เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 - มุ่งตรงสู่ทิศตะวันออก

บทที่ 60 - มุ่งตรงสู่ทิศตะวันออก

บทที่ 60 - มุ่งตรงสู่ทิศตะวันออก


บทที่ 60 - มุ่งตรงสู่ทิศตะวันออก

เมื่อเห็นเกียงอุยลังเล ซ่างกวานฉีก็ถอนหายใจยาว "คนในจงหยวนจะมาสนใจอะไรกับคนบ้านนอกชายแดนอย่างพวกเราล่ะ!"

"อย่าว่าแต่เมืองเทียนสุ่ยที่เคยสังกัดมณฑลเหลียงโจวอย่างพวกเราเลย ขนาดท่านเตียวจี้แห่งจั่วเฝิงอี้ที่มีความดีความชอบมากมายขนาดนั้น จนตายไปก็ยังได้เป็นแค่ผู้ตรวจการมณฑลเหลียงโจวเท่านั้น! ตำแหน่งขุนนางระดับสูงในลั่วหยางจะมีที่ว่างให้คนบ้านนอกในเขตยงเหลียงอย่างพวกเราได้อย่างไร"

"การที่เปิดโควตาให้เข้าไปเรียนในสำนักศึกษาหลวงได้ในครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ไม่ธรรมดาแล้ว!"

เกียงอุยได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ด้วยพื้นเพจากตระกูลเกียงแห่งจี้เซี่ยน เกียงอุยได้ศึกษาตำรามาตั้งแต่เด็ก พออายุสิบเจ็ดสิบแปดปีก็แทบจะหาบัณฑิตในเมืองที่เทียบชั้นกับเขาได้ยากแล้ว

เมืองชายแดนขาดแคลนผู้รู้หนังสือ นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดา ตอนเด็กๆ เกียงอุยเคยคิดว่าหากเขาเกิดเร็วกว่านี้สักหลายสิบปีในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข หากได้ไปพบปะกับปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างม้าหยื่อตี้ เตงเหี้ยน หรือโลติด ในจงหยวน เขาคงจะได้เรียนรู้คัมภีร์อย่างถ่องแท้เป็นแน่

แต่หลังจากที่เกียงจงบิดาของเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์กบฏเผ่าเชียง ความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ของเกียงอุยก็ดับมอดลงชั่วคราว เขากลับหันมาแสวงหาความก้าวหน้าในเมืองแทน ถึงขั้นแอบซ่องสุมคนสนิทนับสิบคนไว้เป็นกำลังเสริมของตนเอง การมีชีวิตอยู่ในยุคกลียุคเช่นนี้ไม่อาจไม่เตรียมการป้องกันตัวไว้บ้าง

แต่ตอนนี้ ตัวเขาเองกลับมีโอกาสได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาหลวงในลั่วหยางแล้วหรือ เวลานี้เกียงอุยอายุยี่สิบสี่ปี แถมยังมาจากตระกูลใหญ่และดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเจ้าเมือง โควตาไปเรียนที่สำนักศึกษาหลวงในครั้งนี้จะต้องมีที่ว่างสำหรับเขาสักที่อย่างแน่นอน

เกียงอุยหันไปมองซ่างกวานฉี "จื่อซิว เรื่องนี้สำคัญต่อข้ามาก ด้วยมิตรภาพของเราข้าจะไม่พูดคำว่าขอบคุณให้มากความ ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับไปหาท่านเจ้าเมืองโดยด่วน ส่วนเรื่องลานม้าที่นี่ข้าฝากเจ้าช่วยดูแลแทนสักหน่อยก็แล้วกัน"

ซ่างกวานฉีพยักหน้ารับคำ "ปั๋วเย่ว ด้วยสติปัญญาของเจ้า เจ้าสมควรจะไปแสดงความสามารถที่ลั่วหยาง ไม่เห็นจะต้องมาเสียเวลาเดินตรวจลานม้าในจี้เซี่ยนแบบนี้เลย!"

เกียงอุยไม่มัวรอช้า เขาประสานมือคารวะก่อนจะเดินไปที่ม้าขาวของตนแล้วกระโดดขึ้นหลังม้า ควบตะบึงมุ่งหน้ากลับไปทางจี้เซี่ยนทันที

...

ภายในจวนเจ้าเมืองแห่งอำเภอจี้เซี่ยน เมืองเทียนสุ่ย

เมื่อเกียงอุยกลับมาถึงตัวเมืองเวลาก็ยังไม่ถึงเที่ยงวัน

เจ้าเมืองม้าจุ้นเห็นเกียงอุยเดินเข้ามาก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย "ปั๋วเย่ว วันนี้เจ้าไปตรวจคลังเสบียงที่ลานม้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงกลับมาเร็วขนาดนี้"

เกียงอุยทำความเคารพ "ท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยได้ยินมาว่ามีหนังสือราชการจากลั่วหยางส่งมาถึงที่นี่ บอกว่าโอรสสวรรค์สั่งบูรณะสำนักศึกษาหลวงขึ้นมาใหม่ ข้าน้อยขอเรียนถามท่านเจ้าเมืองว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่ขอรับ"

เมื่อม้าจุ้นได้ยินคำพูดของเกียงอุย สีหน้าของเขาก็เย็นชาลงทันที ม้าจุ้นเป็นชาวซงหยงในเกงจิ๋ว หลังจากที่วุยก๊กปราบปรามมณฑลเหลียงโจวราบคาบแล้ว เขาถึงถูกราชสำนักที่ลั่วหยางส่งตัวมาประจำการที่เทียนสุ่ย

แมัเมืองเทียนสุ่ยจะอยู่ในมณฑลยงโจวเช่นเดียวกับดินแดนซานฝู่ แต่ในอดีตก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเหลียงโจวมาก่อน ในสายตาของชาวซงหยงอย่างม้าจุ้น เมืองเทียนสุ่ยก็คือเมืองบ้านนอกชายแดนดีๆ นี่เอง

ต้องเข้าใจก่อนว่ามณฑลเหลียงโจวมีแต่ศึกสงครามไม่เคยหยุดหย่อน ผู้ที่คอยรักษาความสงบเรียบร้อยในแต่ละพื้นที่ก็คือบรรดาตระกูลใหญ่ในท้องถิ่น อย่างในเมืองเทียนสุ่ย งานเล็กงานใหญ่ก็มักจะถูกผูกขาดโดยสี่ตระกูลใหญ่อย่างเกียง เหยียน เริ่น และจ้าว มาโดยตลอด

คนจากทั้งสี่ตระกูลใหญ่นี้มักจะสงวนท่าทีและรักษาระยะห่างกับเจ้าเมืองที่ถูกส่งมาจากเกงจิ๋วผู้นี้เสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านม้าจุ้นก็ทำหน้าที่เจ้าเมืองของท่านไป ส่วนงานเล็กงานใหญ่ในเมืองก็ปล่อยให้พวกเราสี่ตระกูลเป็นคนจัดการเองก็แล้วกัน

ตอนที่ม้าจุ้นมาถึงมณฑลเหลียงโจวใหม่ๆ เขาเคยคิดจะแย่งชิงอำนาจกับคนในท้องถิ่นเหมือนกัน แต่ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็ทำให้ม้าจุ้นตื่นจากภวังค์อย่างรวดเร็ว ภาษีในเมืองล้วนมาจากสี่ตระกูลใหญ่ เจ้าหน้าที่ในจวนเจ้าเมืองส่วนใหญ่ก็มาจากสี่ตระกูลใหญ่ แม้แต่ทหารประจำเมืองก็ยังมีความเกี่ยวพันอันซับซ้อนกับสี่ตระกูลใหญ่นี้อีก

เป็นแค่ขุนนางพลัดถิ่น ยังคิดจะมาวางอำนาจอีกงั้นหรือ

และที่ม้าจุ้นทำหน้าไม่สบอารมณ์ในเวลานี้ก็เป็นเพราะเหตุนี้แหละ หนังสือราชการจากลั่วหยางเขาเองก็เพิ่งจะได้อ่านเมื่อหนึ่งเค่อที่แล้วนี้เอง

ส่วนเกียงอุยออกไปลานม้านอกเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ การเดินทางไปกลับระหว่างในเมืองกับลานม้าก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยาม แล้วเกียงอุยไปรู้ข่าวนี้มาได้อย่างไร

เห็นได้ชัดว่าต้องมีเจ้าหน้าที่ในจวนเจ้าเมืองแอบส่งคนควบม้าเร็วไปบอกข่าวเกียงอุยทันทีที่ได้รับหนังสือราชการอย่างแน่นอน!

แต่ม้าจุ้นก็ไม่อยากจะอาละวาดอะไรออกมา ตอนที่มาถึงเทียนสุ่ยใหม่ๆ เขาแย่งชิงอำนาจล้มเหลว ม้าจุ้นจึงได้แต่หวังว่าวันใดวันหนึ่งราชสำนักจะเรียกตัวเขากลับไปจงหยวน คนที่คุ้นชินกับความอ่อนแอ เมื่อพบว่าลูกน้องมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เขาก็ขี้เกียจจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายแล้ว

ม้าจุ้นปรายตามองเกียงอุยแวบหนึ่ง เมื่อเห็นเกียงอุยยังคงทำความเคารพอย่างนอบน้อม มันก็พอจะช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำของม้าจุ้นได้บ้าง

เมื่อม้าจุ้นเห็นเกียงอุยถาม เขาก็ค่อยๆ ตอบว่า "โอรสสวรรค์สั่งบูรณะสำนักศึกษาหลวงขึ้นใหม่ เรื่องนี้เป็นความจริง ในหนังสือราชการระบุว่าสำนักศึกษาหลวงในครั้งนี้จะรับสมัครห้าร้อยคน และเมืองเทียนสุ่ยของเราก็มีโควตาแค่หนึ่งคนในปีนี้"

เกียงอุยอึ้งไปเล็กน้อย เมืองทั้งเมืองกลับได้โควตาแค่ที่เดียวในจำนวนห้าร้อยคนเชียวหรือ

เกียงอุยถามด้วยความสงสัย "ขอเรียนถามท่านเจ้าเมือง หากแบ่งตามมณฑลและเมือง อย่างน้อยเมืองเทียนสุ่ยก็ควรจะได้โควตาสักสี่ห้าที่ไม่ใช่หรือขอรับ"

ม้าจุ้นส่ายหน้าเบาๆ "ปั๋วเย่วเอ๋ย เรื่องบางเรื่องเจ้าก็อาจจะไม่รู้ ในจงหยวนบรรยากาศการศึกษานั้นคึกคักมาก บัณฑิตในหว่านเซี่ยน ลั่วหยาง หยู่หนาน และอิ่งชวนมีมากมายเดินกันขวักไขว่ แล้วเมืองบ้านนอกอย่างเทียนสุ่ยจะไปมีพื้นที่ตรงไหนให้แทรกตัวเข้าไปได้ล่ะ"

"การที่เทียนสุ่ยสามารถคัดเลือกคนเข้าสำนักศึกษาหลวงได้หนึ่งคนในครั้งนี้ เกรงว่าคงเป็นเพราะโอรสสวรรค์ทรงมีรับสั่งลงมาว่าทุกเมืองจะต้องมีตัวแทนเข้าร่วมสำนักศึกษาหลวงก็เท่านั้น หากเป็นในสมัยราชวงศ์ฮั่นล่ะก็ เมืองเทียนสุ่ยก็คงไม่ได้โควตาสักที่เดียวหรอก!"

เกียงอุยสูดลมหายใจเข้าลึก โค้งคำนับเจ้าเมืองอย่างนอบน้อม "เรียนท่านเจ้าเมือง แม้ข้าน้อยจะเป็นเพียงผู้ช่วยในจวนเจ้าเมือง แต่ก็ยังมีอายุไม่ถึงสามสิบปี ยังคงมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์การเข้าสำนักศึกษาหลวงในครั้งนี้ ข้าน้อยศึกษาตำรามาตั้งแต่เด็ก ปรารถนาจะไปศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงในลั่วหยาง ขอท่านเจ้าเมืองโปรดสนับสนุนด้วยเถิดขอรับ!"

ม้าจุ้นเพียงแค่ยิ้มกริ่ม เมื่อเห็นท่าทีนอบน้อมของเกียงอุย ในใจของเขาก็รู้สึกเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก อยู่ที่เทียนสุ่ยมานานต้องคอยทนให้พวกตระกูลใหญ่ในพื้นที่ข่มเหงรังแก และตระกูลเกียงของเกียงอุยก็คือหนึ่งในนั้น มาตอนนี้มีโอกาสทำให้ตระกูลเกียงต้องมาง้อขอร้องตนเองแล้ว จะไม่ให้รู้สึกสะใจได้อย่างไร

ม้าจุ้นเพียงแค่ลูบเคราสั้นใต้คางเบาๆ แต่ยังไม่ยอมตอบรับอะไรออกมา

เกียงอุยยืนอยู่ด้านล่าง เมื่อเห็นท่าทีดัดจริตของเจ้าเมืองไร้น้ำยาผู้นี้ เขาก็รู้ทันทีว่าโรคเล่นตัวของท่านเจ้าเมืองกำเริบอีกแล้ว หากเป็นวันเวลาปกติ เกียงอุยก็คงไม่แคล้วต้องยอมเล่นตามน้ำกับม้าจุ้นไปสักยกหนึ่ง

แต่การรับสมัครบัณฑิตเข้าสำนักศึกษาหลวงในครั้งนี้ โอรสสวรรค์ทรงระบุไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อย่างยอดเยี่ยมจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ เกียงอุยไม่อยากจะพลาดโอกาสนี้ไปจริงๆ

เกียงอุยค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนตรง ร่างสูงเจ็ดฟุตห้านิ้วจ้องมองไปยังเจ้าเมืองที่นั่งอยู่บนแท่นด้วยสายตาแน่วแน่ ใบหน้าที่หล่อเหลาและดุดันภายใต้คิ้วกระบี่และดวงตาดุจดวงดาว ทำให้เกิดความรู้สึกน่าเกรงขามขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

เกียงอุยกล่าวขึ้นช้าๆ ว่า "ข้าน้อยคิดว่า บัณฑิตผู้มีความรู้ความสามารถในเมืองของเรานั้นมีไม่มากนัก หากครั้งนี้ข้าน้อยไม่ได้ไปลั่วหยาง เกรงว่าในเมืองนี้ก็คงไม่มีใครไปได้อีกแล้วล่ะขอรับ"

ม้าจุ้นได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เขาสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของเกียงอุย จึงรีบฝืนยิ้มออกมาทันที ท้ายที่สุดแล้วงานเล็กงานใหญ่ในเมืองก็ยังต้องพึ่งพาพวกตระกูลใหญ่ทั้งสี่นี้อยู่ดี หากพวกเขาไม่สนับสนุนหรือแกล้งรายงานผลงานแย่ๆ ในการประเมินประจำมณฑล แล้วเมื่อไหร่เขาจะได้ย้ายกลับจงหยวนล่ะ

ม้าจุ้นเพียงแค่คิดว่า หากสามารถบีบให้ลูกน้องคนนี้ยอมอ่อนข้อให้ได้ก็คงดี แต่ถ้าบีบไม่ได้ก็ช่างมันเถอะ โควตาเข้าสำนักศึกษาหลวงมันจะวิเศษวิโสอะไรนักหนา พวกคนบ้านนอกนี่ช่างไม่เปิดหูเปิดตาเอาเสียเลย

ม้าจุ้นเดินช้าๆ ไปหาเกียงอุย ฝืนยิ้มให้เกียงอุยแล้วกล่าวว่า "ความสามารถของปั๋วเย่วข้าย่อมรู้ดีที่สุด หากจะพูดถึงความรู้ความสามารถของบัณฑิตหนุ่มในเมืองนี้ หากปั๋วเย่วเป็นที่สองก็คงไม่มีใครกล้าอ้างตัวเป็นที่หนึ่งแล้วล่ะ"

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะเขียนจดหมายแนะนำตัวให้ ปั๋วเย่วก็หาเวลาเหมาะๆ แล้วออกเดินทางไปลั่วหยางก็แล้วกัน!"

เกียงอุยไม่เล่นตัว เขาถอยหลังไปครึ่งก้าวแล้วโค้งคำนับม้าจุ้นอย่างนอบน้อม

ลั่วหยาง สำนักศึกษาหลวง... เกียงอุยเริ่มรู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาแล้ว บัณฑิตในจงหยวนจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันนะ

จบบทที่ บทที่ 60 - มุ่งตรงสู่ทิศตะวันออก

คัดลอกลิงก์แล้ว