- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 20 สวี่ชิงซานไม่ผ่านการทดสอบงั้นหรือ
บทที่ 20 สวี่ชิงซานไม่ผ่านการทดสอบงั้นหรือ
บทที่ 20 สวี่ชิงซานไม่ผ่านการทดสอบงั้นหรือ
"เจ้าเป็นใคร?"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีไม่เป็นมิตร สวี่ชิงซานก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นมิตรตอบเช่นกัน
ชายหนุ่มชุดขาวยังไม่ทันได้ตอบคำถาม ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่รอบๆ ชิงอธิบายขึ้นมาเสียก่อน
"นี่เจ้าไม่รู้จักแม้กระทั่งนายน้อยมี่เหิงเชียวหรือ ในเมืองหยางเหอแห่งนี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนายน้อยมี่ นายน้อยแห่งพรรคชิงหยวนกัน"
"นายน้อยมี่เหิงคือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการในปีนี้นะ การได้กราบเข้าสำนักเซียน บรรลุมรรคากลายเป็นเซียน ย่อมไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาเลย"
ที่แท้เขาก็คือมี่เหิงนี่เอง
เมื่อเช้านี้สวี่ชิงซานได้สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับพรรคชิงหยวนจากคนในโรงเตี๊ยมมาบ้างแล้ว
หัวหน้าพรรคผู้นั้นเคยเป็นอดีตศิษย์นอกสำนักของสำนักเทียนสิงมาก่อน เขาบำเพ็ญเพียรอยู่ในสำนักเล็กๆ ที่ขึ้นตรงต่อสำนักเทียนสิงมานานถึง 30 ปี เมื่อเห็นว่าหนทางสู่ความเป็นเซียนของตนเองนั้นริบหรี่ จึงได้บอกลาสำนัก แล้วมาตั้งรกรากสร้างพรรคชิงหยวนขึ้นที่นี่
เนื่องเขาเขามีประสบการณ์ในการเข้าบำเพ็ญเพียรในสำนักเทียนสิงมาก่อน ดังนั้นเมื่อเขาเปิดหลักสูตรอบรมขึ้นมา จึงมีผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาวจำนวนมากดั้นด้นมาหาเพื่อขอคำชี้แนะ
ทำให้หัวหน้าพรรคผู้นี้กอบโกยเงินทองไปได้อย่างมหาศาล
ทว่าหลังจากได้ประจักษ์ถึงวิธีการอันต่ำช้าของพวกหลี่ว์หลั่งทั้งสามคนแล้ว สวี่ชิงซานก็รู้สึกว่าการกระทำของพรรคชิงหยวนนั้นช่างต่ำช้าสิ้นดี
การขายหลักสูตรอบรมพวกนี้ ก็น่าจะเป็นการหลอกเอาเงินจากผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาๆ เหมือนกันนั่นแหละ
เมื่อมี่เหิงได้ยินคำเยินยอจากผู้คนรอบข้าง ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกเหนือกว่าค่อยๆ พุ่งทะยานขึ้นมา
สายตาที่เขามองมาที่สวี่ชิงซานนั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
"การที่พวกหลี่ว์หลั่งต้องมาสะดุดล้มด้วยน้ำมือของเจ้า ถือเป็นความไร้ความสามารถของพวกมันเอง ทว่าการที่เจ้ากล้าลงมือกับคนของพรรคชิงหยวน เจ้าก็ต้องให้คำอธิบายกับข้ามาด้วย"
สวี่ชิงซานกล่าวว่า: "เจ้าต้องการอะไร?"
"ข้าเห็นว่าเจ้าก็มาร่วมการทดสอบของสำนักเทียนสิงเหมือนกัน ขอเพียงเจ้าซื้อหลักสูตรอบรมของข้า ข้าก็จะยอมเลิกราไม่เอาความกับเรื่องนี้"
สวี่ชิงซาน: "หินวิญญาณเท่าไหร่ล่ะ?"
"ไม่แพงหรอก 200 ก้อน"
ซี้ด!
เมื่อมี่เหิงเสนอราคานี้ออกมา รอบด้านก็เต็มไปด้วยเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง
หลักสูตรอบรมของพรรคชิงหยวนนั้นราคาแค่ 3 หินวิญญาณเท่านั้น แต่พอกับสวี่ชิงซานกลับเรียกเก็บถึงสองร้อยก้อน
ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่อยู่ในระดับหล่อหลอมชีพจร จะไปมีหินวิญญาณมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร
นายน้อยมี่เหิงจงใจมาหาเรื่องชัดๆ
สวี่ชิงซานคนนี้จะไปหาเรื่องใครไม่หาเรื่อง ดันไปกระตุกหนวดเสือของพรรคชิงหยวนเข้า ช่างกินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร
"แน่นอนว่า หากเจ้าไม่มีเงินจ่าย ก็สามารถเซ็นสัญญายอมทำงานชดใช้ให้พรรคชิงหยวนของข้าได้เช่นกัน" มี่เหิงกอดอก หัวเราะเสียงเย็น
ในดวงตาของสวี่ชิงซานมีประกายแห่งความโกรธเกรี้ยววาดผ่าน: "หลักสูตรกระจอกๆ ของเจ้ามีค่าถึง 200 หินวิญญาณเชียวหรือ?"
ผลประโยชน์ที่เขารีดไถมาจากพวกหลี่ว์หลั่งสามคนนั้นรวมกันแล้วเพิ่งจะได้ร้อยกว่าก้อนเอง แต่มี่เหิงกลับอ้าปากเรียกตั้งสองร้อยก้อน
ช่างโลภมากเสียจริง
คำพูดของเขาสร้างแรงกระเพื่อมราวกับโยนหินลงน้ำ
"สวี่ชิงซาน เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกันเนี่ย ในเมืองหยางเหอแห่งนี้ ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าหลักสูตรอบรมของพรรคชิงหยวนนั้นละเอียดที่สุดแล้ว เถ้าแก่หมีก็เคยเข้าไปบำเพ็ญเพียรในสำนักเทียนสิงมาก่อนนะ เนื้อหาการอบรมที่เขาสอนก็เป็นที่เลื่องลือกันปากต่อปากทั้งนั้น"
"ใช่แล้ว ข้าเองก็ลงสมัครหลักสูตรอบรม พอทำตามคำแนะนำของนายน้อยมี่ ซื้อ 《ฝ่ามือเทพพุทธะ》 มาฝึกฝน ตอนนี้ข้ารู้สึกว่าตัวเองมีพละกำลังล้นเหลือเลยล่ะ"
"200 หินวิญญาณนั้นมันก็แพงอยู่หรอก แต่ในเมื่อเจ้าไปล่วงเกินพรรคชิงหยวนเข้าให้แล้ว การที่ยอมจ่ายหินวิญญาณเพียงเล็กน้อย เพื่อแลกกับการที่นายน้อยมี่จะไม่เอาความ แถมยังแถมหลักสูตรอบรมให้อีก เจ้าควรจะซาบซึ้งใจถึงจะถูกนะ"
สวี่ชิงซานเบ้ปาก
ก่อนหน้านี้เขาก็แค่สันนิษฐานเอาเองว่าหลักสูตรของอีกฝ่ายมีปัญหา ถึงอย่างไรเถ้าแก่หมีผู้นั้นก็เป็นแค่ศิษย์นอกสำนัก แถมยังเป็นพวกที่ไร้แววบนเส้นทางแห่งวิถีเซียนจนต้องขอถอนตัวออกมาจากสำนักเทียนสิงอีก เขาจะไปมีประสบการณ์ล้ำค่าอะไรมาสอนกันเล่า
แต่ตอนนี้พอได้ยินว่ามีคนฝึก 《ฝ่ามือเทพพุทธะ》 ภายใต้การชี้แนะของนายน้อยมี่ สวี่ชิงซานก็สามารถฟันธงได้เลยว่าหลักสูตรอบรมนี้มันหลอกลวงกันชัดๆ
มี่เหิงจ้องสวี่ชิงซานเขม็งด้วยสายตาเย็นเยียบ: "หากเจ้าไม่ซื้อ ตอนนี้ข้าก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้หรอก ทว่ารอให้คนของสำนักเทียนสิงกลับไปเมื่อไหร่ ข้าขอรับรองเลยว่าเจ้าจะไม่มีวันได้เดินออกจากเมืองหยางเหอแห่งนี้แบบเป็นๆ อย่างแน่นอน"
สวี่ชิงซานตวัดสายตาค้อนอีกฝ่ายไปวงใหญ่:
"เมื่อข้าสอบผ่าน ก็แค่ตามผู้คุมสอบกลับไปที่สำนักเทียนสิงก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือไง?"
"เจ้ายังจะกล้าลงมือกับข้าต่อหน้าผู้คุมสอบอีกหรือ?"
มี่เหิงถึงกับสะอึก
แต่ก็ไม่อาจหาคำมาโต้แย้งได้เลย
การที่อีกฝ่ายสามารถจัดการพวกหลี่ว์หลั่งสามคนได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าพลังฝีมือของเขาต้องอยู่ในระดับแนวหน้าของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 2 อย่างแน่นอน การจะสอบผ่านการทดสอบของสำนักเทียนสิงจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
"หึ อย่าเพิ่งคิดว่าการเข้าสู่สำนักเทียนสิงของเจ้าจะเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดไว้แล้วเชียวล่ะ แล้วคอยดูเถอะ"
มี่เหิงทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไปด้วยความโมโห
"พวกตัวตลกก็ชอบพาลโกรธไปทั่วเวลาที่ทำอะไรไม่ได้แบบนี้แหละ"
สวี่ชิงซานส่ายหน้า ไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีกต่อไป
ระหว่างที่คนทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากันอยู่นั้น การทดสอบรอบแรกก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งเดินขึ้นไปบนแท่นสูงตามลำดับ ภายใต้การชี้แนะของหลินฮ่วน เขาก็วางฝ่ามือทาบลงบนลูกแก้วขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางแท่น
ตรงกลางลูกแก้วใสปรากฏเส้นสายสี่สีที่แตกต่างกันออกมา
"เถี่ยจู้ รากปราณวิญญาณ 4 ระดับการบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมชีพจรขั้น 1 ระดับสูงสุด ไม่ผ่าน!"
เสียงของหลินฮ่วนราวกับพู่กันของพญายมราช ที่ได้ปิดผนึกเส้นทางสู่ความเป็นเซียนของผู้บำเพ็ญเพียรผู้นี้ไปเสียแล้ว
ใบหน้าของเถี่ยจู้ซีดเผือดราวกับขี้เถ้า เดินคอตกจากแท่นไป
"คนต่อไป"
มีอีกคนเดินขึ้นไปบนแท่น
"สวีเจียง รากปราณวิญญาณ 3 ระดับการบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมชีพจรขั้น 2 ผ่าน เข้าสู่รอบต่อไปได้!"
สวีเจียงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ ตอนที่เดินลงจากแท่น ฝีเท้าของเขาก็เบาหวิวราวกับล่องลอยอยู่กลางอากาศ
สวี่ชิงซานเฝ้ามองผู้บำเพ็ญเพียรแต่ละคนก้าวขึ้นไปบนแท่นสูงอย่างเงียบๆ มองดูใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขหรือความโศกเศร้าของพวกเขา
ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ด้านล่างแท่นต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ทั้งเยาะเย้ย ชื่นชม อิจฉา ริษยา อารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้อบอวลไปทั่วทั้งลานกว้าง
ไม่นานนัก ก็ถึงคิวของมี่เหิงที่ต้องขึ้นไปบนแท่น
เขาวางฝ่ามือทาบลงบนลูกแก้วแสง พร้อมกับโคจรปราณวิญญาณเล็กน้อย ภายในลูกแก้วก็ปรากฏเส้นสายสีเหลือง สีเขียว และสีน้ำเงินสามเส้นพันเกี่ยวกันขึ้นมา
"รากปราณวิญญาณสามสี ระดับการบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ผ่าน เข้าสู่รอบต่อไปได้!" หลินฮ่วนประกาศ
"หล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ถึงกับมีคนบรรลุถึงระดับนี้ได้จริงๆ ด้วย"
"สมกับที่เป็นนายน้อยมี่ การจะคว้าตำแหน่งศิษย์อย่างเป็นทางการมาครองนั้นย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ"
"การมีครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยนี่มันดีจริงๆ นะ ข้าเองก็มีรากปราณวิญญาณสามสีเหมือนกัน หากพ่อของข้ารวยเหมือนเถ้าแก่หมีล่ะก็ ความสำเร็จของข้าในตอนนี้ก็คงไม่ด้อยไปกว่าเขาหรอก!"
"งั้นก็ขอให้ชาติหน้าเจ้าไปเกิดในครอบครัวดีๆ ก็แล้วกันนะ"
"ไปๆๆ ข้ายังใช้ชีวิตในชาตินี้ไม่คุ้มเลย"
มี่เหิงปรายตามาทางสวี่ชิงซานอย่างเย็นชา แฝงไปด้วยท่าทีท้าทายอย่างชัดเจน
สวี่ชิงซานไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า เปิด
【มี่เหิง: นายน้อยแห่งพรรคชิงหยวนในเมืองหยางเหอ ปีที่แล้วเข้าร่วมการทดสอบของสำนักเทียนสิง ได้รับตำแหน่งศิษย์รับใช้ หลังจากปฏิเสธไปก็ซุ่มบำเพ็ญเพียรมาหนึ่งปีเต็ม จนตอนนี้บรรลุถึงระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ระดับกลางแล้ว】
【ความชอบ: คนรวย】
【สิ่งที่เกลียด: คนจน】
【เป้าหมายปัจจุบัน: ขัดขวางไม่ให้ท่านผ่านการทดสอบของสำนักเทียนสิง】
มี่เหิงผู้นี้ก็พอจะมีทุนให้เย่อหยิ่งอยู่บ้าง พลังฝีมือของเขาอยู่ในระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ระดับกลาง ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งกว่าตัวเขาในตอนนี้อยู่ระดับหนึ่ง
แถมเขายังมีพ่อรวยอีกต่างหาก แม้ว่าเถ้าแก่หมีอาจจะไม่มีเคล็ดวิชาระดับสูงของช่วงหล่อหลอมชีพจรอย่างเคล็ดวิชาพลองผนึกมารมาให้ แต่พวกเคล็ดวิชาระดับต่ำ มี่เหิงก็คงมีใช้อย่างไม่ขาดแคลนแน่นอน
หากต้องมาประจันหน้ากันในการต่อสู้จริง ก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าใครจะอยู่ใครจะไป
หลังจากมี่เหิงเดินลงมาแล้ว ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรทยอยขึ้นไปบนแท่นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีใครโดดเด่นสะดุดตาเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งมีสตรีผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปบนแท่น จึงได้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นมา
สตรีนางนี้อายุราวๆ สิบเจ็ดสิบแปดปี ใบหน้ารูปไข่ได้รูป ริมฝีปากอวบอิ่ม ดวงตากลมโตเป็นประกาย รูปโฉมงดงามสะกดสายตา
บนศีรษะของนางประดับด้วยดอกโบตั๋นสีแดงสดดอกใหญ่ สวมกระโปรงสีแดงทับทิม ยามก้าวเดินคล้ายกับมีกลิ่นหอมกรุ่นโชยมาตามชายกระโปรง ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่รอบๆ ต่างพากันเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปตามๆ กัน
สวี่ชิงซานรู้สึกประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เห็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงามไม่แพ้หลินซือซือ
"มู่หลิง รากปราณวิญญาณเดี่ยว ร่างศักดิ์สิทธิ์วิญญาณบุปผา ระดับการบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ผ่าน" รูม่านตาของหลินฮ่วนหดแคบลงเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
"ถึงกับเป็นรากปราณวิญญาณเดี่ยว เมืองหยางเหอกลับมีอัจฉริยะที่มีรากปราณวิญญาณเดี่ยวปรากฏตัวขึ้นมาเชียวหรือเนี่ย!"
ทั่วทั้งลานกว้างตกอยู่ในความเดือดดาล
สวี่ชิงซานมองอีกฝ่ายเพิ่มอีกสองสามตา
มี่เหิงจ้องมองมู่หลิงตาค้าง ความเย่อหยิ่งในใจลดทอนลงไปอย่างรวดเร็วราวกับน้ำลด เมื่ออยู่ต่อหน้าอัจฉริยะที่แท้จริงแล้ว การที่เขาอาศัยทรัพยากรมากมายมากองรวมกันจนบรรลุถึงระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 ได้นั้น ช่างดูต่ำต้อยกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกิน
มู่หลิงที่อยู่บนแท่นไม่ได้แสดงท่าทีเย่อหยิ่งแต่อย่างใด เมื่อการทดสอบเสร็จสิ้น นางก็เดินลงจากแท่นไปอย่างแช่มช้อย
ความเดือดดาลของผู้คนที่อยู่ด้านล่างแท่นดำเนินต่อไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สลายหายไป
ไม่นานนัก ก็ถึงรอบของสวี่ชิงซาน
บนแท่น หลินฮ่วนรับป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนที่สวี่ชิงซานยื่นให้มาเก็บไว้: "ในเมื่อมีป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียน เจ้าจะข้ามการทดสอบรอบแรกไปเลยก็ได้ แต่หากเจ้าต้องการ ก็สามารถเข้ารับการทดสอบได้เช่นกัน"
"ข้ายินดีเข้ารับการทดสอบขอรับ"
สวี่ชิงซานเองก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ารากปราณวิญญาณของตนเองนั้นเป็นอย่างไร
ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้เขาก็อาศัยแต่การบำเพ็ญเพียรผ่านทักษะที่หน้าต่างข้อมูลมอบให้เท่านั้น
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์ก็ได้นะ
เขาวางฝ่ามือทาบลงบนลูกแก้วแสง
ลูกแก้วแสงทอประกายแสงวูบวาบ ก่อนจะหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว
ภายในลูกแก้วแสงอันโปร่งใส ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย
หลินฮ่วนชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองมาดูแปลกประหลาดพิลึก: "นี่มัน ไร้รากปราณวิญญาณงั้นหรือ?"