เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 47 คะแนนประเมิน

บทที่ 47 คะแนนประเมิน

บทที่ 47 คะแนนประเมิน


หลังจากรับประทานอาหารค่ำที่ภรรยาจัดเตรียมไว้ให้เสร็จสิ้น สวี่ชิงซานก็ออกไปเดินเล่นเพื่อย่อยอาหารตามคำแนะนำของนาง

ฟิ้ว!

บริเวณด้านนอกถ้ำพำนัก มีเสียงสวบสาบดังขึ้น

งูหลามทองคำร่างยักษ์เลื้อยปราดเข้ามา มันใช้หัวถูไถออดอ้อนหลินซือซืออย่างสนิทสนม ก่อนจะอ้าปากกว้าง สำรอกลูกกลมๆ ลูกหนึ่งออกมา

ลูกกลมๆ นั้นมีสีดำสนิท พื้นผิวเต็มไปด้วยลวดลายอักขระประหลาด เมื่อสวี่ชิงซานหยิบมันขึ้นมา ก็สัมผัสได้ถึงน้ำหนักที่ไม่ธรรมดาเลย

"ท่านพี่ สิ่งนี้คืออะไรหรือเจ้าคะ?"

หลินซือซือกะพริบตากลมโต แสร้งทำสีหน้าฉงนสงสัยได้อย่างแนบเนียน

มาถามข้า แล้วข้าจะไปรู้ได้อย่างไรกันเล่า ก็ในเมื่อมันเป็นของของเจ้านี่นา

สวี่ชิงซานแอบบ่นในใจ ก่อนจะเปิดใช้งานทักษะทันที

ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า เปิด

【ระเบิดอัคคีอสนีบาต: อาวุธลับที่สร้างขึ้นโดยผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง อาศัยการบีบอัดปราณวิญญาณอย่างมหาศาล และผนึกเอาไว้ด้วยค่ายกล เมื่อได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ค่ายกลที่ปกป้องอยู่ก็จะแตกสลาย ปราณวิญญาณที่ถูกบีบอัดอยู่ภายในจะขยายตัวและระเบิดออกอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกมหาศาล

สามารถสร้างความเสียหายเทียบเท่ากับการโจมตีอย่างสุดกำลังของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 6】

ของดีนี่นา!

ดวงตาของสวี่ชิงซานเป็นประกายวาววับ

ในยามนี้ ต่อให้เขางัดเอาไพ่ตายทั้งหมดที่มีออกมาใช้ ก็ทำได้เพียงแค่รับมือกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 6 ได้อย่างสูสีเท่านั้น ทว่าลูกบอลสีดำลูกเล็กๆ นี้ กลับสามารถสร้างอานุภาพที่ทัดเทียมกันได้อย่างง่ายดาย

นี่แหละคืออาวุธลับที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันหามานาน

เก็บมันเอาไว้ รอจังหวะเหมาะๆ แล้วขว้างออกไปแบบไม่ทันให้ตั้งตัว รับรองว่าต้องสร้างผลงานชิ้นโบแดงได้อย่างแน่นอน

"ภรรยา ลูกบอลสีดำนี้แผ่ซ่านปราณวิญญาณออกมาอย่างรุนแรง แถมพลังที่อยู่ข้างในก็ดูไม่เสถียรเอาเสียเลย ข้าเดาว่ามันน่าจะเป็นอาวุธวิญญาณประเภทใช้แล้วทิ้งน่ะ"

สวี่ชิงซานวิเคราะห์ให้ฟัง

"บางทีงูหลามทองคำอาจจะไปวิ่งเล่นแถวๆ ป่าเขา แล้วบังเอิญไปเก็บอาวุธวิญญาณที่ศิษย์พี่คนใดทำตกไว้มาได้กระมังเจ้าคะ"

หลินซือซือคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นออก รู้สึกพึงพอใจกับข้อสันนิษฐานของสวี่ชิงซานเป็นอย่างมาก ทว่าในวินาทีต่อมา นางก็แสร้งขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง:

"แล้วพวกเราควรจะนำมันไปคืนเจ้าของดีไหมเจ้าคะ"

สวี่ชิงซานรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงแค่คำแนะนำที่นางแสร้งทำขึ้นมาเท่านั้น: "เทือกเขาและป่าไม้ในอาณาเขตของสำนักเทียนสิงนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ใครจะไปรู้ล่ะว่างูหลามทองคำไปเก็บมันมาจากที่ใด... เอาเป็นว่า ข้าจะรับมันเอาไว้เพื่อเป็นตัวแทนของท่านอาจารย์ก็แล้วกัน"

เมื่อสวี่ชิงซานยอมรับสิ่งของชิ้นนั้นไว้ด้วยความยินดี หลินซือซือก็รู้สึกพึงพอใจเช่นกัน

หลังจากเดินเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็กลับเข้ามาในถ้ำพำนัก หลินซือซือเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ ส่วนสวี่ชิงซานก็นอนบำเพ็ญเพียรอยู่บนเตียงจนกระทั่งรุ่งสาง

ในยามนี้ระดับพลังของเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายจึงแทบจะไม่ต้องการการพักผ่อนเหมือนคนปกติอีกต่อไป

ดูเหมือนว่าเขากำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ค่อยๆ ห่างไกลจากความเป็นมนุษย์ปุถุชนมากขึ้นทุกที

สองวันต่อมา

สวี่ชิงซานตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เขาเหยียบกระบี่พุ่งทะยานไปยังลานกว้างบนยอดเขาแห่งหนึ่ง

บริเวณนั้นคลาคล่ำไปด้วยบรรดาศิษย์ที่มาจับกลุ่มรวมตัวกัน บ้างก็มีสีหน้าผ่อนคลาย บ้างก็มีสีหน้าวิตกกังวล

ผู้ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ที่ต้องเข้ารับการประเมินศิษย์ใหม่ทั้งสิ้น

สวี่ชิงซานได้พบกับคนคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างจางเผิงท่ามกลางฝูงชน

จางเผิงรีบเข้ามาทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเล่าถึงความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรของตนเองให้ฟังด้วยความตื่นเต้น

ด้วยความที่สำนักเทียนสิงตั้งอยู่บนทำเลที่ตั้งอันอุดมสมบูรณ์ และเต็มเปี่ยมไปด้วยปราณวิญญาณ ทำให้ในตอนนี้ระดับพลังของจางเผิงก้าวหน้าขึ้นมาถึงระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 และกำลังจะทะลวงเข้าสู่ขั้น 4 ในไม่ช้านี้แล้ว

แน่นอนว่า สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจมากที่สุด ก็คือการที่เขาสามารถฝึกฝนวิชาสามสิบแปดฝ่ามือพิฆาตมังกร จนบรรลุถึงกระบวนท่าที่สิบแปดได้สำเร็จ

"เวลาที่ข้าร่ายรำกระบวนท่าที่สิบแปดออกมา ข้ารู้สึกเหมือนมีพละกำลังมหาศาลพลุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 4 ข้าก็มั่นใจว่าจะสามารถซัดให้ร่วงได้ด้วยฝ่ามือเดียวเลยล่ะ" จางเผิงเล่าด้วยความฮึกเหิม

บางทีเจ้าอาจจะเก่งกาจขึ้นได้อีก หากมีการเปิดเพลงประกอบเพื่อส่งเสริมพลัง...

สวี่ชิงซานให้คำแนะนำอย่างจริงใจ: "ศิษย์น้อง ข้าขอแนะนำให้เจ้าหยุดฝึกฝนเคล็ดวิชานี้แต่เพียงเท่านี้ ลองเปลี่ยนไปฝึกฝนวิชาอื่นดูบ้างนะ"

"ศิษย์พี่ ทำไมถึงต้องเปลี่ยนอีกล่ะขอรับ?"

ถึงแม้จางเผิงจะเชื่อฟังคำแนะนำของสวี่ชิงซาน ทว่าการที่เคล็ดวิชาของเขาถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทำให้เขารู้สึกท้อแท้ใจอยู่ไม่น้อย

"ข้านั้นมีสายตาคับแคบ จึงไม่อาจฟันธงได้ว่า หากเจ้ายังดันทุรังฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ต่อไปจนถึงขั้นสูงสุด จะเกิดอาการธาตุไฟแตกซ่านหรือไม่น่ะสิ"

เขาแอบนึกอดสูใจอยู่ลึกๆ ไม่คาดคิดเลยว่าสำนักเทียนสิงจะมีเคล็ดวิชาที่ไม่น่าเชื่อถือเช่นนี้รวมอยู่ด้วย

หรือบางทีอาจจะไม่ใช่ความผิดของสำนักเทียนสิงหรอก ทว่าเคล็ดวิชาในระดับหล่อหลอมชีพจรส่วนใหญ่มันก็เป็นเช่นนี้แหละ ยิ่งเป็นวิชาระดับล่าง ก็ยิ่งมีคุณภาพที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง

เพราะในความเป็นจริงแล้ว บรรดาศิษย์ส่วนใหญ่มักจะไม่ยอมเสียเวลาไปกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับหล่อหลอมชีพจรจนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์หรอก พวกเขามักจะทุ่มเทเวลาไปกับการยกระดับการฝึกปรือเสียมากกว่า เคล็ดวิชาในระดับนี้จึงเป็นเพียงแค่เครื่องมือสำหรับใช้เป็นทางผ่านเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่า หากฝึกฝนวิชากระบี่เทพหกสิบชีพจร สามสิบแปดฝ่ามือพิฆาตมังกร หรือแม้แต่วิชาฝ่ามือเทพพุทธะ จนบรรลุถึงขั้นสูงสุดแล้ว จะเกิดอาการธาตุไฟแตกซ่านหรือไม่

บางที นอกจากผู้ที่คิดค้นเคล็ดวิชาเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ก็คงไม่มีใครให้คำตอบที่แท้จริงได้หรอก

ในระหว่างที่สวี่ชิงซานกำลังพูดคุยอยู่กับจางเผิง บรรดาผู้อาวุโสระดับสูงที่เป็นผู้คุมสอบก็เดินทางมาถึง

พวกเขาประกอบไปด้วยชายชราหนึ่งคน และชายหนุ่มอีกสองคน

ชายชราผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรง ท่าทางกระฉับกระเฉง ผมเผ้าขาวโพลนทว่าใบหน้ากลับดูอ่อนเยาว์ราวกับเด็กทารก เบื้องหลังของเขามีสาวใช้และศิษย์พี่ชายผู้หนึ่งเดินตามมาด้วย

สวี่ชิงซานเคยพบกับชายชราผู้นี้มาก่อน ในวันที่เขามาที่สวนร้อยอสูรหมายเลข 996 ชายชราผู้นี้คือคนที่เพิ่มเบี้ยหวัดให้เขานั่นเอง

และศิษย์พี่ชายที่เดินตามมานั้น สวี่ชิงซานก็รู้จักดีเช่นกัน เขาคือผังป๋อนั่นเอง

ทว่าหากเทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ใบหน้าของผังป๋อในวันนี้ดูจะหมองคล้ำลงไปถนัดตา

ศิษย์พี่ผู้น่าสงสาร ดูท่าทางคงจะไปตกระกำลำบากอยู่ที่หอลงทัณฑ์มาไม่น้อยเลยสินะ

ส่วนชายหนุ่มอีกสองคนนั้น สวี่ชิงซานก็รู้จักอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือศิษย์พี่หลินฮ่วนที่แสนจะคุ้นเคยนั่นเอง

เอ๊ะ?

ด้วยสถานะอย่างศิษย์พี่หลินฮ่วน ไฉนจึงมีสิทธิ์มาร่วมเป็นกรรมการคุมสอบในงานสำคัญเช่นนี้ได้ล่ะ

สวี่ชิงซานรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง

"สวรรค์ การประเมินศิษย์ใหม่ในครั้งนี้ ถึงกับต้องให้ผู้อาวุโสหนึ่งท่าน และผู้พิทักษ์อีกสองท่านมาเป็นผู้คุมสอบเลยเชียวหรือ" จางเผิงอุทานด้วยความทึ่ง "ต้องรู้ก่อนนะว่า การประเมินศิษย์ใหม่ในปีก่อนๆ เต็มที่ก็มีแค่ผู้พิทักษ์หนึ่งหรือสองท่านเท่านั้นแหละ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้อง

ไม่คิดเลยว่าการประเมินในปีนี้ จะถูกยกระดับความสำคัญขึ้นมามากมายถึงเพียงนี้"

"ผู้อาวุโสงั้นหรือ? ผู้พิทักษ์งั้นหรือ?"

สวี่ชิงซานอุทานด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย

ประการแรก เขาตกใจที่ชายชราผู้นี้เป็นถึงผู้อาวุโสระดับแกนทองคำ ประการที่สอง เขาตกใจที่ศิษย์พี่หลินฮ่วนได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้พิทักษ์

ดูเหมือนว่าศิษย์พี่หลินฮ่วนจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างรากฐานได้สำเร็จแล้วสินะ

สำนักเทียนสิงมีศิษย์พี่ผู้มีความมุมานะบากบั่นและเก่งกาจเพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้วสินะ

ผู้อาวุโสม่อลอยตัวอยู่กลางอากาศ ประกาศก้องด้วยน้ำเสียงอันทรงพลัง: "ทุกท่าน ข้าคือผู้อาวุโสผู้รับผิดชอบดูแลการประเมินศิษย์ใหม่แห่งสวนร้อยอสูรในครั้งนี้ พวกเจ้าสามารถเรียกข้าว่าผู้อาวุโสม่อได้เลย"

"การประเมินศิษย์ใหม่ จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือการประเมินผลการปฏิบัติงานในสวนร้อยอสูร และส่วนที่สองคือการประเมินความก้าวหน้าในการบำเพ็ญเพียรตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมา

พวกเราจะนำผลคะแนนจากทั้งสองส่วนนี้มาประมวลผล เพื่อหาคะแนนรวม ผู้ที่ได้คะแนนตั้งแต่ระดับอี่ขึ้นไป จะยังคงรักษาสถานะเดิมเอาไว้ได้ ผู้ที่ได้คะแนนระดับปิ่ง จะต้องขยายระยะเวลาการประเมินออกไปอีก ส่วนผู้ที่ได้คะแนนระดับติงหรือต่ำกว่านั้น จะถูกปรับลดสถานะลง"

เมื่อบรรดาศิษย์ได้ยินดังนั้น สีหน้าของพวกเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

บรรยากาศรอบๆ ตัวเต็มไปด้วยความกดดัน

ผู้อาวุโสม่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้าง ศิษย์คนใดที่ถูกสายตาของเขาจับจ้อง ก็จะรู้สึกราวกับลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ

สายตาของผู้อาวุโสม่อมาหยุดอยู่ที่สวี่ชิงซาน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สวี่ชิงซานถึงรู้สึกว่าผู้อาวุโสท่านนี้ดูจะให้ความสนใจในตัวเขาเป็นพิเศษ

ผู้คุมสอบอีกสองท่านก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เช่นกัน ทว่าสายตาของหลินฮ่วนกลับพุ่งตรงมาที่สวี่ชิงซานอย่างจงใจ พร้อมกับยักคิ้วหลิ่วตาให้ ราวกับต้องการจะส่งซิกอะไรบางอย่าง

สวี่ชิงซาน: ...

นี่ท่านยังจะหวังหาผลประโยชน์จากข้าในเวลาแบบนี้อีกงั้นหรือ?

ช่างมีความมุมานะบากบั่นเสียจริง สมกับที่เป็นศิษย์พี่ผู้มีความมุมานะบากบั่นอย่างแท้จริง

หลังจากนั้น ผู้อาวุโสม่อก็พาผู้พิทักษ์ทั้งสองออกเดินทาง เพื่อไปตรวจตราและประเมินผลการทำงานตามสวนร้อยอสูรต่างๆ ตามลำดับ

การประเมินของสำนักเทียนสิง จะถูกแบ่งไปตามหน่วยงานต่างๆ บรรดาศิษย์ที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ที่สังกัดอยู่ในสวนร้อยอสูร ซึ่งมีจำนวนรวมกว่าแปดพันคน

ส่วนคณะกรรมการผู้รับผิดชอบการประเมินในครั้งนี้ ก็เป็นการรวมตัวกันของตัวแทนจากสามหน่วยงานหลัก ได้แก่ หออัจฉริยะ หอกิจการภายใน และสวนร้อยอสูร

หออัจฉริยะ มีหน้าที่รับสมัครและดูแลเรื่องการประเมินศิษย์

หอกิจการภายใน มีหน้าที่มอบหมายภารกิจ จึงต้องคอยติดตามความคืบหน้าในการปฏิบัติงานของศิษย์แต่ละคนอย่างใกล้ชิด

ส่วนสวนร้อยอสูร เนื่องจากพื้นที่ที่บรรดาศิษย์อย่างสวี่ชิงซานเข้าไปดูแลนั้น ถือเป็นอาณาเขตของสวนร้อยอสูร และพวกเขาต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านั้น ทางสวนร้อยอสูรจึงมีหน้าที่ต้องเข้ามาตรวจสอบสภาพการดำเนินงานด้วย

การประเมินศิษย์ใหม่ในครั้งนี้ จึงถูกขนานนามให้เป็นการพิจารณาคดีจากสามหน่วยงานหลัก

บนลานกว้าง มีม่านแสงขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น รายชื่อและผลคะแนนของศิษย์แต่ละคน จะถูกนำมาแสดงให้เห็นกันแบบสดๆ

สวนร้อยอสูรหมายเลข 007, ศิษย์ตัวประกอบกอไก่, อี่ขั้นต่ำ

สวนร้อยอสูรหมายเลข 520, ศิษย์ตัวประกอบขอไข่, ปิ่งขั้นสูง

……

……

คะแนนประเมินในรอบแรกของศิษย์ส่วนใหญ่ มักจะอยู่ในระดับปิ่งขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็รับประกันได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกลดขั้น

ทว่าเมื่อการประกาศคะแนนดำเนินมาถึงช่วงเก้าร้อยกว่าๆ สถานการณ์กลับไม่เป็นที่น่ายินดีนัก

สวนร้อยอสูรหมายเลข 989, ติงขั้นสูง

สวนร้อยอสูรหมายเลข 991, ติงขั้นกลาง

……

สวนร้อยอสูรหมายเลข 993, ติงขั้นต่ำ

สวนร้อยอสูรหมายเลข 994, ติงขั้นต่ำ

เสียงฮือฮาดังอื้ออึงไปทั่วทั้งลานกว้าง

"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมคะแนนประเมินตั้งแต่หมายเลข 989 ถึง 994 ถึงได้ไม่ผ่านเกณฑ์กันหมดเลยล่ะ นี่มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่า?"

"หรือว่าจะเป็นเพราะฮวงจุ้ยในบริเวณนั้นไม่ดี ปราณวิญญาณไม่เพียงพอหรือเปล่า?"

เนื่องจากสวนร้อยอสูรที่มีหมายเลขติดกัน มักจะตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน นี่จึงเป็นเพียงเหตุผลเดียวที่พวกเขาสามารถนึกออกได้ในตอนนี้

"หรือว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านั้น จะพร้อมใจกันอู้งานกันหมด?"

"ถ้าอู้งาน ก็ไม่น่าจะมาอู้งานพร้อมกันในบริเวณเดียวกันแบบนี้นะ นี่กะจะรวมหัวกันอู้งานหรือไง?"

"ก็ไม่แน่นะ สำนักเทียนสิงของเรามีความมุมานะบากบั่นที่เข้มข้นขนาดนี้... คนที่ทนรับแรงกดดันไม่ไหว ก็อาจจะอยากทิ้งตัวไปเลยก็เป็นได้"

บนลานกว้าง บรรดาศิษย์ต่างก็กระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา

"เอาอีกแล้ว หมายเลข 995 ก็ได้ระดับติงขั้นต่ำเหมือนกัน"

"หึๆ ดูหมายเลข 996 สิ ได้ระดับอู้เชียวนะ นึกว่าระดับติงจะต่ำสุดแล้วเสียอีก นี่มันมีต่ำกว่าระดับติงอีกหรือเนี่ย ไอ้หมอนี่มันเอาสัตว์อสูรวิญญาณไปต้มยำทำแกงหมดแล้วหรือยังไงกัน"

"ก็ไม่แน่หรอก บางทีอาจจะเลี้ยงไม่ไหว ก็เลยจับย่างกินประทังหิวไปแล้วก็ได้ พูดถึงเรื่องนี้ ข้ามีสูตรหมักแพะย่างเนื้อนุ่มละมุนลิ้นที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอยู่ด้วยนะ ใครสนใจ ข้าขายให้แค่ 1 หินวิญญาณเท่านั้น"

"ขอข้าชุดนึง"

"ข้าด้วย"

"ใจเย็นๆ มีให้ครบทุกคนนั่นแหละ ต่อกันเข้ามาเลย"

"…………"

ในเวลาไม่นาน การประกาศคะแนนก็มาถึงสวนร้อยอสูรหมายเลข 996

สวนร้อยอสูรหมายเลข 996, สวี่ชิงซาน, เจี่ยขั้นสูง

จบบทที่ บทที่ 47 คะแนนประเมิน

คัดลอกลิงก์แล้ว