เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 - ซูเยว่ซี งดงามไร้ผู้ทัดเทียม

บทที่ 47 - ซูเยว่ซี งดงามไร้ผู้ทัดเทียม

บทที่ 47 - ซูเยว่ซี งดงามไร้ผู้ทัดเทียม


บทที่ 47 - ซูเยว่ซี งดงามไร้ผู้ทัดเทียม

หลัวทงหันไปมองซูเสวี่ยเฟิง พร้อมชูนิ้วหัวแม่มือให้ "ล้ำลึก นายท่านผู้เฒ่าซูช่างล้ำลึกจริงๆ เจ้านักโทษนี่ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่ท่านเจ้าเมืองอวิ๋นโจวพระราชทานสมรสให้ หากฆ่าทิ้งตรงนี้อาจจะนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูลได้"

สองสามีภรรยารับส่งมุกกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ทำให้แขกเหรื่อทั้งงานกระจ่างแจ้งแก่ใจ

ที่แท้ ซูเสวี่ยเฟิงก็วางแผนเอาไว้เช่นนี้นี่เอง

ดูจากความบ้าบิ่นของเจ้านักโทษนั่นแล้ว หากซูเยว่ซีขึ้นไปบนลานประลองแล้วถูกหยามเกียรติ เขาจะต้องทนไม่ไหวอย่างแน่นอน

เมื่อเขาพุ่งขึ้นไปบนลานประลองแล้วถูกรุมสับจนตาย เรื่องนี้ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลซูอีกต่อไป

แถมการตายรูปแบบนี้ ยังทำให้พวกเขาทุกข์ทรมานเป็นร้อยเท่าพันทวี ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรอคอยตลอดเจ็ดวัน โดยไม่อาจขัดขืนได้

ส่วนซูเสวี่ยเฟิง ก็จะได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้มีเมตตาปรานีต่อครอบครัว

คำพูดเหล่านี้ทำให้สองสามีภรรยาซูเจิ้งหลงตระหนักได้ว่า ที่แท้ซูเสวี่ยเฟิงก็เหี้ยมโหดถึงเพียงนี้ ฆ่าคนแถมยังเชือดเฉือนหัวใจ

ใบหน้าเล็กๆ ของซูเยว่ซีซีดเผือด นางหันไปมองซือคงจิ้งโดยสัญชาตญาณ

นางรู้ดีว่าสิ่งที่สองสามีภรรยาตระกูลหลัวพูดนั้นถูกต้องที่สุด หากนางลงประลอง ถึงเวลานั้นท่านพี่จิ้งจะต้องทนดูไม่ได้แน่

ในงานนี้มีเพียงซือคงจิ้งที่ยังคงท่าทีสงบนิ่ง ลอบเย้ยหยันในใจ ตัวตลกทั้งนั้น

จังหวะนั้นเอง ซูอวิ๋นก็ก้าวอาดๆ ออกมา ชี้หน้าซูเยว่ซีแล้วเอ่ยว่า "ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็เป็นคนช่วยรักษาชีวิตน้อยๆ ของพวกเจ้าเอาไว้ นังอัปลักษณ์ เจ้าจะขอบคุณข้าอย่างไร"

ซูเยว่ซีอ้าปากค้าง เป็นความจริงที่ซูอวิ๋นเป็นคนเสนอความคิดนี้ พวกเขาจึงปลอดภัยชั่วคราว

อย่างน้อยก็ยังมีเวลาอีกเจ็ดวัน บางทีอาจจะคิดหาวิธีรอดพ้นได้

เพียะ

ในขณะที่ซูเยว่ซีกำลังจะเอ่ยปาก เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าก็ดังลั่นขึ้น

ซูอวิ๋นถูกตบด้วยพลังฝ่ามือจนกระเด็นออกไป แน่นอนว่าเป็นฝีมือของซือคงจิ้ง

ความโกรธของซูเสวี่ยเฟิงที่เพิ่งจะสงบลงถูกจุดไฟขึ้นอีกครั้ง "เจ้านักโทษ เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าจริงๆ งั้นหรือ"

เขาคิดถึงเรื่องที่ท่านเจ้าเมืองอวิ๋นโจวพระราชทานสมรสให้จริงๆ ประกอบกับอย่างที่สองสามีภรรยาตระกูลหลัวพูด การที่ซูเยว่ซีไม่มีวรยุทธ์จะทำให้เจ็ดวันนี้นับเป็นความทรมานแสนสาหัส เขาจึงวางแผนเช่นนั้น

แต่เจ้านักโทษผู้นี้ กลับกล้ามาท้าทายความอดทนของเขาอีกแล้ว

ซูอวิ๋นกุมแก้มตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ชี้หน้าซูเยว่ซีแล้วตวาด "นังอัปลักษณ์ นี่คือวิธีที่เจ้าขอบคุณข้าอย่างนั้นหรือ"

แม้แต่สองสามีภรรยาซูเจิ้งหลงยังปวดหัว ซือคงจิ้งช่างก่อเรื่องเก่งเสียจริง

ตึง

ซือคงจิ้งก้าวหนักๆ ไปข้างหน้า ชี้หน้าซูอวิ๋นแล้วเอ่ยว่า "ข้าเคยบอกแล้วว่า ไม่มีใครมีสิทธิ์เรียกเยว่ซีว่าอัปลักษณ์"

สิ้นคำ ซูอวิ๋นก็แผดเสียงร้อง "ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น น่าเกลียดแล้วคนอื่นพูดไม่ได้หรือไง"

ในเวลาเดียวกัน ภรรยาของหลัวทงก็หัวเราะเยาะ "ลูกเขยนักโทษของซูเจิ้งหลง อัปลักษณ์ก็คืออัปลักษณ์ ความจริงก็คือความจริง หรือเจ้าคิดจะปิดปากพวกเราทุกคน"

"ใช่แล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าภรรยาของเจ้าอัปลักษณ์ที่สุดในอวิ๋นโจว"

"เจ้านักโทษนี่ก็แปลกคน หลอกตัวเองชัดๆ"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่วงาน หัวเราะเยาะกันไม่หยุดหย่อน ต่างก็คิดว่าซือคงจิ้งก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง แม้จะยอมรับซูเยว่ซีได้ แต่ลึกๆ ก็ยังรับไม่ได้กับความอัปลักษณ์ของนางอยู่ดี

พริบตาต่อมา ซือคงจิ้งก็หายตัวไปจากจุดที่ยืนอยู่... เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ

เสียงตบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว รวมทั้งภรรยาของหลัวทงด้วย ทุกคนที่เอ่ยปากเมื่อครู่ล้วนโดนซือคงจิ้งตบหน้าสั่งสอนไปคนละฉาดใหญ่

ความเร็วของซือคงจิ้งนั้นเหนือชั้นจนน่าขนลุก ทำให้ไม่มีใครป้องกันตัวได้ทัน

ท่ามกลางความตื่นตระหนกตกใจของทุกคน เขาก็กลับมายืนอยู่ข้างกายซูเยว่ซี กุมมือนางไว้แน่นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ

"การตบหน้าเหล่านี้ ไม่เพียงเพราะพวกเจ้าต่อว่าเยว่ซี แต่ยังเป็นบทลงโทษที่พวกเจ้ากล้าดูหมิ่นพ่อตาของข้า"

ตอนที่พวกเขามาถึงงานเลี้ยง ซูเจิ้งหลงเปรียบเสมือนพยัคฆ์ตกอับถูกสุนัขรังแก ซือคงจิ้งจดจำทุกอย่างเอาไว้ในใจ

หากซูเสวี่ยเฟิงยอมใจอ่อนเมื่อเห็นรูปสลักของท่านย่าเยว่ซี เขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือ แต่ในเมื่อซูเสวี่ยเฟิงยังคงดื้อดึง เขาก็ต้องออกโรงทวงความยุติธรรมให้พ่อตา

"และความจริงอีกข้อก็คือ เยว่ซีคือโควงามอันดับหนึ่งในใต้หล้า"

สิ้นคำ ซูเยว่ซีก็งุนงงไปอีกรอบ เหตุใดท่านพี่จิ้งถึงได้พูดจาเช่นนี้อีกแล้ว

พรึ่บ...

วินาทีถัดมา ซูเยว่ซีรู้สึกว่าใบหน้าโล่งหวิว ผ้าคลุมหน้าของนางถูกซือคงจิ้งกระตุกออกไปแล้ว

ชั่วพริบตานั้น ใบหน้าที่งดงามสะท้านแผ่นดินก็ปรากฏสู่สายตาทุกคน

บรรยากาศในห้องโถงราวกับถูกแช่แข็งในทันที ไม่ว่าจะเป็นซูเสวี่ยเฟิงที่เพิ่งถูกจุดไฟโทสะ แขกเหรื่อที่เพิ่งโดนตบหน้าจนแสบชาและกำลังจะอาละวาด หรือแม้แต่สองสามีภรรยาซูเจิ้งหลง ทุกคนล้วนเบิกตากว้าง

ทุกคนต่างมีประโยคเดียวกันผุดขึ้นมาในหัว นี่มันนางฟ้าหรืออย่างไร

"ว้าย"

ซูเยว่ซีร้องอุทาน เอามือปิดหน้าตัวเองอย่างลนลาน ทั้งอายทั้งสับสน "ท่านพี่จิ้ง รีบคืนผ้าคลุมให้ข้าเถิด"

มีเพียงนางคนเดียวในงานนี้ ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองงดงามเพียงใด

ซือคงจิ้งมองซูเยว่ซีด้วยสายตาอ่อนโยน เอ่ยเสียงเบา "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าไม่จำเป็นต้องสวมผ้าคลุมหน้าอีกแล้ว ต่อให้เจ้าไม่ใช่โฉมงามอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่เจ้าก็คือโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งอวิ๋นโจว"

พูดจบ ซือคงจิ้งก็ดึงมือที่ปิดหน้าของซูเยว่ซีออก ลูบไล้แก้มของนางเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "ใบหน้าของเจ้า หายดีแล้ว"

วิ้ง

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ซูเยว่ซีได้แต่งุนงงและไม่อยากจะเชื่อ มันจะหายดีปุบปับได้อย่างไร

"เยว่ซี ให้แม่ดูหน้าเจ้าชัดๆ หน่อย"

ยังไม่ทันที่ซูเยว่ซีจะได้สติ เหมยเสี่ยวฟางก็โผเข้ามากอด จ้องมองใบหน้าบุตรสาวพร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม จากนั้นก็ระดมหอมแก้มบุตรสาวอย่างบ้าคลั่ง พร่ำบอกด้วยความดีใจสุดขีด "หายแล้ว ใบหน้าของเจ้าหายดีแล้วจริงๆ"

ซูเจิ้งหลงน้ำตาซึม หัวใจเต้นแรง หัวเราะลั่นอย่างบ้าคลั่ง

เขาชี้มือไปที่ซูเสวี่ยเฟิง คล้ายกับต้องการระบายความอัดอั้น "ท่านพ่อ ท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่"

"ใบหน้าของเยว่ซีหายดีแล้ว เยว่ซีไม่ใช่อัปลักษณ์อันดับหนึ่งแห่งอวิ๋นโจวอีกต่อไป นางจะไม่ทำให้ตระกูลซูต้องเสื่อมเสียเกียรติอีกแล้ว"

พูดถึงตรงนี้ เขาก็ชี้มืออย่างองอาจไปทั่วทั้งงาน "พวกเจ้าทุกคนเห็นแล้วใช่หรือไม่ ใครยังกล้าบอกว่าบุตรสาวของข้าอัปลักษณ์อีก"

ในเวลานี้ ซูเจิ้งหลงราวกับได้รับการปลดปล่อยครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ยิ่งกว่าการได้รักษาอาการบาดเจ็บของตัวเองเสียอีก

นับจากนี้ไป บุตรสาวของเขาจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความอัปลักษณ์อีกต่อไปแล้ว

ท่านพ่อและคนในตระกูลซูทั้งหมด จะไม่สามารถนำเรื่องหน้าตามาดูถูกหยามเกียรตินางได้อีก จะมีสิ่งใดทำให้เขาเบิกบานใจไปกว่านี้ได้

แขกเหรื่อทั้งงานยังคงเงียบกริบ พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังฝันไป เรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไร

ในที่สุด เสียงกรีดร้องของซูอวิ๋นก็ทำลายความเงียบ "เป็นไปไม่ได้ นี่ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ ใบหน้านี้ต้องเป็นของปลอม"

ซูเยว่ซีที่ใบหน้าหายดีแล้วนั้นงดงามเกินไป งดงามจนซูอวิ๋นริษยาจนไฟลุกท่วม ต่อให้พี่ใหญ่ซูซานตาย นางยังไม่รู้สึกโกรธแค้นเท่านี้เลย

เหตุใด นังอัปลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องเบือนหน้าหนี ถึงได้งดงามขึ้นมาได้ขนาดนี้

"ท่านพี่จิ้ง ข้า ใบหน้าของข้าหายดีแล้วจริงๆ หรือ" ซูเยว่ซีพึมพำกับตัวเอง ไม่อยากจะเชื่อ

ซือคงจิ้งยิ้มพลางพยักหน้า ทันใดนั้นก็คว้าดาบใหญ่เล่มหนึ่งมา ถือใบดาบเป็นกระจกส่องให้ซูเยว่ซีดู

ในชั่วพริบตา ซูเยว่ซีก็มองเห็นเงาสะท้อนของตนเองในใบดาบ

นางยกมือขึ้นปิดปาก น้ำตาพรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจกลั้น

ทันใดนั้น เสียงของซูเสวี่ยเฟิงก็ดังขึ้น "งดงาม งดงามมากจริงๆ เช่นนี้ก็จะไม่ทำให้ตระกูลซูของเราเสื่อมเสียเกียรติอีกต่อไป"

บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและงุนงงเช่นกัน ทว่าความตกตะลึงนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไป

ซูเจิ้งหลงยิ้มอย่างพึงพอใจ ที่บิดาไม่เคยไยดีครอบครัวของเขาก็เพราะเยว่ซีอัปลักษณ์เกินไป ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า

ตอนนี้ เขาคงไม่มีข้ออ้างใดๆ แล้วกระมัง

"ข้าขอสั่งพวกเจ้า ห้ามเยว่ซีร่วมหอลงโรงกับเจ้านักโทษผู้นี้เด็ดขาด"

"รอจนกว่าเจ้านักโทษตาย เยว่ซีก็สามารถเดินทางไปเมืองอวิ๋นโจว หาลูกผู้ดีมีตระกูลแต่งงานด้วย เพื่อเชิดหน้าชูตาให้ตระกูลซูของเรา"

น้ำเสียงแหบพร่าของซูเสวี่ยเฟิงดังก้องไปทั่วงาน น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 47 - ซูเยว่ซี งดงามไร้ผู้ทัดเทียม

คัดลอกลิงก์แล้ว