- หน้าแรก
- ดราก้อนบอล ระบบฮาเร็มคริสตัลของโบรลี่
- บทที่ 22 - ลิงจ๋อไม่จำเป็นต้องขี่เมฆสีรุ้งมาเปิดตัวเสมอไป
บทที่ 22 - ลิงจ๋อไม่จำเป็นต้องขี่เมฆสีรุ้งมาเปิดตัวเสมอไป
บทที่ 22 - ลิงจ๋อไม่จำเป็นต้องขี่เมฆสีรุ้งมาเปิดตัวเสมอไป
บทที่ 22 - ลิงจ๋อไม่จำเป็นต้องขี่เมฆสีรุ้งมาเปิดตัวเสมอไป
การนอนหลับครั้งนี้ช่างแสนสบาย จนกระทั่งตะวันโด่ง อ๊ะ ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่าจนถึงตอนเที่ยงที่เมฆดำทะมึนก่อตัวเหมือนฝนตกหนักกำลังจะเทลงมา โบรลี่ถึงได้ถูกเสียงแจ้งเตือนจากระบบวังคริสตัลปลุกให้ตื่น
[แจ้งเตือน ระดับความสุขของมาโต้ ซากุระกำลังลดลง]
[แจ้งเตือน ระดับความสุขของโทซากะ รินกำลังลดลง]
...
[แจ้งเตือน ระดับความสุขของมาโต้ ซากุระกำลังเพิ่มขึ้น]
[แจ้งเตือน ระดับความสุขของโทซากะ รินกำลังลดลง]
...
ความรู้สึกตอนตื่นมาเห็นหุ้นตกแดงเถือกทั้งกระดานมันเป็นยังไงน่ะเหรอ? ถึงจะมีสีเขียวแจ้งเตือนว่าเพิ่มขึ้นโผล่มาแทรกอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วมันก็ดิ่งฮวบลงอย่างหนักหน่วงอยู่ดี
มาโต้ ซากุระ จากเดิมที่ระดับความสุขทะลุหลักร้อยไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้กลับเหลือแค่ยี่สิบกว่าๆ เท่านั้น
โทซากะ ริน ที่เมื่อวานเพิ่งตามหาเพื่อนจนเจอและระดับความสุขพุ่งไปถึงเจ็ดสิบ ตอนนี้ก็ร่วงลงมาเหลือแค่หลักหน่วยเหมือนกัน
มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่โบรลี่ไม่อาจรู้ได้ แต่เขารู้ซึ้งเลยล่ะว่าตัวเองกำลังสูญเสียอะไรไป
เพียงชั่วพริบตาเดียว พลังปราณของโบรลี่ก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที
พายุทอร์นาโดก่อตัวขึ้นภายในห้อง พื้นเสื่อทาทามิยุบตัวลงไป ดาดฟ้าห้องถูกกระแสลมหอบปลิวหายไปในพริบตา ข้าวของเครื่องใช้ปลิวว่อนกระจัดกระจายไปทั่ว
เสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหวเรียกให้คนในบ้านฟุจิมุระแห่กันมาดู แต่พวกเขากลับไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปใกล้ห้องที่แม้แต่กำแพงและประตูยังค่อยๆ ถูกพายุหอบหลุดออกไป ได้แต่มองดูเด็กชายที่ยืนอยู่ใจกลางกระแสลมหฤโหดด้วยสายตาหวาดผวา
"เกิดอะไรขึ้นโบรลี่?"
จนกระทั่งฟุจิมุระ ไทกะ เด็กสาวที่วันนี้ตัดสินใจลาหยุดอยู่บ้าน เดินฝ่าเข้ามาถามไถ่เด็กชาย พายุทอร์นาโดลูกยักษ์ถึงได้ค่อยๆ สงบลง
ข้าวของร่วงหล่นดังตุ้บตั้บ ขอบตาของโบรลี่แดงก่ำ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความน้อยใจและเจ็บปวด "พี่สาวไทกะ ความสุขของฉันหายไปหมดแล้ว"
"หา?"
ฟุจิมุระ ไทกะทำหน้างง แต่พอเข้าไปถามไถ่จนได้ความ เธอก็รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าเด็กผู้หญิงชื่อซากุระที่โบรลี่เคยพามาด้วย กับเพื่อนร่วมโต๊ะที่โรงเรียนของโบรลี่ ซึ่งทั้งคู่ได้รับการรับรองจากระบบวังคริสตัลให้เป็นเป้าหมายในการพิชิตใจ และเป็นว่าที่สมาชิกวังคริสตัลที่สะสมค่าความสุขได้สูงปรี๊ดแล้วนั้น จู่ๆ ค่าความสุขของพวกเธอก็ร่วงฮวบลงมาอย่างน่าใจหาย
เมื่อรู้ซึ้งถึงชีวิตความเป็นอยู่แต่หนหลังของเด็กชาย และเข้าใจดีว่าแต้มความสุขมีความหมายต่อเขามากขนาดไหน มันคือสิ่งเดียวที่ใช้แลกอาหารเพื่อการมีชีวิตที่เปี่ยมสุขได้ ฟุจิมุระ ไทกะก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเด็กชายถึงได้สติแตกขนาดนี้
"โบรลี่ อย่าเพิ่งลุกลี้ลุกลนไป เวลาเจอปัญหา สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องใจเย็นๆ การตื่นตระหนกมันไม่ช่วยอะไร การอาละวาดก็เหมือนกัน ตอนนี้สิ่งที่เราต้องทำคือช่วยกันคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้ต่างหาก"
ฟุจิมุระ ไรกะที่เพิ่งเดินมาถึง พอได้ยินหลานสาวตัวเองงัดเอาคำสอนที่เขาเพิ่งสอนเธอไปเมื่อวันก่อน มาใช้สั่งสอนเด็กชายที่เพิ่งพังบ้านจนเละเทะ สีหน้าของชายชราก็ดูพิลึกพิลั่นขึ้นมาทันที
"อื้อ ฉันเข้าใจแล้ว"
โบรลี่พยักหน้า พยายามสะกดกลั้นพลังปราณที่พลุ่งพล่านตามอารมณ์ให้สงบลงอย่างเต็มที่
"แล้วตอนนี้ฉันต้องทำยังไงล่ะ?"
"การที่ค่าความสุขลดลงมันต้องมีสาเหตุสิ เราควรไปหาเด็กผู้หญิงสองคนนั้น แล้วถามให้รู้เรื่องว่าอะไรทำให้พวกเธอไม่มีความสุข
เพื่อนร่วมโต๊ะของนายอาจจะอยู่ไกลหน่อย แต่ซากุระจังก็อยู่ในเมืองฟุยุกิไม่ใช่เหรอ เราบุกไปหาที่บ้านเพื่อถามไถ่สถานการณ์เลยก็ได้นี่นา"
ฟุจิมุระ ไทกะเสนอไอเดีย แต่โบรลี่กลับส่ายหน้า "เมื่อคืนฉันได้ยินมาว่า ซากุระกับเพื่อนร่วมโต๊ะของฉันจริงๆ แล้วเป็นพี่น้องกัน ตอนนี้เธอไปอยู่กับแม่ของเธอแล้วล่ะ"
"เอ่อ งั้นก็ไปที่บ้านเพื่อนร่วมโต๊ะนายสิ"
"ฉันไม่รู้ว่าบ้านเธออยู่ไหน"
"อ้าว เวรล่ะ..."
ในขณะที่ทั้งเด็กและวัยรุ่นกำลังมืดแปดด้าน ฟุจิมุระ ไรกะก็เดินเข้ามาพร้อมกับกระแอมไอเบาๆ แล้วพูดเตือนความจำ "ไทกะ อย่าลืมสิว่าบ้านเรามีเส้นสายอยู่นะ ปู่โทรไปหาครูใหญ่โรงเรียนนั้น แล้วให้เขาเช็กที่อยู่ของเพื่อนร่วมโต๊ะโบรลี่ให้ก็ได้นี่"
ถึงชายชราจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่การที่บ้านถูกทำลายจนเละเทะขนาดนี้ ก็ทำให้เขารู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ต้องสำคัญกับโบรลี่มากแน่ๆ
แม้ตอนนี้เขาจะเลิกหวังที่จะดึงโบรลี่เข้ามาอยู่ในแก๊งฟุจิมุระแล้ว แต่การรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างหลานสาวกับเด็กคนนี้ไว้ ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญมากอยู่ดี
"คุณปู่ คำพูดของคุณปู่นี่มาได้จังหวะสุดๆ เลยค่ะ!"
"ขอบคุณครับ คุณปู่"
เมื่อได้รับความช่วยเหลือก็ต้องขอบคุณ โบรลี่มองชายชราแล้วก้มหัวกล่าวขอบคุณทันที
"เรื่องเล็กน่า เรื่องเล็ก"
ฟุจิมุระ ไรกะโบกมือปัด แล้วรีบต่อสายตรงไปหาครูใหญ่โรงเรียนประถมชินเอ็นสาขาหนึ่งทันที
"พวกเธอคงหิวกันแล้วสิ ไปกินข้าวกันก่อนเถอะ วันนี้ครูใหญ่ไม่ได้เข้าโรงเรียน คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าเขาจะไปค้นประวัติที่โรงเรียนให้ได้"
ระหว่างที่โบรลี่กำลังสวาปามอาหารอย่างเมามัน คนจากบ้านเอมิยะก็เดินมาถามไถ่สถานการณ์ พอรู้ว่าสภาพเละเทะทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของโบรลี่ พวกเขาก็ขอตัวกลับไป
เสียงโครมครามเมื่อกี้ทำเอาพวกเขาสะดุ้งตกใจแทบแย่ นึกว่ามีเซอร์แวนท์บุกมาโจมตีซะอีก ที่แท้ก็แค่ตื่นตูมไปเอง
หลังจากโบรลี่จัดการมื้อเที่ยงเสร็จ ที่อยู่ของโทซากะ รินก็ถูกส่งมาถึงพอดี
"คุณหนู นายน้อยโบรลี่ นั่งกันให้เรียบร้อยนะครับ ผมจะออกรถแล้ว"
ตั้งแต่เมื่อวานซืน สรรพนามที่ชายหน้าบากใช้เรียกโบรลี่ก็ถูกอัปเกรดจากไอ้หนูเป็นนายน้อยเรียบร้อยแล้ว
รถยนต์แล่นไปตามถนน โบรลี่รู้สึกว่ามันชักช้าอืดอาดไม่ทันใจ เขาบินไปเองยังเร็วกว่าตั้งเยอะ แต่ถึงจะมีที่อยู่ เขาก็ไปไม่ถูกอยู่ดี เลยจำใจต้องทนนั่งให้ชายหน้าบากขับพาไป
โชคดีที่เมืองชินเอ็นอยู่ไม่ไกลจากเมืองฟุยุกิมากนัก เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็ซิ่งมาถึงหน้าบ้านพักตากอากาศของตระกูลเซ็นโจด้วยความเร็วทะลุนรก
"มีใครอยู่ไหมคะ?"
ฟุจิมุระ ไทกะเดินไปเคาะประตู
"พวกคุณเป็นใครกัน?"
มีคนได้ยินเสียงเคาะจึงเดินมาเปิดประตู พอเห็นคนทั้งสามโดยเฉพาะชายหน้าบากยืนอยู่หน้าประตู เขาก็ขมวดคิ้วด้วยความหวาดระแวง
"พวกเรามาขอพบคุณเซ็นโจ อาโออิค่ะ"
ฟุจิมุระ ไทกะตอบ หลังจากแต่งงาน เซ็นโจ อาโออิต้องเปลี่ยนนามสกุลตามสามี แต่การมาหลบภัยที่นี่ก็ต้องทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจ เธอเลยกลับมาใช้นามสกุลเดิม
"พวกคุณมาหาเธอมีธุระอะไรงั้นเหรอ?"
ผู้ชายที่ยืนอยู่หน้าประตูเป็นคนของตระกูลเซ็นโจ เขารู้เรื่องพิธีจอกศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง พอได้ยินว่ามีคนมาหาเซ็นโจ อาโออิ เขาก็เริ่มระแวดระวังตัวทันที
"เด็กบ้านเราเป็นเพื่อนกับลูกสาวสองคนของเธอค่ะ พวกเขาตกลงกันไว้ว่าจะมาหาที่นี่วันนี้"
ฟุจิมุระ ไทกะแต่งเรื่องขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
"เอ๋?"
ชายคนนั้นมองดูท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยเมฆดำทะมึน พายุฝนกำลังจะถล่มลงมาอยู่รอมร่อเนี่ยนะ มาเยี่ยมเยียนกันตอนนี้เนี่ยนะ?
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ ทางครอบครัวเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผมไว้เลย
แถมเมื่อเช้านี้ พวกเธอก็ย้ายออกจากที่นี่ไปแล้วด้วย"
"แล้วพวกเธอไปไหนกันล่ะคะ?"
"ขอโทษด้วยครับ ผมบอกไม่ได้ เอ่อ ถ้าพวกคุณรู้จักกันจริงๆ ก็น่าจะมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อกันไม่ใช่เหรอครับ ทำไมไม่ลองโทรไปถามเธอดูเองล่ะ"
"ก็เพราะพวกเราโทรหาคุณเซ็นโจ อาโออิไม่ติดไงคะ ถึงได้ต้องดั้นด้นมาถามถึงที่นี่"
ถ้าโทรติด ฟุจิมุระ ไทกะคงโทรไปตั้งนานแล้ว
"ถ้าอย่างนั้นผมก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะครับ"
ชายคนนั้นยักไหล่ ท่าทีของเด็กสาวที่มาเคาะประตูทำให้เขาดูออกว่าคำพูดเมื่อกี้เป็นแค่ข้ออ้าง ใครจะไปรู้ว่าเป็นคนร้ายหรือเปล่า
จังหวะที่เขากำลังจะปิดประตู ประตูกลับปิดไม่ลง เพราะโบรลี่ยื่นมือเล็กๆ ออกมาดันบานประตูเอาไว้
ชายคนนั้นมองมือของเด็กชายที่ดันประตูอยู่ เขาไม่เชื่อสายตาตัวเอง ลองออกแรงผลักประตูดูก็พบว่าแรงของตัวเองสู้เด็กคนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
"พวกคุณคิดจะทำอะไรกันแน่?"
เขาตะคอกถาม
โบรลี่ไม่มีความอดทนหลงเหลืออีกต่อไป เขายกมือขึ้นเล็งไปที่หน้าบ้านหลังใหญ่ แล้วปล่อยลูกแก้วพลังงานพุ่งเข้าใส่ ซุ้มประตูและหลังคาหน้าบ้านถูกระเบิดจนสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา จากนั้นเขาก็หันฝ่ามือไปทางชายที่ยืนจับประตูอยู่
"จะพูดดีๆ หรือจะยอมตาย"
น้ำเสียงนั้นยังฟังดูไร้เดียงสาแบบเด็กๆ แต่เมื่อเห็นหลังคาบ้านหายวับไปกับตา ชายคนนั้นก็ไม่กล้าคิดว่าคำพูดนี้เป็นแค่เรื่องล้อเล่นอีกต่อไป
"พะ พวกเธอกลับไปเมืองฟุยุกิตั้งแต่เช้าแล้ว มีผู้ชายท่าทางขึงขังคนนึงมารับพวกเธอไป ส่วนเรื่องที่ว่ากลับไปทำอะไรที่เมืองฟุยุกิ ผมไม่รู้จริงๆ ครับ ได้โปรดอย่าทำร้ายผม อย่าทำร้ายตระกูลเซ็นโจเลยนะครับ"
ชายคนนั้นรีบพ่นข้อมูลร่องรอยของครอบครัวโทซากะออกมาเป็นชุดอย่างรวดเร็วราวกับเทน้ำออกจากกระบอก ไม่กล้าปิดบังแม้แต่นิดเดียว
ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนสาดน้ำทิ้ง ถึงเซ็นโจ อาโออิจะแต่งงานมีสามีแล้ว แต่เห็นแก่ความเป็นญาติพี่น้อง พวกเขาก็เลยยอมให้มาพักพิงหลบภัยชั่วคราว แต่ถ้ามีตัวอันตรายบุกมาถึงหน้าบ้าน ตระกูลเซ็นโจก็ไม่กล้าเข้าไปขวางหรอกนะ เพราะพวกเขารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของโลกแห่งจอมเวทดี
เมื่อกลับขึ้นมาบนรถ ชายหน้าบากเตรียมจะสตาร์ทเครื่อง แต่เห็นเด็กชายยังยืนอยู่ข้างนอกรถ จึงรีบเรียก "นายน้อยโบรลี่ครับ ไม่ขึ้นรถเหรอครับ จะได้รีบกลับไปเมืองฟุยุกิกัน"
"เจ้านี่มันช้าเกินไป ฉันจะบินกลับเอง"
"บินกลับ?"
ยังไม่ทันที่ชายหน้าบากจะได้สติ โบรลี่ก็มุดเข้าไปใต้ท้องรถ ยกซากเหล็กที่มีคนนั่งอยู่ข้างในสองคนขึ้นมาอย่างง่ายดาย รวบรวมพลังปราณ แล้วพุ่งทะยานบินกลับไปทางเมืองฟุยุกิทันที
ระหว่างทางมีชิ้นส่วนรถร่วงหล่นลงมาบ้าง ทำให้ต้องลดความเร็วลงนิดหน่อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็กลับมาถึงเมืองฟุยุกิและลอยอยู่เหนือคฤหาสน์ตระกูลโทซากะภายในเวลาไม่ถึงสองนาที
เมื่อร่อนลงสู่พื้นและวางรถลง โบรลี่ก็พบว่าทั้งสองคนที่ลงมาจากรถมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
ถึงแม้การนั่งรถเหาะจะไม่ได้กระเทือนอะไรมาก แต่แรงจีที่กระชากตัวติดเบาะก็ทำให้ทั้งสองคนในรถใจหายใจคว่ำไปตามๆ กัน
"โบรลี่ คราวหลังถ้านายจะพาใครบินไปด้วย ช่วยบอกล่วงหน้าก่อนได้ไหม"
หัวใจที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ฟุจิมุระ ไทกะลืมแม้กระทั่งจะอุทานว่า [ที่แท้นายก็บินได้เหรอเนี่ย] เธอหันไปเทศนาเด็กชายทันที
"เอ่อ ขอโทษนะ"
เมื่อมองผ่านระบบวังคริสตัลแล้วเห็นสถานะไม่มีความสุขของฟุจิมุระ ไทกะ เด็กชายที่รู้ตัวว่าทำผิดก็รีบก้มหน้าขอโทษทันที
"ไม่เป็นไรหรอก นี่ไม่ใช่ความผิดของนายหรอก เป็นความผิดของพวกเราเองแหละที่เพิ่งเคยนั่งรถเหาะเป็นครั้งแรก"
ฟุจิมุระ ไทกะถอนหายใจยาว แล้วเอ่ยปากปลอบใจ
พยายามปรับอารมณ์ให้สงบ ไม่นานเธอก็กลับมาอยู่ในสถานะที่สามารถผลิตแต้มความสุขได้อีกครั้ง
"ไปเถอะ ไปกดกริ่งกัน"
ฟุจิมุระ ไทกะทำหน้าที่เป็นผู้นำอีกครั้ง เดินนำหน้าไปที่ประตูคฤหาสน์โทซากะ
ในขณะที่เธอกำลังกดกริ่งอยู่นั้นเอง
ที่บ้านเอมิยะ เอมิยะ คิริซึงุที่คอยจับตาดูผ่านกล้องวงจรปิด ก็พบเห็นร่องรอยของพวกเขาเข้าพอดี
"อ้าว ทำไมเด็กคนนั้นถึงไปอยู่ที่บ้านโทซากะได้ล่ะ?"
ไอริสฟีลที่อยู่ข้างๆ พอเห็นทั้งสามคนในกล้องวงจรปิดก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เอมิยะ คิริซึงุนึกย้อนไปถึงตอนที่เจอกับเด็กชายครั้งแรก ตอนนั้นข้างกายเขาก็มีลูกสาวคนเล็กของตระกูลโทซากะอยู่ด้วยนี่นา
เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับความวุ่นวายครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นบ้านข้างๆ เอมิยะ คิริซึงุก็คาดเดาได้ว่า เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับลูกสาวคนเล็กของตระกูลโทซากะแน่ๆ
"เหมือนจะไม่มีคนอยู่บ้านเลยนะ"
หลังจากกดกริ่งอยู่พักใหญ่ ก็ไม่มีใครในบ้านโทซากะออกมาเปิดประตูเลย
"ปัง!"
พอได้ยินแบบนั้น โบรลี่ก็ไม่รอช้า ยกเท้าถีบประตูเหล็กบานใหญ่จนพังยับ แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในทันที
"อ๊ะ เอ่อ... ขออนุญาตเข้าไปนะคะ!"
เมื่อเห็นแบบนั้น ฟุจิมุระ ไทกะอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ทำได้แค่เอ่ยคำขออนุญาตตามมารยาท แล้วรีบวิ่งตามเข้าไป
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเข้าใกล้โบรลี่ เวทมนตร์ป้องกันบริเวณลานหน้าบ้านตระกูลโทซากะก็ทำงาน อัญมณีที่ประดับอยู่บนรูปปั้นเปล่งแสงสว่างวาบ ลำแสงพลังงานหลายสายพุ่งเข้าใส่ผู้บุกรุก
โบรลี่โดนลำแสงยิงเข้าเต็มๆ เขาก้มลงมองลำแสงที่กระทบตัว มันอ่อนแอเกินไป ผิวหนังเขาไม่ระคายเคืองเลยสักนิด แต่เสื้อผ้าที่ฟุจิมุระ ไทกะอุตส่าห์ซื้อให้กลับถูกเผาจนเป็นรูโหว่
เดิมทีก็อารมณ์บูดอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเดือดปุดๆ โบรลี่ยกมือซ้ายขวาขึ้นปล่อยลูกแก้วพลังงานออกไปสองลูกติดๆ เสียงระเบิดตูมตามดังกึกก้อง ลานหน้าบ้านโทซากะถูกทำลายจนพินาศ ระบบเวทมนตร์ป้องกันที่ถูกติดตั้งไว้ที่นี่ ถูกพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวเป่าจนสลายหายไปในพริบตา
ฟุจิมุระ ไทกะ: "..."
ตกลงว่าเธอควรจะดีใจที่คราวที่แล้วกดกริ่งก่อนเข้าบ้าน หรือควรจะดีใจที่คราวที่แล้วโบรลี่ไม่ได้บุกทะลวงระเบิดบ้านทั้งหลังเข้ามากันแน่เนี่ย?
"ถ้าบ้านหลังนี้มีคนอยู่ล่ะก็ เสียงดังสนั่นขนาดนี้ พวกเขาต้องรู้ตัวแน่นอน"
หลังจากเดินค้นทั่วบ้านโทซากะแล้วไม่พบใครเลย ชายหน้าบากก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"แล้วถ้าพวกเขากลับมาเมืองฟุยุกิ แต่ไม่ได้กลับมาที่บ้าน จะไปที่ไหนได้อีกล่ะ?"
ฟุจิมุระ ไทกะขมวดคิ้วสงสัย
"ยังมีอีกที่นึง"
"ที่ไหนล่ะ?"
"บ้านมาโต้"
โบรลี่นึกถึงสถานที่ที่เขาโผล่มาตอนทะลุมิติมาถึงโลกนี้เป็นครั้งแรก ถึงเขาจะจำทางไปไม่ได้ แต่เขาก็ยังจำทิศทางคร่าวๆ ได้แม่นยำ
....
[วันนี้เป็นวันที่เลวร้ายที่สุดเลย!]
ซากุระวัยเด็กรู้สึกเช่นนั้น แต่ไม่ใช่เพราะสภาพอากาศที่ย่ำแย่หรอกนะ เป็นเพราะวันนี้ มีใครบางคนต้องกลับไปยังบ้านรังหนอนอันแสนฝันร้ายนั่นต่างหาก
เมื่อคืนกลางดึก จู่ๆ คุณแม่ก็มาคุยกับเธอกับพี่สาวมากมาย ใจความสำคัญก็คือ คุณพ่ออยากให้เธอกลับไปที่ตระกูลมาโต้ เพื่อไปเป็นลูกบุญธรรมและสืบทอดสายเวทของตระกูลมาโต้ต่อไป
เธอร้องไห้งอแง แต่ก็ไม่มีประโยชน์ คุณแม่ร้องไห้แล้วบอกว่านี่คือการตัดสินใจของคุณพ่อ ในฐานะลูกสาวของตระกูลโทซากะ เธอต้องปฏิบัติตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลังจากได้ยินข่าวนี้ ซากุระวัยเด็กก็รู้สึกสิ้นหวัง และเริ่มหมดความเชื่อใจในครอบครัว แต่คุณแม่ก็รักเธอนะ เธอสัมผัสได้ เพราะคุณแม่อยากจะรั้งเธอไว้ และให้พี่สาวไปเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลมาโต้แทน
พี่สาวก็รักเธอเหมือนกัน ถึงจะหวาดกลัวแต่ก็แกล้งทำเป็นเข้มแข็ง ในเมื่อไม่อาจเปลี่ยนใจคุณพ่อได้ พี่สาวก็ยินดีที่จะไปเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลมาโต้แทนเธอ ความรักจากครอบครัวครั้งนี้ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
"ริน ลูกเป็นเด็กเข้มแข็งนะ อย่าแอบหนีออกจากตระกูลมาโต้เหมือนน้องสาวลูกล่ะ"
โทซากะ โทคิโอมิในชุดสูทสีแดงพูดพลางยื่นมือหมายจะลูบหัวลูกสาวคนโต แต่ก็ถูกโทซากะ รินเบี่ยงตัวหลบ
เคยเทิดทูนพ่อของตัวเองมากแค่ไหน หลังจากรู้การตัดสินใจของพ่อเมื่อคืนนี้ โทซากะ รินก็ยิ่งรู้สึกโกรธเคืองผู้ชายคนนี้มากเท่านั้น
"เอาเถอะ พ่อรู้ว่าตอนนี้ลูกยังไม่เข้าใจพ่อ แต่โตขึ้นลูกจะเข้าใจเอง"
โทซากะ โทคิโอมิถอนหายใจ เขาพอจะเข้าใจอารมณ์ของลูกสาวคนโตได้อยู่
"ถ้าอย่างนั้น ผู้นำตระกูลมาโต้ครับ รินก็..."
"เดี๋ยวก่อนค่ะ"
โทซากะ โทคิโอมิยังพูดคำว่า [ฝากด้วยนะครับ] ไม่ทันจบ ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน และคนที่พูดแทรกขึ้นมาก็คือลูกสาวคนเล็กของเขานั่นเอง
"มีอะไรเหรอ ซากุระ?"
"หนูตัดสินใจแล้วค่ะ หนูจะกลับไปเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลมาโต้เองค่ะ"
ซากุระวัยเด็กยังคงจดจำความเจ็บปวดตอนที่ถูกพวกหนอนไต่ยั้วเยี้ยตามร่างกายได้ดี เมื่อนึกถึงพี่สาวที่ยอมไปเป็นลูกบุญธรรมที่ตระกูลมาโต้แทนตัวเองและจะต้องเผชิญหน้ากับชะตากรรมเดียวกัน ในวินาทีสุดท้ายของการส่งมอบตัวลูกสาว เธอก็ทนไม่ไหวและโพล่งออกมาในที่สุด
"ซากุระ ลูกแน่ใจนะ?"
โทซากะ โทคิโอมิรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจ ลึกๆ แล้วเขาอยากให้ลูกสาวคนโตที่มีวุฒิภาวะมากกว่าเป็นผู้สืบทอดตระกูลโทซากะ มากกว่าจะให้ลูกสาวคนเล็กที่มีนิสัยอ่อนแอมารับช่วงต่อ
"ซากุระ ลูกพูดเหลวไหลอะไรเนี่ย?"
เซ็นโจ อาโออิดึงแขนลูกสาวไว้
"ใช่แล้ว ไม่ใช่ตกลงกันแล้วเหรอ ว่าคราวนี้พี่จะเป็นคนไปตระกูลมาโต้เองน่ะ?"
โทซากะ รินก็พูดเสริมขึ้นมา
"พี่สาวดีกับหนูมาก หนูไม่อยากเห็นพี่ต้องร้องไห้นี่นา ถ้าเทียบกับพี่แล้ว หนูชินกับความรู้สึกที่ถูกหนอนไต่ตามตัวมากกว่าเยอะเลยค่ะ"
ความรักของพ่อ เธอไม่อาจสัมผัสได้อีกแล้ว ส่วนความรักของแม่นั้น เธอรับรู้ได้ แต่ก็รู้ดีว่าแม่รักพ่อมากกว่า มีเพียงพี่สาวคนเดียวเท่านั้นที่รักเธออย่างแท้จริง
ซากุระวัยเด็กไม่รู้หรอกว่าความหุนหันพลันแล่นคืออะไร แต่เธอไม่อยากให้พี่สาวต้องไปนอนร้องไห้อยู่ในกองหนอน ถ้าจะต้องมีใครสักคนร้องไห้ล่ะก็ เธอก็เคยร้องไห้มาแล้ว ร้องอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไรมั้ง
บนใบหน้าเล็กๆ ของเด็กหญิงปรากฏรอยยิ้มฝืนๆ เธอไม่รู้ว่าทำไม 'คุณปู่' ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ถึงยังมีชีวิตอยู่ได้ทั้งที่หัวโดนระเบิดไปแล้ว แต่เธอก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป เธอฝืนกลืนความหวาดกลัว เดินเข้าไปใกล้ชายชราแล้วพูดว่า "คุณปู่คะ หนูเตือนแล้วนะคะ ว่าไม่ต้องให้พี่สาวเข้าไปในบ้านเรา"
"ซากุระ หลานดูเข้มแข็งขึ้นเยอะเลยนะ"
มาโต้ โซเคนฉีกยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความมุ่งร้ายอย่างปิดไม่มิด
"ดูท่าทาง หลานคงจะพร้อมรับการดัดแปลงจากปู่แล้วสินะ"
โทซากะ โทคิโอมิไม่ได้เอะใจถึงความหมายแฝงนั้นเลยแม้แต่น้อย บนใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันสง่างาม เขาเอ่ยชมลูกสาวคนเล็กที่ตอนนี้กลายเป็นอดีตลูกสาวไปแล้วว่า "ซากุระ ถึงแม้ลูกจะไม่ได้เป็นคนของตระกูลโทซากะอีกต่อไป แต่พ่อก็ภูมิใจในความกล้าหาญของลูกนะ"
ซากุระวัยเด็กกัดริมฝีปากแน่น เบือนหน้าหนี เด็กหญิงที่บัดนี้ไม่ได้ไร้เดียงสาอีกต่อไป ไม่คิดจะสนใจผู้ชายที่เคยได้ชื่อว่าเป็นพ่อคนนี้อีกเลย
ท้องฟ้ามืดครึ้มเหมือนพายุฝนกำลังจะเทลงมา อารมณ์ของซากุระวัยเด็กก็ดิ่งลงเหวเช่นกัน ดูท่าคราวนี้คงจะไม่มีใครมา...
"เอ๋?!"
จู่ๆ ซากุระวัยเด็กก็เบิกตากว้าง เธอเห็นอะไรน่ะ? เธอเห็นรถยนต์คันหนึ่ง กำลังเหาะพุ่งทะยานผ่าก้อนเมฆดำทะมึนตรงดิ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง
"เปรี้ยงงง!"
ท่ามกลางแสงสายฟ้าฟาด โบรลี่แบกรถยนต์ขนาดเล็กร่อนลงมาจากฟากฟ้า!