- หน้าแรก
- ราชันย์หมื่นอสูร
- บทที่ 61 - ข้าอยู่ขอบเขตเร้นลับขั้นหนึ่งแล้ว
บทที่ 61 - ข้าอยู่ขอบเขตเร้นลับขั้นหนึ่งแล้ว
บทที่ 61 - ข้าอยู่ขอบเขตเร้นลับขั้นหนึ่งแล้ว
บทที่ 61 - ข้าอยู่ขอบเขตเร้นลับขั้นหนึ่งแล้ว
"โฮก!"
เสียงกรีดร้องดังกึกก้องสะท้านฟ้ากังวานไปทั่วผืนป่าในยามราตรี เสือดาวเฉียนอวี้ถูกซือคงจิ้งฉีกร่างออกเป็นสองซีกทั้งเป็น
โลหิตอสูรสาดกระเซ็น อาบร่างซือคงจิ้งจนกลายเป็นสีเลือด
ยามที่ซากศพทั้งสองซีกร่วงหล่นลงสู่พื้น มันยังคงกระตุกอย่างรุนแรง
สองลมหายใจต่อมา ร่างของซือคงจิ้งที่โค้งงอราวกับเสือดาวก็ค่อยๆ ยืดหยัดขึ้นและกลับมาตั้งตรงดุจคมดาบอีกครั้ง
เขายื่นมือออกไปดูดซับ แก่นอสูรของเสือดาวเฉียนอวี้ก็ลอยมาตกอยู่ในมือ จากนั้นก็นำมาวางไว้ที่ปากแล้วกัดเบาๆ
ภาพฉากนี้ทำให้ผู้คนที่อยู่รอบด้านขนลุกซู่ไปทั้งตัว ราวกับได้เห็นสัตว์ร้ายที่แท้จริง ซือคงจิ้งในเวลานี้ดูไม่เหมือนมนุษย์เลยแม้แต่น้อย
ทว่าเขาก็รีบดึงแก่นอสูรออกห่างในทันที
"สายเลือดอ่อนด้อยเกินไป หากกลืนกินเข้าไปมีแต่จะส่งผลเสียต่อตัวข้า"
น้ำเสียงของซือคงจิ้งแหบพร่าเล็กน้อย นี่คือสัญชาตญาณและการตัดสินใจในฐานะเจ้าหมื่นอสูร
กล่าวจบ เขาก็โยนแก่นอสูรให้ลั่วหนิงอย่างไม่ใส่ใจแล้วเอ่ยว่า "มอบให้เจ้า ตอนนี้ข้าต้องการฝึกฝน คุ้มครองข้าด้วย"
ซือคงจิ้งนั่งขัดสมาธิและเข้าสู่สภาวะฝึกฝนในทันที
ความรู้สึกดุจมังกรหวนคืนสู่ห้วงสมุทรลึกหลังจากก้าวเข้าสู่เขาหรูอวิ๋น ผนวกกับวิธีการโคจรพลังวิเศษของเสือดาวเฉียนอวี้ พลังลมปราณในร่างของซือคงจิ้งจึงขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังเดือดพล่านจนมิอาจควบคุม
อีกไม่นานเขาก็จะสามารถทะลวงผ่านไปสู่ขอบเขตเร้นลับได้โดยตรง
และในเวลานี้เอง บรรยากาศรอบด้านก็เงียบสงัดราวกับนรกภูมิ
ผ่านไปหลายลมหายใจ น้ำเสียงสั่นเทาของเซียวอู๋ก็ดังขึ้น "ญาติผู้น้อง เจ้าแน่ใจนะว่าเขาเป็นมนุษย์"
อึก...
ยอดฝีมือขอบเขตเร้นลับเกือบร้อยคนของห้างหยกลั่วสุ่ยต่างกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน
พวกเขาก็มีข้อสงสัยเช่นเดียวกัน ใช้พลังระดับขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้าฉีกร่างเสือดาวเฉียนอวี้ระดับขอบเขตเร้นลับขั้นสูงสุด นี่มันใช่เรื่องที่มนุษย์ทำได้งั้นหรือ
เมื่อมองดูแก่นอสูรของเสือดาวเฉียนอวี้ในมือ และเห็นรอยเขี้ยวที่ซือคงจิ้งกัดทิ้งไว้บนพื้นผิว ลั่วหนิงก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วเหมือนกัน
ต่อให้เขาจะเป็นมนุษย์ ก็คงเป็นสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์
ทันใดนั้น ลั่วหนิงก็ปรับสีหน้าให้จริงจังและกล่าวว่า "ญาติผู้พี่ ตอนนี้ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่ คุณชายซือคงไม่ใช่คนที่ท่านจะล่วงเกินได้"
"รอให้เขาฝึกฝนเสร็จสิ้น พวกท่านต้องไปขอโทษสำหรับการเสียมารยาทก่อนหน้านี้ด้วย"
คำพูดของนางหนักแน่นเด็ดขาด หากบอกว่าตอนที่เขาสังหารหมู่กลุ่มโจรป่าอสูรร้าย นางรู้สึกว่าการล่วงเกินซือคงจิ้งเท่ากับรนหาที่ตายแล้วล่ะก็ ตอนนี้เมื่อเห็นสภาพอันน่าอนาถของเสือดาวเฉียนอวี้ ลั่วหนิงก็ยิ่งมิกล้าจินตนาการไปไกลกว่านี้เลย
ส่วนสีหน้าของเซียวอู๋และพรรคพวกก็กลายเป็นดูไม่ได้อย่างยิ่ง
ความน่าสะพรึงกลัวของซือคงจิ้ง ได้ตบหน้าพวกเขากลางฉาดใหญ่อีกครั้ง
สวบ สวบ สวบ...
จู่ๆ ก็มีเสียงชวนขนลุกดังมาจากความมืด ทำให้ลั่วหนิงและเซียวอู๋ตลอดจนทุกคนขนลุกเกรียว
หรือว่าจะมีเสือดาวเฉียนอวี้ตัวที่สอง
พริบตาต่อมา เงาร่างวูบไหวหลายสายก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้ เพียงชั่วพริบตาก็ปรากฏผู้คนนับร้อย
เมื่อลั่วหนิงเห็นใบหน้าของผู้นำกลุ่มชัดเจนก็อุทานเสียงต่ำ "เหลยตง"
ผู้ที่มาแน่นอนว่าไม่ใช่เสือดาวเฉียนอวี้ แต่เป็นคู่พนันขันต่อของพวกนาง นั่นคือยอดฝีมือร้อยคนจากหอการค้าเหลยอิ๋ง
"หือ พวกเจ้าช่างใจกล้านัก กล้าเคลื่อนไหวในยามวิกาลเชียวหรือ" เหลยตงมองลั่วหนิงและพรรคพวกด้วยความประหลาดใจเช่นกัน
เพื่อชัยชนะในครั้งนี้และด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น เหลยตงจึงเลือกที่จะเคลื่อนไหวในยามค่ำคืนเช่นเดียวกัน
พวกเขาได้ยินเสียงคำรามของเสือดาวเฉียนอวี้จึงรีบรุดมาที่นี่ แต่ไม่นึกเลยว่าลั่วหนิงจะมาถึงก่อนก้าวหนึ่ง
ทันใดนั้น สายตาของเหลยตงก็กวาดไปตกบนพื้น เมื่อเห็นซากศพของเสือดาวเฉียนอวี้ที่ยังไม่ได้เก็บกวาด ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างปูดโปน
"เป็นไปไม่ได้!"
เขาร้องอุทานออกมาตามสัญชาตญาณ เสือดาวเฉียนอวี้ตายแล้ว ซ้ำยังถูกฉีกออกเป็นสองซีกอีกด้วย
เวลานี้ ลั่วหนิงก็ดึงสติกลับมาได้ นางจ้องมองเหลยตงอย่างเย็นชาแล้วเอ่ยว่า "ขออภัยด้วย พวกเราได้สังหารเสือดาวเฉียนอวี้ไปแล้ว การเดิมพันครั้งนี้ห้างหยกลั่วสุ่ยของพวกเราเป็นฝ่ายชนะ"
ขณะที่พูด นางก็แกว่งแก่นอสูรในมือไปมาด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย
เมื่อครู่นี้นางตกใจมากเสียจนลืมไปเลยว่าเรื่องการเดิมพันคือธุระสำคัญ และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ซือคงจิ้งพูดไว้ เขามาพร้อมกับความมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และบัดนี้เขาก็ได้คว้าชัยชนะในการเดิมพันให้แก่ห้างหยกลั่วสุ่ยแล้ว
กลับกัน ทางด้านเหลยตง สีหน้าของเขาย่ำแย่ถึงขีดสุด เขาพ่ายแพ้ราบคาบถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ทว่าจู่ๆ สายตาของเขาก็ตวัดขึ้น ราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
เขาหยิบกระจกประเมินขอบเขตพลังออกมาสาดส่องไปรอบๆ ทันใดนั้นก็พบกับทหารสองนายที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ เขาเอ่ยเสียงเย็นว่า "นายทหารแห่งเมืองอวิ๋นเหย่ พวกเจ้าบอกว่ามาปฏิบัติหน้าที่มิใช่หรือ เหตุใดจึงไปช่วยเหลือห้างหยกลั่วสุ่ย"
เหลยตงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าห้างหยกลั่วสุ่ยจะสามารถสังหารเสือดาวเฉียนอวี้ได้ในยามค่ำคืน ซ้ำยังไม่เชื่อด้วยว่าพวกนั้นจะไม่สูญเสียกำลังคนเลยแม้แต่คนเดียว
นั่นย่อมหมายความว่า ทหารสองนายที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ต้องเป็นคนลงมือแน่ๆ
หากตนไม่ได้พกกระจกประเมินขอบเขตพลังติดตัวมาด้วย คงถูกห้างหยกลั่วสุ่ยหลอกเข้าให้แล้ว
จากนั้น เหลยตงก็หันไปมองลั่วหนิงแล้วกล่าวว่า "พวกเจ้ากล้าโกงงั้นหรือ ห้างหยกลั่วสุ่ยอยากจะเปิดศึกเต็มรูปแบบกับพวกเราจริงๆ ใช่หรือไม่"
การเดิมพันครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามระหว่างสองหอการค้า แต่ตอนนี้ลั่วหนิงทำให้เขาโกรธจัดแล้ว
"ผายลมมารดาเจ้าเถอะ!" พริบตาต่อมา เหล่าจางก็กระโดดลงสู่พื้นและด่ากราดทันที
ส่วนอาหู่ก็ยืนอยู่บนต้นไม้พลางเอ่ยเสียงเย็น "พวกเรากำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่พวกเราไม่เคยยื่นมือเข้าแทรกแซง"
ทั้งสองคนรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง พวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เหลยตงกลับกล้ามาใส่ร้ายป้ายสี
"เป็นไปไม่ได้ หากไม่ใช่พวกเจ้า ห้างหยกลั่วสุ่ยจะเอาปัญญาที่ไหนไปสังหารเสือดาวเฉียนอวี้"
เหลยตงไม่เชื่อแม้แต่นิดเดียว เขาจ้องมองเหล่าจางและอาหู่พลางเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม "พวกเจ้าก็เป็นแค่นายทหารชั้นผู้น้อยของเมืองอวิ๋นเหย่ เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถใช้เส้นสายส่งพวกเจ้าเข้าคุกได้"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา เหล่าจางก็เดือดดาล "เจ้ากล้าเรอะ!"
ชั่วพริบตา ทหารทั้งสองนายและฝ่ายของเหลยตงก็อยู่ในสภาวะชักกระบี่ออกจากฝัก ทำให้ลั่วหนิงและพวกพ้องต่างตกตะลึงจนตาค้าง
ทันใดนั้น เสียงอันลึกล้ำกังวานก็ดังมาจากในความมืด "ทำไมพวกเราจะสังหารเสือดาวเฉียนอวี้ไม่ได้"
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น ทุกสายตาก็จับจ้องไปที่ต้นเสียง ซึ่งก็คือซือคงจิ้งนั่นเอง
เขาฝึกฝนเสร็จสิ้นตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ บัดนี้เขายืนหยัดอยู่เบื้องหน้าซากศพของเสือดาวเฉียนอวี้ ประดุจเทพแห่งความตายในยามราตรีที่หนาวเหน็บ
เหลยตงมองไปอย่างโกรธแค้น "ขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้า ที่นี่ไม่มีที่ให้เจ้าสอดปาก"
เสียงฝีเท้าดังขึ้น ซือคงจิ้งก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าวแล้วเอ่ยว่า "เจ้าพูดผิดแล้ว ข้าอยู่ขอบเขตเร้นลับขั้นหนึ่งต่างหาก"
เพียงชั่วครู่เดียว ซือคงจิ้งก็ทะลวงผ่านคอขวดของขอบเขตเบิกสว่างและบรรลุสู่ขอบเขตเร้นลับได้อย่างราบรื่น
พลังลมปราณทั่วร่างเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
ทว่าเหลยตงกลับกระตุกมุมปากและกล่าวอย่างรำคาญใจ "ขอบเขตเร้นลับขั้นหนึ่งแล้วมันเป็นผายลมอันใด ไสหัวไปไกลๆ ให้ข้าจัดการทหารไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำสองคนนี้เสร็จก่อน แล้วข้าจะมาฆ่าเจ้าทีหลัง"
เหลยตงรู้สึกหงุดหงิดไปทั้งตัว เขาไม่อยากเสวนาโต้ตอบกับไก่อ่อนอย่างซือคงจิ้งเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในพริบตาต่อมา ซือคงจิ้งก็หายตัวไปจากจุดเดิม... เพียะ!
เสียงตบหน้าดังกังวานชัดเจนในความมืดมิด ยามที่เท้าของซือคงจิ้งแตะพื้น ร่างของเหลยตงก็ปลิวละลิ่วออกไปและร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
"ตอนนี้ ข้ามีสิทธิ์พูดหรือยัง" ซือคงจิ้งตวัดสายตาเย็นชาและถามกลับ
บรรยากาศแข็งค้างไปชั่วขณะ จากนั้นยอดฝีมือเกือบร้อยคนของหอการค้าเหลยอิ๋งก็พากันตะโกนลั่น "คุณชายใหญ่เหลย..."
คนเกือบร้อยคนแห่กันเข้าไปล้อมรอบเหลยตง พร้อมกับชี้หน้าด่าซือคงจิ้งอย่างเกรี้ยวกราด "ไอ้เด็กขอบเขตเบิกสว่าง เจ้ารนหาที่ตายนัก กล้าลอบโจมตีคุณชายใหญ่เหลย"
พวกเขายังปรับตัวไม่ทัน ลึกๆ ในใจยังคงคิดว่าซือคงจิ้งอยู่เพียงขอบเขตเบิกสว่างขั้นเก้า
"ช้าก่อน"
ในจังหวะที่ยอดฝีมือเกือบร้อยคนกำลังจะรุมกินโต๊ะซือคงจิ้ง เหลยตงก็ตวาดเสียงต่ำ เขาเอามือกุมแก้มแล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา จ้องมองซือคงจิ้งด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นที่ลุกโชน "กล้าลอบกัดข้า ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยมือของข้าเอง"
ซือคงจิ้งยังคงไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า เขาตอบกลับไปว่า "สำหรับเจ้า ไม่มีความจำเป็นต้องลอบโจมตี"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าในสายตาของเหลยตงและพรรคพวก นี่คือความโอหังที่พุ่งทะลุขีดสุด ทำให้ผู้คนนึกอยากจะฉีกเนื้อและดื่มเลือดของเขาเสียให้ตาย
แต่ในสายตาของลั่วหนิงและพรรคพวก ซือคงจิ้งเพียงแค่พูดความจริงล้วนๆ
[จบแล้ว]