรนดอนชะงักงันไปชั่วครู่
วินาทีต่อมา แบรนดอนก็จู่ๆ ก้มหน้าก้มตาลงมือขัดสลักเกลียวต่อด้วยความกระตือรือร้นอย่างเปี่ยมล้น!
เพื่อนร่วมงานถึงกับยืนอึ้ง "นี่มันเรื่องอันใดกัน"
ตามนิสัยปกติของพวกเขา ไม่มีทางที่จะทำงานเกินเวลาแม้แต่วินาทีเดียว ทันทีที่เสียงระฆังพักดังขึ้น พวกเขาก็จะวางมือจากงานที่ทำอยู่ทันทีสิ
แบรนดอนยังคงขยับมือทำงานต่อไปโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาตอบ "เจ้าจะไปรู้อันใด!"
"นั่นก็เพราะข้าเพิ่งจะตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วการขัดสลักเกลียวมันเป็นงานที่มีความหมายมากน่ะสิ!"
ความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนร่วมงานถูกจุดประกายขึ้นมาทันที
"ไม่ปกติ อาการของเจ้ามันไม่ปกติเอาเสียเลยนะแบรนดอน เจ้ากำลังมีความลับนี่นา!"
"ตกลงว่ามันมีเรื่องอันใดกันแน่ ยังเห็นข้าเป็นสหายรักอยู่หรือไม่ รีบเล่ามาให้ฟังเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
...
[จบแล้ว]