- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นฮ่องเต้ ขอใช้เล่ห์ปราบขุนนางเฒ่า
- บทที่ 118 - อานุภาพแห่งทหารม้า
บทที่ 118 - อานุภาพแห่งทหารม้า
บทที่ 118 - อานุภาพแห่งทหารม้า
บทที่ 118 - อานุภาพแห่งทหารม้า
ณ ดินแดนอันห่างไกล บริเวณที่ผืนปฐพีบรรจบกับเส้นขอบฟ้า ปรากฏเส้นสีดำทอดยาวให้เห็นเป็นเงาลางๆ
เส้นสีดำนั้นขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ เสียงทุ้มต่ำและน่าเกรงขามดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้องในคืนฝนตก ปลุกทหารทั้งกองทัพง่อก๊กและวุยก๊กที่กำลังรบพุ่งกันอย่างเอาเป็นเอาตายให้ตื่นจากภวังค์
เสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องราวกับจะเหยียบย่ำผืนแผ่นดินให้แหลกสลาย บนที่ราบห่างจากช่องเขาคว่าเชอไปทางทิศตะวันออกสิบห้าลี้ ทหารม้าวุยก๊กสามหมื่นนายควบม้าพุ่งทะยานเข้ามา แบ่งกำลังเป็นปีกเหนือและปีกใต้ฝั่งละหนึ่งหมื่นห้าพันนาย พุ่งตรงดิ่งไปทางทิศตะวันตก
ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังของกาอุ้นที่กำลังปะทะกับทหารง่อก๊กอยู่ หรือกองกำลังของบวนทง งักหลิม และซีซีที่ทิ้งเกราะและอาวุธหนีตายไปทางทิศตะวันออก หรือแม้แต่กองกำลังของจูไก้ที่เหนื่อยล้าเต็มทีจากการทำศึกต่อเนื่องหลายวัน เมื่อได้เห็นทหารม้าสามหมื่นนายอันเป็นทัพหลวงของต้าเว่ยพุ่งทะยานเข้ามา ทุกคนต่างก็ฮึกเหิมขึ้นมาในทันที
บวนทงขุนพลทัพหน้าที่กำลังวิ่งหนีไปทางทิศตะวันออกท่ามกลางการคุ้มกันของทหารคนสนิท รีบสั่งให้แกว่งธงรบและตีกลองส่งสัญญาณ สั่งให้ทหารที่วิ่งหนีแตกฉานซ่านเซ็นรีบกลับมารวมตัวกันที่เขาโดยเร็ว ในขณะเดียวกันทหารม้าของจูไก้ก็อาศัยความเร็วของม้า ต้อนทหารราบที่วิ่งหนีแตกกระเจิงให้กลับมารวมกลุ่มกันตรงกลาง
เมื่อกว่าหนึ่งชั่วยามที่แล้ว ตอนที่เผชิญหน้ากับทหารง่อก๊ก ทหารกว่าสองหมื่นนายที่แค่เห็นหน้าศัตรูก็ขวัญหนีดีฝ่อจนแตกพ่ายไปเองนั้น เห็นได้ชัดว่าสูญเสียความกล้าหาญไปจนหมดสิ้นแล้ว ทว่าในเวลานี้ เมื่อได้เห็นทหารม้าของฝ่ายตนพุ่งทะยานไปทางทิศตะวันตกราวกับเกลียวคลื่น พวกเขากลับตั้งหลักได้อย่างปาฏิหาริย์ จากนั้นต่างก็รีบมองหาธงรบของกองตน เพียงครึ่งชั่วยามก็สามารถรวบรวมกำลังพลกลับมาได้ถึงหนึ่งหมื่นนาย
หากสูญเสียขวัญกำลังใจ ทุกอย่างก็จบสิ้น แต่หากฟื้นฟูความกล้าหาญกลับมาได้บ้าง ทุกสิ่งก็ยังพอมีหวัง
ทว่าเมื่อเทียบกับความฮึกเหิมของทหารวุยก๊กแล้ว สถานการณ์ของทหารง่อก๊กกลับตาลปัตรกันอย่างสิ้นเชิง
ถึงอย่างไรลกซุนก็เป็นถึงยอดขุนพล เมื่อต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในสนามรบที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ เขาสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้องแทบจะด้วยสัญชาตญาณ
ลกซุนเบิกตากว้างอยู่บนหลังม้า เมื่อตระหนักได้ว่าทหารม้าวุยก๊กนับหมื่นกำลังพุ่งทะยานมาทางทิศตะวันตก เขาชะงักไปเพียงไม่กี่อึดใจ ก็รีบสั่งทหารคนสนิทให้ส่งสัญญาณบอกทุกกองกำลังหยุดเคลื่อนไหว ให้ตั้งกระบวนทัพตั้งรับอยู่กับที่ เพื่อรอรับคำสั่งต่อไป
แต่ทว่าทหารง่อก๊กเพิ่งจะวิ่งไล่ตามทหารวุยก๊กที่แตกพ่ายมาหมาดๆ ขบวนทัพทอดยาวไปถึงห้าลี้ แม้ลกซุนจะสั่งให้หยุดทันที แต่จะให้สั่งการได้ดั่งใจนึกและหยุดชะงักพร้อมกันได้อย่างไร
ลกซุนส่งทหารสื่อสารไปแจ้งข่าวด้านหลัง พร้อมกับสั่งให้คนรีบแกว่งธงและตีกลองรบ เพื่อเป็นสัญญาณให้ทัพหลังหยุดเดินทัพ
เมื่อวันก่อนทหารง่อก๊กสูญเสียกำลังพลไปถึงเจ็ดพันนายเพื่อยึดค่ายวุยก๊กทางทิศตะวันตกของช่องเขาคว่าเชอ ประกอบกับทิ้งทหารรักษาการณ์ไว้ที่ช่องเขาคว่าเชออีกสามพันนาย ตอนนี้ในสนามรบจึงมีทหารง่อก๊กเหลืออยู่เจ็ดหมื่นนายเต็มๆ แต่ถึงจะมีกำลังพลถึงเจ็ดหมื่นนาย เมื่อต้องเผชิญกับการถูกล้อมด้วยทหารม้าสามหมื่นนาย ลกซุนก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
กองกำลังส่วนตัวห้าพันนายของลกซุนเพิ่งจะตั้งกระบวนทัพเสร็จ กองกำลังของพัวเจี้ยงก็เริ่มค่อยๆ ถอนตัวออกจากการปะทะกับทหารวุยก๊ก ทหารม้าวุยก๊กก็พุ่งทะยานผ่านไปทางทิศตะวันตกจากทั้งปีกเหนือและปีกใต้ราวกับกระแสน้ำหลาก
ลกซุนคิดในใจว่า แม้ตอนนี้จะเผชิญหน้ากับทหารม้าวุยก๊กจำนวนมหาศาล แต่ตนก็ยังมีทหารตั้งเจ็ดหมื่นนาย อาจจะยังพอมีหนทางรอดอยู่บ้างก็ได้
ลกซุนเป็นชาวกังตั๋งขนานแท้
ตลอดชีวิตการเป็นทหารและการคุมทัพมายี่สิบปีของลกซุน เริ่มตั้งแต่การปราบปรามกบฏและกวาดล้างชาวซานเยว่ จากนั้นก็บุกโจมตีหัวเมืองต่างๆ ในเกงจิ๋วที่ผู้คนกำลังระส่ำระสาย และสุดท้ายคือนำทัพคว้าชัยชนะครั้งใหญ่เหนือเล่าปี่ที่อิเหลง ประสบการณ์ทางการทหารของลกซุนนั้นถือว่าโชกโชนหาตัวจับยาก และความสามารถในการทำศึกก็ไม่เป็นสองรองใคร
แต่ลกซุนมีจุดอ่อนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างหนึ่ง นั่นคือในฐานะชาวกังตั๋ง เขาไม่เคยเผชิญหน้ากับการบุกทะลวงของทหารม้าที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้มาก่อน
วุยก๊กทุ่มเททรัพยากรทั้งประเทศเพื่อเลี้ยงดูทหารม้าจำนวนห้าหมื่นห้าพันนาย มณฑลยังจิ๋ว ยิจิ๋ว เฉงจิ๋ว จุนจิ๋ว และชีจิ๋ว ทั้งห้ามณฑลนี้รวบรวมทหารม้ามาได้ทั้งหมดหนึ่งหมื่นห้าพันนาย นอกเหนือจากทหารม้าหนึ่งหมื่นนายของขุนพลฝ่ายขวาจูไก้ที่ทำศึกมาหลายวันแล้ว ทหารม้าอีกห้าพันนายที่เหลือบวกกับทหารม้าทัพหลวงอีกสามหมื่นนาย ล้วนแต่ได้พักผ่อนบำรุงกำลังอยู่ที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้ามาหลายวันแล้ว
ชาวนาจากมณฑลเฉงจิ๋ว นายพรานจากมณฑลกิจิ๋วและอิวจิ๋ว ชายหนุ่มรูปงามจากซานฝู่ และคนเลี้ยงสัตว์จากมณฑลเป๊งจิ๋ว ล้วนมาบรรจบกันที่ทัพหลวง และพุ่งทะยานไปทางทิศตะวันตกภายใต้การนำของธงรบ
เวลานี้แหละคือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสำแดงแสนยานุภาพของทหารม้า
ช่องว่างระหว่างภูเขาทางทิศเหนือกับเนินเขาทางทิศใต้มีความกว้างถึงเจ็ดแปดลี้ ในขณะที่ทหารราบของลกซุนทอดยาวถึงห้าลี้ หากมองลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน กระบวนทัพของง่อก๊กก็เป็นเพียงเส้นริ้วแคบๆ ยาวๆ บนที่ราบกว้างใหญ่เท่านั้น
ทหารม้าหนึ่งหมื่นห้าพันนายทางปีกใต้ควบม้าไปถึงทิศตะวันตกของทัพง่อก๊ก ใช้หอกยาวและดาบวงแหวนเข้าจัดการกับทหารง่อก๊กที่ยังตั้งขบวนไม่เสร็จและยังคงกระจัดกระจายอยู่
ส่วนทหารม้าหนึ่งหมื่นห้าพันนายทางปีกเหนือ ได้เลือกจุดที่ห่างจากลกซุนไปประมาณสองลี้ซึ่งเป็นจุดอ่อนแอที่สุด บุกทะลวงตัดขาดขบวนทัพง่อก๊กที่ยังไม่ทันได้รวมตัวกันให้ขาดสะบั้นออกเป็นสองท่อน
นับตั้งแต่เคลื่อนทัพมา นี่เป็นครั้งแรกที่กองทัพง่อก๊กต้องพบกับความพ่ายแพ้ และนี่ก็อาจจะเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายแล้วเช่นกัน
ลกซุนที่อยู่ในวงล้อมของทหารคนสนิทห้าพันนาย ร้อนใจจนแทบจะกระอักเลือดออกมา ไม่เคยเผชิญหน้ากับทหารม้าจำนวนมหาศาลขนาดนี้มาก่อน วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเป็นขวัญตา หรือว่าวันนี้จะเป็นวันตายของข้ากันแน่
ลกซุนเพิ่งจะเอื้อมมือขวาไปจับด้ามกระบี่ ก็คล้ายกับจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้ ตอนนี้ทหารวุยก๊กเพิ่งจะแบ่งแยกกองกำลังของตนออกเป็นส่วนๆ หากทหารราบฝ่ายตนสามารถตั้งกระบวนทัพได้ ทหารม้าวุยก๊กก็คงสร้างความเสียหายได้ไม่มากนัก ดูเหมือนจะยังพอมีหวังอยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ทางถอยก็ยังมีอยู่ ทหารสามพันนายยังคงรักษาการอยู่ที่ช่องเขาคว่าเชอ หากตอนนี้มุ่งหน้าฝ่าฟันไปทางทิศตะวันตก ก็ใช่ว่าจะเอาชีวิตรอดกลับไปไม่ได้
ในขณะที่กองทัพง่อก๊กกำลังพยายามอย่างหนักในการตั้งกระบวนทัพ พยายามต้านทานการพุ่งชนของทหารม้าที่อยู่รอบนอกพร้อมกับค่อยๆ เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกอยู่นั้น สถานการณ์การรบที่ช่องเขาคว่าเชอกลับเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ทหารง่อก๊กสามพันนายที่ถูกลกซุนส่งมาเฝ้าช่องเขาคว่าเชอ แต่ละคนก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ในสายตาของพวกเขา ศึกครั้งนี้กองทัพง่อก๊กชนะใสสะอาด แม่ทัพใหญ่ก็นำทัพไล่ตามศัตรูไปทางทิศตะวันออกแล้ว แถมพวกเขายังเหน็ดเหนื่อยจากการตีค่ายมาสองวันเต็ม จะให้พักผ่อนสักหน่อยไม่ได้เชียวหรือ
ทหารเลวที่ช่องเขาคว่าเชอคิดเช่นนี้ และเซียนอวี๋ตานขุนพลเพียนเจียงจวินผู้บัญชาการทหารราบสามพันนายที่นี่ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน
เซียนอวี๋ตานเลือกกระโจมที่ใหญ่และกว้างขวางที่สุด หลังจากสั่งการให้ลูกน้องไปเก็บกวาดสนามรบและรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตกหล่นอยู่แล้ว เขาก็สั่งให้ทหารคนสนิทไปต้มน้ำแกงมาให้กิน และกำชับให้ใส่ไข่ไก่เพิ่มอีกสักสองสามฟองด้วย
ขณะที่เซียนอวี๋ตานกำลังนอนเอนหลังอยู่ในกระโจมที่เดิมเป็นของกาอุ้น เพิ่งจะหลับไปได้ไม่ถึงชั่วยาม ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องตะโกนด้วยความแตกตื่นของทหารคนสนิทที่อยู่ข้างนอก
เซียนอวี๋ตานถูกปลุกให้ตื่น เพิ่งจะเดินออกจากกระโจมเตรียมจะด่ากราดทหารคนสนิท แต่พอมองตามนิ้วที่ทหารคนสนิทชี้ไป เขาก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทหารวุยก๊กจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลออกมาจากเนินเขาที่ทอดยาวทางทิศใต้ เคลื่อนพลจากทิศตะวันตกมาทิศตะวันออก ตามเส้นทางที่กองทัพง่อก๊กเพิ่งจะพังทลายค่ายวุยก๊กเข้ามาเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน และกำลังพุ่งตรงมาทางเขา
เซียนอวี๋ตานตกใจกลัวสุดขีด
ทหารราบวุยก๊กที่พุ่งออกมาจากเนินเขา ก็คือกองกำลังของอองเหลง ฮันจ๋ง จ๋ายตาน และหูจื้อที่ดักซุ่มมานานนั่นเอง รวมกำลังพลทั้งหมดถึงหนึ่งหมื่นห้าพันนาย
ความจริงแล้ว เมื่อช่วงเช้าที่กองทัพใหญ่วุยก๊กถอยทัพไปทางทิศตะวันออก ค่ายและแนวป้องกันที่ช่องเขาคว่าเชอก็ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หากเซียนอวี๋ตานรวบรวมกำลังทหารไปยึดครองช่องแคบที่สุดของช่องเขาคว่าเชอเพื่อตั้งรับ ก็อาจจะสามารถต้านทานไว้ได้จนกว่าลกซุนจะนำทัพกลับมา
แต่ความแตกต่างระหว่างยอดแม่ทัพกับแม่ทัพไร้ฝีมือ ไม่ได้อยู่ที่ความกล้าหาญในการบุกทะลวงยามได้เปรียบ แต่อยู่ที่การตัดสินใจและการประเมินสถานการณ์เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตอันตรายต่างหาก
เซียนอวี๋ตานไม่ตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่า นี่คือแผนการบีบวงล้อมและสกัดกั้นทางยุทธศาสตร์ของวุยก๊ก กลับคิดตื้นๆ ว่าตนสามารถยึดครองค่ายเดิมของวุยก๊กแล้วตั้งรับเพื่อประวิงเวลาได้สักระยะ
ความคิดผิดพลาดเพียงชั่ววูบนี้ ได้ฝังกลบความหวังสุดท้ายของกองทัพง่อก๊กไปจนหมดสิ้น
อองเหลงนำทหารราบแปดพันนายในสังกัด หาช่องโหว่จากแนวป้องกันได้อย่างง่ายดาย หลังจากพุ่งเข้ายึดค่ายเดิมของวุยก๊กได้แล้ว ก็รีบรุดไปยังช่องแคบที่สุดของช่องเขาคว่าเชอ เมื่อยึดครองช่องแคบนั้นได้แล้ว จึงค่อยหันกลับมาโจมตีกระหนาบทหารสามพันนายของเซียนอวี๋ตานจากด้านหลัง
และในตอนนั้นเอง เซียนอวี๋ตานที่อยู่กลางค่าย ก็เห็นกองกำลังที่พุ่งสวนมาตรงหน้า มีคนผู้หนึ่งนำหน้ามาพร้อมกับธงรบที่เขียนว่า 'ขุนพลพิทักษ์ทักษิณ ฮัน'
เซียนอวี๋ตานโกรธจนเลือดขึ้นหน้า รู้ตัวดีว่าถูกกองทัพวุยก๊กที่มีกำลังพลมากกว่าหลายเท่าล้อมเอาไว้แล้ว ในเมื่อยังไงก็หนีความตายไม่พ้น สู้ลากไอ้กบฏง่อก๊ก ฮันจ๋งลูกชายของฮันต๋ง ที่อยู่ตรงหน้าไปลงนรกด้วยกันเลยดีกว่า
เซียนอวี๋ตานรวบรวมกำลังพลพุ่งเข้าปะทะกับทัพของฮันจ๋ง โดยไม่สนใจกองกำลังของอองเหลงที่ไล่ตามมาติดๆ ทางด้านหลัง กองกำลังของฮันจ๋งมีเพียงสี่พันนาย ส่วนกองกำลังของเซียนอวี๋ตานมีสองพันกว่านาย ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอย่างสูสี
เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เซียนอวี๋ตานขุนพลเพียนเจียงจวินแห่งกองทัพง่อก๊ก ก็ต้องสิ้นชีพลงท่ามกลางความชุลมุนของการสู้รบ แต่ก่อนจะสิ้นใจ เซียนอวี๋ตานก็ได้ใช้กระบี่ในมือแทงทะลุหน้าอกของฮันจ๋งด้วยตัวเอง
ดวงตากลมโตของฮันจ๋งที่เบิกโพลงด้วยความไม่ยินยอม จ้องมองใบหน้าของเซียนอวี๋ตานอย่างเคียดแค้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะโกรธเคืองที่ต้องมาตายก่อนจะได้เสวยสุขจากชัยชนะครั้งใหญ่ หรือเป็นเพราะแค้นใจที่เซียนอวี๋ตานมาดับฝันเส้นทางสู่ความเจริญรุ่งเรืองของตนกันแน่ แต่บนใบหน้าของเซียนอวี๋ตานก่อนสิ้นลม กลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมา
เมื่อแม่ทัพตายลง ทหารง่อก๊กที่เหลืออีกพันกว่าคนก็หมดสิ้นกำลังใจในการต่อสู้ พากันโยนอาวุธทิ้งแล้วคุกเข่าขอยอมจำนน
หลังจากอองเหลงสั่งให้ลูกน้องเข้าไปล้อมและควบคุมตัวทหารง่อก๊กที่ยอมจำนนแล้ว เขาก็ขี่ม้าเข้าไปดูผลงานที่สนามรบเมื่อครู่อย่างช้าๆ ท่ามกลางการคุ้มกันของทหารคนสนิท
เมื่อเห็นศพของฮันจ๋งและเซียนอวี๋ตาน อองเหลงก็อดที่จะส่ายหน้าและถอนหายใจออกมาไม่ได้ "คนหนึ่งทิ้งชีวิตเพื่อความมั่งคั่ง อีกคนหนึ่งยอมสละชีพเพื่อความจงรักภักดี"
พูดจบ อองเหลงก็หันไปสั่งที่ปรึกษาทางการทหารข้างกายว่า "รีบบันทึกเหตุการณ์สู้รบที่นี่ แล้วส่งม้าเร็วไปรายงานฝ่าบาททางทิศตะวันออกทันที แจ้งให้ฝ่าบาททราบว่า อองเหลงได้นำทัพยึดช่องเขาคว่าเชอไว้ตามคำสั่งแล้ว และพร้อมที่จะสกัดกั้นทัพง่อก๊กทุกเมื่อ"
ที่ปรึกษารับคำสั่งแล้วจากไป
ในขณะเดียวกัน บนสมรภูมิที่กองทัพวุยและง่อกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด กองทัพง่อก๊กถูกทหารม้าวุยก๊กที่พุ่งทะลวงเข้ามาตัดขาดออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก คือกองทัพที่ไล่ตามมาล่าช้าเมื่อครู่ มีประมาณสี่หมื่นนาย อีกส่วนหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก คือทัพหน้าที่ไล่ตามมาก่อนหน้านี้ ลกซุนก็อยู่ในกองกำลังส่วนนี้เช่นกัน
เวลานี้ลกซุนกำลังบัญชาการรบอยู่ในค่ายอย่างร้อนใจ พยายามเร่งเร้าให้ค่ายกลขนาดใหญ่ทั้งหลายของทหารสามหมื่นนายฝั่งตน เคลื่อนพลไปทางทิศตะวันตกเพื่อรวมกลุ่มกับกองทัพง่อก๊กอีกสี่หมื่นนายที่เหลือ
ความพยายามนี้ได้ผลดีในช่วงแรก เมื่อทหารม้าวุยก๊กเข้าใกล้ ห่าธนูก็พุ่งออกจากค่ายทหารง่อก๊กราวกับสายฝน สอยทหารม้าวุยก๊กตกม้าไปได้ไม่ใช่น้อย
แต่ลูกธนูของกองทัพง่อก๊กนั้นมีจำกัด เมื่อสายฝนธนูจากค่ายง่อก๊กเริ่มบางตาลง ทหารม้าก็พุ่งเข้าชาร์จจากด้านข้างของค่าย สังหารทหารง่อก๊กได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละรอบการบุก
และในเวลานี้ ห่างจากลกซุนไปประมาณหนึ่งลี้กว่า โจยอยกำลังนำทหารม้าทัพหลวงห้าพันนาย ซึ่งประกอบด้วยค่ายห้าขุนพลทหารม้าสี่พันนายและทหารองครักษ์พยัคฆ์อีกหนึ่งพันนายที่นำโดยแฮหัวเหี้ยน เฝ้าสังเกตการณ์ภาพรวมของสนามรบทั้งหมดจากทางทิศเหนือ