เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 109 - เคลื่อนทัพลงใต้

บทที่ 109 - เคลื่อนทัพลงใต้

บทที่ 109 - เคลื่อนทัพลงใต้


บทที่ 109 - เคลื่อนทัพลงใต้

พิธียิงธนูหลวงค่อยๆ สิ้นสุดลง ผู้ที่ยิงเข้าเป้าทั้งสี่ดอกมีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น และล้วนได้รับรางวัลพิเศษจากฮ่องเต้

หลังเสร็จสิ้นพิธียิงธนูหลวงก็คืองานเลี้ยงสุรา ฮ่องเต้ทรงนำเหล่าขุนนางดื่มกินอย่างสำราญใจ หนึ่งคือเป็นไปตามขั้นตอนของพิธีการหลังเสร็จสิ้นการยิงธนู สองคือเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองล่วงหน้าสำหรับวันขึ้นปีใหม่ในวันรุ่งขึ้น

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาถึงวันขึ้นปีใหม่

รุ่งเช้า โจยอยได้จุดธูปเผากระดาษบวงสรวงสวรรค์ที่ด้านหลังแท่นบูชาชานเมืองชิ่วชุนทางทิศใต้ ทรงประกาศเปลี่ยนรัชศกเป็น 'ไท่เหอ' จากนั้นจึงประทับยืนบนแท่นบูชา ชักกระบี่ชี้ไปทางทิศใต้ และประกาศเคลื่อนทัพลงใต้

กองทัพต่างๆ เริ่มเคลื่อนพลตามลำดับที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ทหารม้านำหน้า ทหารราบตามหลัง

กองทัพเคลื่อนพลจากชานเมืองชิ่วชุนทางทิศใต้มุ่งหน้าลงใต้ ขบวนทัพทอดยาวนับสิบๆ ลี้ ทหารม้ากองหน้าออกเดินทางไปแล้วครึ่งค่อนวัน ทหารราบรั้งท้ายเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากเมืองชิ่วชุน

คงพูดได้เพียงว่า การเคลื่อนทัพใหญ่ก็เป็นเช่นนี้แหละ ถือเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการจัดการและพลาธิการ

มณฑลยังจิ๋วมีกำลังพลที่ใช้งานได้ถึงหนึ่งแสนหกหมื่นนาย

หับป๋า กวงเหลง และลิ่วอาน เดิมทีมีทหารหัวเมืองประจำการอยู่หนึ่งหมื่นนาย ในจำนวนนี้มีสี่พันนายประจำอยู่ที่หับป๋า เมื่อรวมกับทหารหัวเมืองอีกห้าพันนายที่ถูกส่งจากชิ่วชุนมาสมทบในภายหลัง ตอนนี้ที่หับป๋ามีกำลังพลถึงเก้าพันนายแล้ว

เมื่อรวมกับกองทหารห้าพันนายของอองซังผู้ตรวจการมณฑลจุนจิ๋วที่ถูกส่งไปสร้างถนน กองทหารหนึ่งหมื่นนายของกาอุ้นผู้ตรวจการมณฑลยิจิ๋วที่ถูกส่งไปสร้างค่ายที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้าก่อนหน้านี้ และกองทหารอีกห้าพันนายของเล่าเยียกขุนพลพิทักษ์แผ่นดิน นับรวมแล้วมีทหารสองหมื่นนายที่ล่วงหน้าลงใต้ไปก่อนแล้ว

จากกำลังพลหนึ่งแสนหกหมื่นนาย หักออกไปหนึ่งหมื่นห้าพันนาย และหักออกไปอีกสองหมื่นนาย ตอนนี้จำนวนทหารที่เคลื่อนพลลงใต้จากเมืองชิ่วชุนมีมากถึงหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันนาย เมื่อรวมกับราษฎรที่ถูกเกณฑ์มาใช้แรงงานก่อนหน้านี้และหลังจากนี้ กองทัพอันยิ่งใหญ่นี้สามารถแอบอ้างว่ามีกำลังพลถึงสี่แสนนายได้สบายๆ

แม่ทัพคุมทัพใหญ่ระดับโจฮิวและโจจิ๋นจำเป็นต้องคุมทัพอยู่ด้านหลัง

ผู้ที่นำทหารม้าหนึ่งหมื่นนายล่วงหน้าลงใต้ไปก่อนคือขุนพลฝ่ายขวาจูไก้ ผู้ซึ่งประจำการอยู่แถบเจียงหวยมานานและมีประสบการณ์ทำศึกอย่างโชกโชน

จูไก้เป็นแม่ทัพอาวุโส เมื่อครั้งที่วุยก๊กตีเมืองอ้วนเซียแตกเป็นครั้งแรก เตียวเลี้ยวได้เป็นแม่ทัพบัญชาการเตียวคับและจูไก้ นำทัพเข้าบดขยี้ตันหลานที่ยึดครองภูเขาเทียนจู้ซานทางตอนเหนือของเมืองอ้วนเซีย

ปีเจี้ยนอันที่ยี่สิบสี่ ตอนที่กวนอูยกทัพขึ้นเหนือมาตีซงหยงและอ้วนเสีย โจโฉซึ่งอยู่ที่ฮูโต๋ได้มีคำสั่งด่วนให้จูไก้และอินสู่ที่อยู่แถบห้วยหนาน นำทหารสิบสองค่ายไปที่เมืองเหยี่ยนเฉิงเพื่อสมทบกับซิหลง ผลงานของซิหลงที่ 'บุกทะลวงเข้าตี' จนทำลายค่ายคูหอรบสิบชั้นของกวนอูจนแตกพ่ายนั้น ก็มีส่วนในความดีความชอบของจูไก้รวมอยู่ด้วย

บัดนี้ต้องทำศึกที่ห้วยหนานเพื่อปราบเมืองอ้วนเซีย การให้ขุนพลฝ่ายขวาจูไก้ผู้คุ้นเคยกับภูมิประเทศและกรำศึกมานานเป็นทัพหน้านำทหารม้าหนึ่งหมื่นนายลงใต้ ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว

ทัพหลวงมีทหารม้าสามหมื่นนาย ทหารหัวเมืองจากมณฑลยังจิ๋ว ยิจิ๋ว และชีจิ๋ว มีทหารม้ารวมหนึ่งหมื่นห้าพันนาย หลังจากที่จูไก้นำทหารม้าหัวเมืองหนึ่งหมื่นนายลงใต้ไปแล้ว ในบรรดาทหารม้าสามหมื่นห้าพันนายที่เหลือ มหาเสนาบดีกลาโหมโจฮิวได้ตามหลังจูไก้ไปติดๆ โดยคุมทหารม้าสามหมื่นนายมุ่งหน้าลงใต้

ทหารม้าที่เหลืออยู่ข้างกายฮ่องเต้ มีเพียงกองกำลังองครักษ์หนึ่งพันนายที่นำโดยแฮหัวเหี้ยน และค่ายห้าขุนพลทหารม้าที่นำโดยผู้บัญชาการกองทหารม้าประจำการ ผู้บัญชาการกองทหารม้าเร็ว ผู้บัญชาการทหารราบ ผู้บัญชาการกองทหารฉางสุ่ย และผู้บัญชาการกองทหารเกาทัณฑ์

ค่ายห้าขุนพลทหารม้ามีทหารม้ารวมสี่พันนาย หากจะพูดถึงกองทัพที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในบรรดาทหารแสนกว่านายนี้ ก็ต้องยกให้ค่ายห้าขุนพลทหารม้านี่แหละ

ย้อนกลับไปในรัชสมัยฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ฮั่นอู่ตี้ได้ทรงแต่งตั้งแปดผู้บัญชาการแห่งกองทัพฝ่ายเหนือเพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นขุมกำลังสำคัญในการพิทักษ์เมืองเตียงอัน ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออกได้ตัดผู้บัญชาการจงเหล่ย ผู้บัญชาการหูฉี และผู้บัญชาการหู่เปินออกไป ที่เหลือก็คือห้าผู้บัญชาการแห่งกองทัพฝ่ายเหนือ ห้าผู้บัญชาการนี้มีระดับขั้นเทียบเท่าขุนนางสองพันสือ เป็นตำแหน่งที่ดูสูงส่งแต่มีงานสบาย ส่วนใหญ่จะแต่งตั้งให้เชื้อพระวงศ์และคนสนิทดำรงตำแหน่ง

ในยุคราชวงศ์ฮั่น ตำแหน่งที่รับผิดชอบดูแลค่ายห้าขุนพลทหารม้ามีชื่อเรียกว่าจงโหวแห่งกองทัพฝ่ายเหนือ เล่าเปียวผู้ยึดครองเกงจิ๋วในอดีต เมื่อครั้งยังอยู่ที่ลั่วหยางก็เคยได้รับการสนับสนุนจากมหาขุนพลโฮจิ๋นให้ดำรงตำแหน่งจงโหวแห่งกองทัพฝ่ายเหนือมาแล้ว

ทว่าหลังจากพระเจ้าโจผีขึ้นครองราชย์ ได้ปรับเปลี่ยนระดับขั้นจากหกร้อยสือเป็นสองพันสือ และเปลี่ยนชื่อตำแหน่งจงโหวแห่งกองทัพฝ่ายเหนือเป็นผู้ตรวจการค่ายทั้งห้า ซึ่งผู้ที่ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการค่ายทั้งห้าในตอนนี้ก็คือบุนขิมชาวเมืองเจียวเซี่ยน ผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากราชวงศ์วุยเป็นอย่างมาก

ทหารม้าหนึ่งหมื่นนายของจูไก้ทำหน้าที่เป็นทัพหน้า ทหารม้าสามหมื่นนายที่ควบคุมโดยมหาเสนาบดีกลาโหมโจฮิวก็ออกเดินทางตามหลังจูไก้ไป

กำลังพลแปดหมื่นห้าพันนายที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารราบ ย่อมต้องให้มหาขุนพลโจจิ๋นเป็นผู้ควบคุม ค่อยๆ เดินทัพลงใต้ตามหลังโจฮิวไป

หากจะยกทัพจากชิ่วชุนลงใต้ไปถึงเมืองอ้วนเซีย จำเป็นต้องเดินทัพผ่านเขตแดนเมืองโลกั๋งทั้งหมด จากชิ่วชุนไปถึงอำเภอซูเซี่ยน จากนั้นก็ผ่านช่องเขาเจียสือและปากน้ำอู๋เฉียงเค้า จึงจะเดินทางไปถึงเมืองอ้วนเซียได้

ระยะทางจากชิ่วชุนถึงปากน้ำอู๋เฉียงเค้าประมาณสามร้อยห้าสิบลี้ อองซังผู้ตรวจการมณฑลจุนจิ๋วได้ล่วงหน้าไปปรับปรุงถนนหนทางตลอดเส้นทาง สร้างลานกว้างและจุดพักส่งเสบียงไว้ริมทางมากมาย ดังนั้นความเร็วในการเดินทัพลงใต้จากชิ่วชุนจึงรวดเร็วมาก

ทัพหน้าทหารม้าหมื่นนายของจูไก้ ออกเดินทางในเช้าตรู่วันขึ้นปีใหม่ และมาถึงค่ายใหญ่ที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้าซึ่งกาอุ้นสร้างเตรียมไว้แล้วในตอนค่ำของวันที่สามเดือนหนึ่ง

คงต้องยอมรับว่าคนเก่งไม่ว่าจะได้รับมอบหมายงานอะไร เขาก็จะทำผลงานออกมาได้มาตรฐานสูงเสมอ

กาอุ้นก็คือคนแบบนั้นแหละ

กาอุ้นนำทหารมณฑลยิจิ๋วหนึ่งหมื่นนายล่วงหน้าลงใต้ไปก่อน เขาแบ่งทหารสี่พันนายไปที่เมืองอ้วนเซีย สองพันนายไปสร้างค่ายคูหอรบที่ทิศเหนือและทิศใต้ของช่องเขาเจียสือ และอีกสี่พันนายไปสร้างค่ายใหญ่ที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้า

ช่องเขาเจียสือเป็นทางแคบ ทหารสองพันนายใช้เวลาสร้างค่ายคูหอรบเพียงสามวันก็เสร็จสิ้น จากนั้นก็เดินทางมาที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้า กำลังพลของกาอุ้นที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้าจึงเพิ่มจากสี่พันเป็นหกพัน และเมื่อกองทหารห้าพันนายของเล่าเยียกขุนพลพิทักษ์แผ่นดินมาสมทบ ก็มีกำลังพลถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันนาย

ค่ายใหญ่แปดแห่งที่สามารถรองรับทหารได้แห่งละหมื่นนาย ถูกสร้างเรียงรายจากเหนือจรดใต้โดยมีภูเขาอยู่ด้านหลังและแม่น้ำอยู่ด้านหน้า ตอนนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์หมดแล้ว ถือได้ว่ากาอุ้นเป็นผู้สร้างความดีความชอบลำดับแรกในศึกครั้งนี้

จูไก้เดินทางมาถึงค่ายใหญ่ที่ปากน้ำอู๋เฉียงเค้าในคืนวันที่สามเดือนหนึ่ง ใช้เวลาสามวันสองคืนในการเดินทางสามร้อยห้าสิบลี้ หลังจากพักผ่อนไปหนึ่งวันสองคืน ในเช้าตรู่วันที่ห้าเดือนหนึ่งเขาก็ออกเดินทางจากปากน้ำอู๋เฉียงเค้าทันที มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามที่ราบเชิงเขาเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองอ้วนเซีย

ข้อได้เปรียบเกินครึ่งของทหารม้าอยู่ที่ความเร็ว จูไก้เดินทางสามร้อยห้าสิบลี้ในสามวัน กองทัพยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย หลังพักผ่อนเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนก็สามารถยกทัพลงใต้ไปทำศึกต่อได้ ส่วนความเร็วในการเดินทัพปกติของทหารราบ หากเดินทางได้วันละหกสิบลี้ก็ถือว่าเร็วมากแล้ว

เดินทางจากปากน้ำอู๋เฉียงเค้าต่อไปถึงเมืองอ้วนเซีย จะเหลือระยะทางเพียงหนึ่งร้อยแปดสิบลี้เท่านั้น

เส้นทางนี้จูไก้คุ้นเคยเป็นอย่างดี ขุนพลฝ่ายขวาจูไก้ในวัยห้าสิบกว่าปี ไม่ต้องพูดถึงตอนที่ติดตามเตียวเลี้ยวไปปราบตันหลานในวัยหนุ่ม เมื่อเดือนแปดปีที่แล้วตอนที่ตามมหาเสนาบดีกลาโหมโจฮิวไปตีเมืองอ้วนเซียจนแตกและสังหารเสิ่นเต๋อ จูไก้ก็เคยใช้เส้นทางนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง

หลังจากเพิ่งออกจากปากน้ำอู๋เฉียงเค้า จูไก้ขี่ม้าพลางหันไปพูดกับซ่งเวยผู้ช่วยแม่ทัพคนสนิทของตนว่า "จากปากน้ำอู๋เฉียงเค้าถึงเมืองอ้วนเซียมีระยะทางร้อยแปดสิบลี้ แม้ตอนที่ข้าไปปราบตันหลานเจ้าจะยังไม่ได้เข้าร่วมกองทัพ แต่เมื่อเดือนแปดปีที่แล้วเจ้าก็ได้ตามข้ามาด้วย เส้นทางพวกนี้เจ้าคงจะคุ้นเคยดีนะ"

กองทหารม้ามุ่งหน้าไปทางตะวันตกเฉียงใต้โดยไม่หยุดพัก ซ่งเวยขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางด้านข้างของจูไก้

ซ่งเวยประสานมือเอ่ยถาม "ท่านแม่ทัพ ต้องการให้ข้าน้อยล่วงหน้าไปดูลาดเลาก่อนหรือไม่ขอรับ"

จูไก้มือซ้ายจับบังเหียน มือขวาลูบเคราตัวเอง "ถูกต้อง เดือนแปดถนนหนทางเฉอะแฉะ แต่ตอนนี้เดือนหนึ่ง ถนนแห้งและน้ำน้อย ความเร็วในการเดินทัพน่าจะเร็วกว่าเดิมมาก"

"จากปากน้ำอู๋เฉียงเค้าไปช่องเขาคว่าเชอมีระยะทางเก้าสิบลี้ ข้าให้เวลาเจ้าสามชั่วยาม นำทหารม้าหนึ่งพันนายในสังกัดของเจ้าไปเบิกทาง และหาสถานที่ตั้งค่ายแถวๆ ช่องเขาคว่าเชอ"

"ทำได้หรือไม่" จูไก้จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของซ่งเวย

ซ่งเวยในวัยสามสิบกว่าปี กำลังอยู่ในช่วงที่ร่างกายและพละกำลังแข็งแกร่งที่สุดในฐานะทหารม้า เขาประสานมือรับคำสั่งอย่างไม่ลังเล "ข้าน้อยรับบัญชา เมื่อข้าน้อยไปถึงแล้ว ท่านแม่ทัพจะเดินทางไปถึงเมื่อใดขอรับ"

จูไก้ลูบเคราอีกครั้ง คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "เจ้าเบิกทางไปก่อน ข้าจะไปถึงช้ากว่าเจ้าอย่างมากก็แค่ชั่วยามเดียว"

ซ่งเวยที่อยู่บนหลังม้าประสานมือรับคำ จากนั้นก็ควบม้าพุ่งทะยานไปข้างหน้าโดยไม่รอช้า เพื่อไปรวมพลทหารม้าหนึ่งพันนายในสังกัดของตน

ช่องเขาคว่าเชออยู่ห่างจากปากน้ำอู๋เฉียงเค้าเก้าสิบลี้ เป็นพื้นที่อันตรายที่มีทั้งภูเขาและแม่น้ำ จูไก้รู้เรื่องนี้ดีมาโดยตลอด

ภายในรัศมีเก้าสิบลี้นี้ หากไม่รีบเร่งเวลาเพื่อไปตั้งค่ายในพื้นที่อันตรายของช่องเขาคว่าเชอเพื่อให้ได้เปรียบทางชัยภูมิ ก็ต้องเดินทางสักสี่ห้าสิบลี้แล้วหยุดพัก หาที่ตั้งค่ายสักแห่งระหว่างทางเอา เพราะสภาพภูมิประเทศก็คล้ายๆ กันหมด พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางผ่านช่องเขาคว่าเชอก็ได้

ความจริงแล้วแถบห้วยหนานมีแม่น้ำและเนินเขามากมาย เส้นทางจากปากน้ำอู๋เฉียงเค้ามุ่งหน้าสู่เมืองอ้วนเซียแทบจะเป็นเส้นตรงจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ จริงๆ แล้วจะเรียกว่าเป็นถนนก็ไม่ได้ เป็นเพียงที่ราบแคบยาวบริเวณตีนเขาของเทือกเขาต้าเปี๋ยซานเท่านั้น

ระยะห่างระหว่างเทือกเขาต้าเปี๋ยซานกับแม่น้ำแยงซีเกียงมีไม่ถึงร้อยลี้ หากสุ่มเลือกจุดเริ่มต้นที่ตีนเขาเทือกเขาต้าเปี๋ยซานและมุ่งหน้าตรงไปยังแม่น้ำแยงซีเกียง จะต้องผ่านที่ราบกว้างเพียงไม่กี่ลี้ ต่อด้วยเนินเขาที่ทอดยาวห้าหกสิบลี้ และสุดท้ายต้องข้ามภูเขาลูกใหญ่จึงจะถึงริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง

เส้นทางที่เหมาะสำหรับทหารม้ามีไม่มากนัก จูไก้จึงทำได้เพียงส่งกองทหารของซ่งเวยล่วงหน้าไปสำรวจเส้นทางก่อน

ข้อดีของทหารม้าก็อยู่ตรงนี้ แม้ความเร็วในการเดินทัพทางไกลจะไม่ได้เปรียบทหารราบมากนัก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องการความเร็ว ทหารม้าก็จะสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วว่องไวดุจสายลม ซึ่งเหนือกว่าทหารราบอย่างเห็นได้ชัด ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางยุทธวิธีของแม่ทัพได้

ในยามปกติทหารม้าจะเดินทางได้วันละประมาณแปดสิบลี้ แต่เมื่อมีความจำเป็น ก็สามารถเร่งรีบเดินทางเก้าสิบลี้ได้ภายในเวลาเพียงสามชั่วยาม ส่วนเรื่องความเหนื่อยล้าของคนและม้า ค่อยให้ทหารม้าหนึ่งพันนายของซ่งเวยพักผ่อนในภายหลังก็แล้วกัน

ทหารม้าหนึ่งพันนายเคลื่อนทัพก็เพียงพอที่จะย่ำเปิดทางได้แล้ว จูไก้คุมทหารม้าเก้าพันนายเดินทัพตามเส้นทางที่เพิ่งถูกเหยียบย่ำจนเป็นทางสายนี้ไป

ทว่าในช่วงบ่าย ขณะที่จูไก้อยู่ห่างจากช่องเขาคว่าเชออีกเพียงสิบสองลี้ ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วยาม ซ่งเวยที่ไปสำรวจเส้นทางด้านหน้าก็ควบม้าพุ่งพรวดกลับมาอย่างกะทันหัน

เมื่อเห็นซ่งเวยกลับมา จูไก้ทั้งตกใจและโกรธจัด "เกิดอะไรขึ้นข้างหน้า เหตุใดเจ้าจึงกลับมาหาข้าในเวลานี้"

ซ่งเวยไม่ตอบคำถาม เมื่อควบม้ามาถึงข้างกายจูไก้ จึงประสานมือและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคนว่า "เรียนท่านแม่ทัพ ข้าน้อยแบ่งทหารออกเป็นสองกอง กองละห้าร้อยนาย ค่อยๆ เดินทัพไป ข้าน้อยนำทัพหน้า พอเพิ่งไปถึงช่องเขาคว่าเชอ ตอนที่เพิ่งผ่านเข้าไปได้แค่ร้อยกว่านาย ทหารง่อก๊กก็ยิงธนูลงมาจากป่าบนภูเขาเตี้ยๆ ทั้งสองข้างทางขอรับ"

"ข้าน้อยรีบสั่งถอยทัพ แต่ก็ยังสูญเสียทหารม้าไปราวห้าสิบนาย ข้าน้อยได้ให้ทหารม้าสี่ร้อยกว่านายที่เหลือกับทัพหลังอีกห้าร้อยนายไปตั้งหลักบนเนินดินห่างออกไปสามลี้แล้วขอรับ"

"ข้าน้อยจึงมารายงานท่านแม่ทัพด้วยตัวเองขอรับ"

จูไก้ขมวดคิ้วโดยไม่พูดอะไร

หากมองในมุมมองทางการทหาร การที่ซ่งเวยทิ้งทหารเก้าร้อยนายของตนแล้วควบม้ากลับมาหาแม่ทัพเพียงลำพัง ถือเป็นความผิดฐานละทิ้งกองทัพเลยทีเดียว

แต่หากมองในมุมมองทางการเมือง การที่ซ่งเวยเพิ่งเสียทหารม้าไปห้าสิบกว่านายที่ช่องเขาคว่าเชอ ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งแรกนับตั้งแต่เคลื่อนทัพมาเลยทีเดียว การที่ซ่งเวยกลับมาหาเขาเพียงลำพัง เรื่องนี้ยังไม่ค่อยมีใครรู้ อาจจะมีทางแก้ไขสถานการณ์ได้

จบบทที่ บทที่ 109 - เคลื่อนทัพลงใต้

คัดลอกลิงก์แล้ว