- หน้าแรก
- อย่าเรียกผมว่าเทพมาร
- บทที่ 31 - เทพมาร! พวกนอกรีต!
บทที่ 31 - เทพมาร! พวกนอกรีต!
บทที่ 31 - เทพมาร! พวกนอกรีต!
บทที่ 31 - เทพมาร! พวกนอกรีต!
ตลอดช่วงเวลากลางวันของวันแห่งไฟ แบรนดอน โรเบิร์ต ใช้เวลาไปกับความกระวนกระวายใจ
เนื้อหาที่เขียนบนกระดาษ ปฏิกิริยาแรกของเขาแน่นอนว่าต้องไม่เชื่อ
คำพูดเหล่านี้ช่างเหมือนกับพวกสิบแปดมงกุฎที่ตั้งแผงลอยริมทางแล้วอ้างว่าดูดวงให้ฟรี เปิดปากมาก็บอกว่าเจ้ามีพรสวรรค์โดดเด่น ศักยภาพไร้ขีดจำกัด อนาคตจะต้องกลายเป็นยอดคนในตำนานแน่ ตอนนี้เพียงแค่จ่ายเงินมาสิบเหรียญเงิน ข้าจะชี้ทางสว่างให้ บอกวิธีที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตแก่เจ้า
แต่ทว่าสถานการณ์ในครั้งนี้แตกต่างออกไป
บนกระดาษมีชื่อของเขาเขียนไว้อย่างชัดเจน
แบรนดอนคิดสะระตะไปมา สุดท้ายก็นึกถึงความเป็นไปได้หนึ่งที่ทำให้เขาแทบไม่อยากจะเชื่อ
บางที... อาจจะมีผู้ใดเล็งเห็นแววในตัวเขาเข้าแล้ว!
การจะรู้ชื่อของเขาได้ ย่อมต้องส่งคนไปสืบเสาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเขามาเป็นพิเศษอย่างแน่นอน!
ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งก็คงไม่ต้องทุ่มทุนสร้างถึงเพียงนี้ หรือบางทีอาจจะมีคนค้นพบ 'ศักยภาพ' ในตัวเขา และตั้งใจจะรับสมัครเพื่อนำไปปั้นจริงๆ
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ แบรนดอนก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มคิดเข้าข้างตนเอง
"หรือว่า... ข้าจะมีพรสวรรค์บางอย่างที่แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้ตัว"
"เป็นไปได้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วข้าคืออัจฉริยะ"
ประวัติการเติบโตของแบรนดอนนั้นเรียบง่ายมาก บิดามารดาของเขาเป็นชาวอาณาจักรเรยัคที่เดินทางมารับจ้างทำงานในท่าเรือกริม และได้ให้กำเนิดแบรนดอนในช่วงเวลานั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แบรนดอนเป็นเด็กที่เติบโตมาในท่าเรือกริมนั่นเอง
ตั้งแต่เด็ก เขาได้เห็นผู้ใช้พลังสารพัดรูปแบบรับงานจากนายจ้าง ทั้งคุ้มกันขบวนสินค้า ค้นหาสิ่งของ แก้ไขข้อพิพาทต่างๆ เมื่อได้เห็นพวกเขาใช้ชีวิตตามวิถีทางที่ตนเองเลือกได้อย่างอิสระ แบรนดอนก็อิจฉาจนแทบคลั่ง
เขาเคยใฝ่ฝันว่า จะหยิบดาบเล่มที่ดีที่สุดในบ้าน ก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้พลังที่แข็งแกร่ง และจารึกตำนานของตนเองไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ของทวีปนี้
แต่อุดมการณ์ช่างสวยหรู ทว่าความเป็นจริงช่างโหดร้าย
แม้กระทั่งเส้นทางนักรบที่มีข้อกำหนดต่ำที่สุด หากต้องการไปสมัครเรียนที่สมาคมนักรบ เงื่อนไขพื้นฐานก็คือต้องนำอาวุธและชุดเกราะที่ได้มาตรฐานมาเอง หรือไม่ก็ต้องซื้อใหม่
ความเป็นจริงที่แบรนดอนต้องเผชิญก็คือ อย่าว่าแต่ดาบชั้นดีเลย แม้แต่ดาบไม้สักเล่มที่บ้านเขาก็ยังไม่มี
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชุดเกราะที่ราคาแพงหูฉี่เหล่านั้น
ด้วยเงินเก็บที่เจียดมาจากการรับจ้างทำงานรายวันอย่างยากลำบาก แบรนดอนตั้งใจว่าจะซื้ออาวุธที่จับถนัดมือสักชิ้นก่อน เพื่อจะได้ลองฝึกฝนกระบวนท่าต่อสู้อยู่ที่บ้าน
แต่อาวุธที่วางขายในตลาดการค้าหรือสมาคมนักรบนั้น แบรนดอนไม่ต้องคิดเลย เขาไม่มีปัญญาซื้อแน่นอน
ดาบยาวมาตรฐานที่ตีจากเหล็กกล้าชั้นดีและหลอมโดยช่างตีเหล็กเผ่าคนแคระผู้เชี่ยวชาญ ราคาย่อมต้องตั้งต้นด้วยหน่วยเหรียญทอง
สำหรับแบรนดอน แค่ปรายตามองก็ถือว่าผิดบาปแล้ว!
ด้วยฐานะของเขา เขาทำได้เพียงไปเสี่ยงดวงที่ตลาดมืดในเขตเมืองชั้นล่าง เพื่อดูว่าจะมีของห่วยๆ ราคาถูก หรือของโจรที่ไม่รู้ที่มาที่ไปและต้องนำมาเลหลังขายถูกๆ หรือไม่
หากไม่มีปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้น ชาตินี้เขาก็คงยากที่จะเปลี่ยนสถานะจากคนธรรมดาไปเป็นผู้ใช้พลังได้
แต่จู่ๆ ตอนนี้กลับมีคนมาบอกว่า มีช่องทางที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้ใช้พลังที่แข็งแกร่งได้
แถมดูๆ ไปแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นการกลั่นแกล้งกันเล่น!
แบรนดอนหวั่นไหวเข้าแล้ว
...
คนที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกับแบรนดอนนั้น ยังมีอีกหลายคน
ค่ำคืนนี้ ณ ร้านเหล้าพี่น้องโมเนีย
แบรนดอนกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วยความระแวดระวังเล็กน้อย
ที่ตั้งของร้านเหล้าพี่น้องโมเนียนั้นหาไม่ยาก เพียงแค่ถามพวกเด็กรับใช้ที่วิ่งเต้นอยู่ตามเขตเมืองชั้นล่างก็รู้แล้ว
เมื่อแบรนดอนมาถึง หญิงสาวในชุดแม่ชีสีดำก็ส่งสัญญาณให้เขาเดินตามนางไป และพานางลงไปยังห้องเก็บสุราใต้ดินของร้านเหล้า
แบรนดอนลองนับดู นอกจากตัวเขาแล้ว ในที่นั้นยังมีคนอื่นอีกสี่คน
"โปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ"
หญิงสาวหันมากล่าวกับแบรนดอน
เมื่อเสียงระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนดังกังวานแว่วมาจากที่ไกลๆ หญิงสาวก็ปรบมือเบาๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของทุกคน
"ทุกท่าน การที่พวกท่านมาเยือน ณ ที่แห่งนี้ ย่อมต้องมีความปรารถนาที่จะกลายเป็นผู้ใช้พลัง"
"การจะก้าวเดินบนเส้นทางสายอาชีพได้นั้น ต้องอาศัยทั้งพรสวรรค์และที่สำคัญคือทรัพย์สินเงินทอง"
"พวกท่านทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว ขอเพียงมีความมุ่งมั่นพยายาม พรสวรรค์ก็จะไม่ใช่ข้อจำกัดสำหรับพวกท่านอีกต่อไป"
"ส่วนเรื่องทรัพย์สิน... ขอให้ทุกท่านวางใจ นิกายของพวกเรายินดีให้ความช่วยเหลือเพื่อขจัดปัญหานี้ให้แก่พวกท่าน"
เมื่อได้ยินคำว่า 'นิกาย' แบรนดอนก็เริ่มตื่นตัวระวังภัยขึ้นมาทันที
คำว่านิกายนี้ นอกจากคริสตจักรหลักของเทพเจ้าที่ได้รับการยอมรับแล้ว ก็ยังมีนิกายเล็กๆ ของเทพภายนอกสารพัดรูปแบบ และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ นิกายบูชาเทพมารที่คอยชักใยแผนการชั่วร้ายอยู่ตามมุมมืดต่างๆ
ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถเขียนชื่อของเขาลงบนกระดาษได้อย่างถูกต้อง ย่อมต้องมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี
คริสตจักรหลักไม่มีทางจัดสถานที่ชุมนุมไว้ในห้องเก็บสุราใต้ดินของร้านเหล้าเล็กๆ ในเขตเมืองชั้นล่างเช่นนี้แน่นอน
ถ้าเช่นนั้น นิกายที่กล่าวอ้างนี้ หากไม่ใช่ฐานที่มั่นของสาวกเทพภายนอกองค์ใดองค์หนึ่ง ก็อาจจะเป็น... สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด รังของเทพมาร!
ในขณะที่แบรนดอนกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น หญิงสาวก็กล่าวต่อไป
"เพื่อให้ทุกท่านได้ประจักษ์ถึงความจริงใจของนิกายเรา"
"แม้ว่าทุกท่านจะยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วมกับเรา แต่ก็สามารถรับการทดสอบพรสวรรค์ผู้ใช้พลังได้ที่นี่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย"
"นี่คือสวัสดิการแรกเข้าของนิกายเรา การทดสอบพรสวรรค์จะช่วยให้ทุกท่านล่วงรู้ว่าเส้นทางอาชีพใดที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด"
"เนื่องจากนี่เป็นการเปิดรับสาวกครั้งแรกในท่าเรือกริม ทุกท่านจึงได้รับสิทธิ์ให้เข้ารับการทดสอบฟรี"
ใจของแบรนดอนหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที
แย่แล้ว!
เขาคงไม่ได้หลงเข้ามาในรังของเทพมารเข้าจริงๆ หรอกนะ!
แม้เขาจะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่ถึงไม่เคยกินเนื้อหมู ก็ต้องเคยเห็นหมูวิ่งมาบ้างล่ะน่า!
เขารู้ดีว่า การทดสอบพรสวรรค์ผู้ใช้พลังนั้นเป็นวิชาเทวะเฉพาะของคริสตจักรแห่งความยุติธรรม ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องค่าใช้จ่ายที่แพงหูฉี่!
ตามหลักการแล้ว มีเพียงผู้ศรัทธาที่แท้จริงของเทพแห่งความยุติธรรมเท่านั้นที่สามารถใช้วิชาเทวะนี้ได้
การที่กล้าเอาของพรรค์นี้มาเป็น 'สวัสดิการแรกเข้า' บางทีอาจจะเป็นคำลวงโลกของเทพมาร ที่ใช้หลอกล่อคนธรรมดาที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ให้มาติดกับดัก!
"เทพมาร! พวกนอกรีต!"
แบรนดอนยังคิดไม่ทันตกเลยว่าจะหาวิธีหลบหนีออกจากสถานที่ที่ต้องสงสัยว่าเป็นรังของเทพมารนี้ได้อย่างไร จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ตะโกนด่าทอด้วยความโกรธแค้น
"การทดสอบพรสวรรค์ทางอาชีพเป็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของเทพแห่งความยุติธรรมฟีล! เจ้าไม่ใช่สาวกของเทพแห่งความยุติธรรม เจ้ากำลังโกหก!"
แบรนดอนถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก
เดี๋ยวนะ สหาย เจ้าบุ่มบ่ามถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ต่อให้รู้ว่านี่เป็นกลลวงของเทพมาร ตอนนี้ก็ไม่ควรจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แล้วเออออห่อหมกแสร้งทำเป็นให้ความร่วมมือไปก่อน เพื่อหาทางรีบเผ่นหนีออกจากที่นี่ไปแจ้งคริสตจักรหลักหรืออย่างไร
ขืนเจ้ามาโวยวายเอาแบบนี้ มันก็เท่ากับฉีกหน้ากันโต้งๆ เลยไม่ใช่หรือ!
อีกฝ่ายเมื่อรู้ว่าความลับแตก ก็ต้องฆ่าปิดปากแหงๆ ไม่จับพวกตัวซวยที่ถูกหลอกมาอย่างพวกเขาไปบูชายัญให้เทพมารทันทีเลยหรือไง
ทว่าเมื่อหญิงสาวได้ยินคำกล่าวหา สีหน้าของนางกลับยังคงสงบนิ่ง
"ท่านชาย ข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจอันใดผิดไปแล้วเจ้าค่ะ"
"ผู้ที่คอยชี้นำนิกายของเราคือเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เหนือพรรณนา"
"แม้พระองค์จะมิใช่เทพแห่งความยุติธรรม แต่พลังอำนาจของพระองค์นั้นพิเศษยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ สาวกแห่งนิกายเราจึงสามารถได้รับการยอมรับจากองค์เทพฟีล และสามารถใช้วิชาเทวะของพระองค์ได้เช่นเดียวกัน"
"หากท่านไม่เชื่อ ข้าสามารถแสดงวิชาเทวะให้ดูประเดี๋ยวนี้เลย โดยมีทุกท่านในที่นี้เป็นพยาน"
ชายหนุ่มที่เมื่อครู่ยังโวยวายว่าเป็น 'เทพมารพวกนอกรีต' เมื่อได้ฟังคำอธิบาย ก็ถามย้ำด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
"แสดงให้ดูตอนนี้เลยหรือ ที่นี่เนี่ยนะ"
"หากข้ารู้สึกทะแม่งๆ ข้าสามารถเดินออกไปได้ทุกเมื่อใช่หรือไม่"
หญิงสาวยิ้มรับและพยักหน้ายืนยัน "แน่นอนเจ้าค่ะ"
"ในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าขอให้คำรับรอง"
...
[จบแล้ว]