- หน้าแรก
- อย่าเรียกผมว่าเทพมาร
- บทที่ 29 - ตลาดมืด
บทที่ 29 - ตลาดมืด
บทที่ 29 - ตลาดมืด
บทที่ 29 - ตลาดมืด
ม่านราตรีอันเลือนรางกลืนกินความมืดมิดอย่างเงียบงัน เขตโกดังร้างใกล้ท่าเรือค่อยๆ ตื่นขึ้นพร้อมกับแสงสนธยา
โกดังแห่งนี้เดิมทีเป็นของพ่อค้าก๊อบลินผู้หนึ่ง เขาเหมาเช่าสถานที่แห่งนี้ไว้เพื่อใช้เป็นที่พักสินค้าชั่วคราวที่เรือสินค้าขนส่งมาจากสถานที่ต่างๆ
ทว่านิสัยละโมบโลภมากที่มีมาแต่กำเนิดของเผ่าพันธุ์ก๊อบลิน ทำให้ในเวลาต่อมาเขาได้กระทำความผิดพลาดครั้งใหญ่
เพื่อกอบโกยผลกำไรมหาศาล เขาไม่ลังเลที่จะทดลองลักลอบขนส่งและกักเก็บสินค้าต้องห้ามที่เกี่ยวข้องกับเทพมารไว้ในสถานที่แห่งนี้อย่างลับๆ
ผลก็คือความลับรั่วไหล เขาถูกก๊อบลินผู้เป็นคู่แข่งทางการค้าสายเดียวกันนำเรื่องไปแจ้งทางการ
ในการจัดการกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทพมาร อำนาจบังคับใช้กฎหมายของคริสตจักรใหญ่ต่างๆ นั้นมีมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐของท่าเรือกริมเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการจัดการของพวกเขายังสามารถอธิบายได้ด้วยประโยคเดียวสั้นๆ ว่า
ยอมสังหารคนผิด ดีกว่าปล่อยให้รอดไปได้
ข่าวถูกแจ้งไปเมื่อตอนเช้า พอตกบ่ายโกดังก็ถูกทลายจนสิ้นซาก
เพียงไม่กี่ชั่วโมง เขตโกดังแห่งนี้ก็ถูกกองกำลังของคริสตจักรที่มาทำลายสินค้าต้องห้ามของเทพมาร ถล่มด้วยทักษะต่อสู้ เวทมนตร์ และวิชาเทวะสารพัดรูปแบบจนกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง
ส่วนก๊อบลินผู้ก่อเรื่องนั้นประสาทสัมผัสไวพอดู เมื่อตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี เขาก็รีบควักกระเป๋าซื้อตั๋วโดยสารเรือเหาะก๊อบลินเที่ยวที่เร็วที่สุดในชั้นแขกผู้มีเกียรติระดับสูงสุด แล้วเผ่นหนีออกจากท่าเรือกริมไปอย่างเด็ดขาด จึงรอดพ้นจากการถูกจับกุมมาได้
ทว่ากรรมสิทธิ์เหนือเขตโกดังร้างแห่งนี้กลับกลายเป็นปัญหาคาราคาซัง โฉนดที่ดินยังคงอยู่ในมือของก๊อบลินที่หนีเตลิดไป จึงไม่มีผู้ใดสามารถเข้ามารับช่วงต่อได้
เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป พื้นที่บริเวณนี้ก็ค่อยๆ ถูกทิ้งร้างและเลือนหายไปจากความทรงจำของชาวเมือง
มุมมืดที่ไร้ผู้คนสนใจ ย่อมกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของเหล่านักค้านอกกฎหมายไปโดยปริยาย
ยามที่เพตและเรน่าซึ่งสวมเสื้อคลุมสีเทาย่างกรายเข้าสู่เขตโกดังร้าง กลิ่นประหลาดนานาชนิดก็ลอยมาเตะจมูก ทั้งกลิ่นธัญพืชขึ้นรา กลิ่นผักผลไม้เน่าเสีย กลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากตัวพวกคนจรจัด กลิ่นฉุนกึกเกินบรรยายพุ่งเข้าปะทะใบหน้าอย่างจัง
หากจะบอกว่ากลิ่นบริเวณทางเดินหน้าหน้าตึกร้านเหล้าของเรน่าในยามปกติเป็นเพียงกลิ่นที่ชวนพะอืดพะอมเล็กน้อยแล้วล่ะก็ กลิ่นในตลาดมืดเขตโกดังร้างแห่งนี้ก็ถึงขั้นทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านจนอยากจะอาเจียนออกมาจริงๆ
เพตอดไม่ได้ที่จะขย้อนเบาๆ ก่อนจะรีบร่ายเวทกรองอากาศให้ตนเองและเรน่าอย่างเร่งด่วน
"แหวะ... สถานที่พรรค์นี้ พวกเขาไม่รังเกียจความสะอิดสะเอียนบ้างหรือไร!"
เพตซึ่งไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนบ่นอุบ หลังจากขย้อนเอาความทรงจำของกลิ่นเหม็นนั้นออกจากหัวไปได้
ตลาดมืดเขตเมืองชั้นล่างไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรวมนักค้านอกกฎหมายสารพัดรูปแบบเท่านั้น แต่ยังมีพวกคนจรจัดที่สูญเสียที่อยู่อาศัยและไร้ความสามารถในการทำงานอาศัยอยู่ด้วย
การมีอยู่ของพวกคนจรจัดเหล่านี้ ทำให้สถานีตำรวจท่าเรือกริมหมดความสนใจที่จะเข้ามาจัดการพื้นที่บริเวณนี้
แทนที่จะต้องไปไล่ต้อนพวกขอทานที่เร่ร่อนอยู่เต็มถนน สู้ปล่อยให้พวกเขามากองรวมกันรอความตายอยู่ที่นี่ที่เดียวจะดีกว่า ตำรวจที่ทำตัวเช้าชามเย็นชามเหล่านั้นย่อมหวังให้มีเรื่องยุ่งยากน้อยลงเป็นธรรมดา
สิ่งนี้จึงกลายเป็นเกราะกำบังตามธรรมชาติชั้นดีให้กับตลาดมืด
เมื่อเดินผ่านแนวป้องกันคนจรจัดบริเวณรอบนอกของตลาดมืดเข้ามา ก็จะเข้าสู่เขตค้าขายที่แท้จริงของตลาดมืด
เงาร่างผู้คนเดินขวักไขว่ ผู้คนในที่นี้ล้วนแต่งกายคล้ายคลึงกับเพตและเรน่า สวมเสื้อคลุมยาวที่ขาดวิ่น หรือไม่ก็สวมหมวกคลุมศีรษะใบใหญ่ที่บดบังใบหน้า ทุกคนต่างพยายามปกปิดตัวตนและร่องรอยของตนเอง
ที่นี่ไม่เหมือนกับตลาดการค้าที่แบ่งแยกระหว่างเขตเมืองชั้นบนและชั้นล่างของท่าเรือกริม ซึ่งเหล่าพ่อค้าแม่ค้าจะคอยแนะนำสินค้าของตนอย่างกระตือรือร้น พยายามกวักมือเรียกผู้คนที่มีแววว่าจะเป็นลูกค้าที่เดินผ่านไปมา ไม่ว่าเวลาใดก็ล้วนอึกทึกครึกโครมและคึกคักอยู่เสมอ
ตรงกันข้าม บรรยากาศของตลาดมืดกลับดูอึดอัดกดดันอย่างยิ่ง
พ่อค้านิรนามจะวางสิ่งของที่ต้องการขายไว้บนผ้าปูพื้นข้างกาย หากมีผู้ใดสนใจสินค้าชิ้นใด ก็จะเดินเข้าไปพูดคุยด้วยเสียงกระซิบกระซาบ เมื่อตกลงราคากันได้ ก็ยื่นเงินมาแล้วรับของไป
นอกจากผู้ซื้อและผู้ขายแล้ว จะไม่มีบุคคลที่สามล่วงรู้เนื้อหาการเจรจาอย่างเด็ดขาด
เพตกวาดสายตามองแผงลอยในตลาดมืด
นี่เป็นครั้งแรกของเขากับเรน่าที่ได้มาเยือนตลาดมืด
นอกจากสินค้าทั่วไปอย่างอาวุธ ชุดเกราะ งานศิลปะ อัญมณี วัตถุดิบ หรือม้วนคัมภีร์เวทมนตร์ที่ไม่สามารถยืนยันของแท้ของเทียมได้แล้ว
ยังมีพวกที่ขายข่าวกรองหรือข้อมูลข่าวสาร พวกที่รับจ้างออกประกาศหรือรับทำภารกิจ พวกที่ออกประกาศจับ หรือแม้กระทั่ง เพตยังได้เห็นสินค้าที่พิเศษยิ่งกว่านั้น
ที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของตลาดมืด มีพื้นที่กว้างขวางถูกจัดสรรไว้อย่างชัดเจน ชายสามคนที่ไม่ได้สวมเสื้อคลุมยาวกำลังนั่งยองๆ หรือนั่งพักผ่อนอยู่ ข้างกายพวกเขามีกรงเหล็กขนาดความสูงราวหนึ่งเมตร กว้างยาวหลายเมตรตั้งอยู่
ภายในกรงอันคับแคบ หญิงสาวหลายคนสวมปลอกคอหนังสีน้ำตาล เนื่องจากข้อจำกัดด้านความสูงของกรง พวกนางจึงจำต้องอยู่ในท่านั่งคุกเข่าก้มหน้า
มีคนเดินเข้าไปหาชายสามคนนั้นเป็นระยะๆ หลังจากพูดคุยกันไม่กี่คำและหยิบถุงเงินเทเหรียญทองแดงออกมานับสิบเหรียญ ชายเหล่านั้นก็จะหัวเราะเสียงประหลาดแล้วเปิดประตูกรง ลากหญิงสาวคนหนึ่งออกมาจากข้างใน นำโซ่เหล็กไปคล้องกับปลอกคอของนาง จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกค้าจูงนางเดินหายไปในมุมมืดสลัวหลังกรงเหล็กนั้น
...
"ถุย!"
"เมื่อก่อนเคยแต่ได้ยิน ข้าไม่นึกเลยว่าคนของแก๊งเขี้ยวเลือดจะวิปริตผิดมนุษย์มนาถึงเพียงนี้!" เรน่าสบถเสียงต่ำด้วยความโกรธแค้น
"คนพวกนั้นก็มาจากแก๊งเขี้ยวเลือดด้วยหรือ" เพตขมวดคิ้ว
ในตลาดมืดที่ทุกคนต่างพยายามหาวิธีปกปิดตัวตนเช่นนี้ การที่ชายเหล่านั้นกล้าเปิดเผยรูปร่างหน้าตาอย่างโจ่งแจ้ง ย่อมมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
นั่นคืออีกฝ่ายไม่เกรงกลัวว่าจะมีผู้ใดล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง มั่นใจในอำนาจบารมีของตนเอง!
เรน่าส่งเสียงตอบรับเบาๆ "บนตัวคนพวกนั้นมีรอยสักรูปเขี้ยวสีเลือด นั่นเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของแก๊งเขี้ยวเลือดเจ้าค่ะ"
"แล้วผู้หญิงพวกนั้นมันเรื่องอันใดกัน"
"แก๊งเขี้ยวเลือดเปิดบ่อนคาสิโนและหอนางโลมหลายแห่งในเขตเมืองชั้นล่าง ข้าเคยได้ยินมาว่า หญิงบริการในนั้น หากทำงานได้ไม่ดี ทำยอดไม่ถึงเป้า แก๊งเขี้ยวเลือดก็จะใช้วิธีการสารพัดรูปแบบมาลงโทษพวกนาง"
"ยกตัวอย่างเช่น... ลากพวกนางมาที่ตลาดมืด บังคับให้พวกนางรับแขก..."
เพตเข้าใจแล้ว
ในท่าเรือกริม แม้การซื้อขายบริการทางเพศจะถูกกฎหมาย แต่เงื่อนไขสำคัญคือทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมพร้อมใจ
ผู้หญิงที่สวมปลอกคอเหล่านั้น ดูจากแววตาหวาดกลัวยามถูกลากออกมาจากกรงเหล็ก ก็เห็นได้ชัดว่าพวกนางไม่ได้สมัครใจ
"กำเริบเสิบสานเสียจริง"
เพตรู้ดีว่าอิทธิพลของแก๊งอันธพาลในเขตเมืองชั้นล่างของท่าเรือกริมนั้นยิ่งใหญ่มาก แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าแก๊งเขี้ยวเลือดจะกระทำความชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้
ในเมืองชายแดนอันเป็นบ้านเกิดของเพต แม้ขุนนางและสามัญชนจะมีเรื่องขัดแย้งกันบ้างในบางครั้ง แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของกฎระเบียบ
ทว่าสิ่งที่แก๊งเขี้ยวเลือดกระทำนั้น เห็นได้ชัดว่าได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าแก๊งเขี้ยวเลือดไม่ได้เห็นกฎหมายของท่าเรือกริมอยู่ในสายตาเลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ในเขตเมืองชั้นล่างที่ความปลอดภัยย่ำแย่และเต็มไปด้วยอาชญากรรม พวกเขามีกฎเกณฑ์ของตนเองมาแทนที่กฎหมายของบ้านเมืองไปแล้ว
เดิมทีเพตคิดว่า หากต้องการแก้ปัญหาของเรน่า เพียงแค่เผยแผ่ลัทธิของเทพแห่งการแสวงหาความรู้ในท่าเรือกริม รวบรวมผู้คนให้ได้มากพอ เมื่อมีกำลังที่แข็งแกร่งพอที่จะทำให้แก๊งเขี้ยวเลือดรู้ว่าเบื้องหลังของเรน่าก็มีคนหนุนหลังและไม่ควรเข้าไปตอแย พวกเขาก็ย่อมไม่กล้ามาหาเรื่องที่ร้านเหล้าอีก
ทว่าเมื่อได้เห็นพฤติกรรมกำเริบเสิบสานไม่เห็นหัวผู้ใดของแก๊งเขี้ยวเลือดแล้ว เพตก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่าง
เรื่องนี้คงไม่อาจจัดการได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
หากเปลี่ยนเป็นเพตคนก่อนที่เอาแต่ใช้ชีวิตไปวันๆ รอความตาย เมื่อตระหนักได้ว่าเรื่องราวยุ่งยากถึงเพียงนี้ เขาคงจะถอดใจและเตรียมตัวหนีเอาตัวรอดไปแล้ว
แต่ในยามนี้เขามีเทพแห่งการแสวงหาความรู้เป็นผู้หนุนหลัง เพตจึงมีความมั่นใจ
เพตจับมือเรน่าเบาๆ "อย่าเพิ่งใจร้อน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะไปปะทะกับพวกมันตรงๆ อย่าลืมเป้าหมายที่เรามาที่นี่สิ"
"รอให้พวกเราเติบโตแข็งแกร่งขึ้นก่อนเถอะ ค่อยไปคิดบัญชีกับพวกมัน!"
...
[จบแล้ว]