- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 13 งานชุมนุมเล็กๆ
บทที่ 13 งานชุมนุมเล็กๆ
บทที่ 13 งานชุมนุมเล็กๆ
หลินฮ่วนได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มบางๆ: "ดูท่าม่อชางคงจะไม่ได้บอกสถานการณ์โดยละเอียดของสำนักเทียนสิงให้สหายฟังกระมัง"
"ช่างเถอะ เห็นแก่ป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียน ข้าจะบอกข้อมูลเหล่านี้ให้สหายฟังโดยไม่คิดมูลค่าก็แล้วกัน"
"ทุกครั้งที่สำนักเทียนสิงเปิดรับสมัครอย่างเปิดเผย จะรับเฉพาะศิษย์อย่างเป็นทางการเท่านั้น ผู้ที่ผ่านการทดสอบทั้งหมดแล้วเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติเข้าสู่สำนักได้"
"ส่วนผู้มาใหม่คนอื่นๆ ที่ทำผลงานได้ไม่ดีนัก แต่ก็พอมีจุดเด่นให้เห็นอยู่บ้าง ทางสำนักก็จะให้โอกาสพวกเขาเข้าร่วมเป็นศิษย์ในนาม ศิษย์รับใช้ หรือศิษย์นอกสำนัก"
"ศิษย์ในนามจะมีสถานะค่อนข้างสูง ได้รับการปฏิบัติต่างๆ ใกล้เคียงกับศิษย์อย่างเป็นทางการมากที่สุด"
"ส่วนศิษย์รับใช้นั้นแม้จะสามารถเข้าสู่สำนักเทียนสิงได้ แต่ทุกๆ เดือนก็จะต้องสละเวลาสิบวันไปทำงานเบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งค่อนข้างจะเหน็ดเหนื่อยกว่าสักหน่อย แน่นอนว่าหากทำผลงานได้ดีเยี่ยม ก็สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นศิษย์ในนามได้เช่นกัน"
"และสำหรับศิษย์นอกสำนักนั้น จะต้องเข้าร่วมกับสำนักเล็กๆ ที่ขึ้นตรงต่อสำนักเทียนสิง เช่น เหมืองแร่เสวียนซาน สำนักควบคุมอสูร หรือแม่น้ำต้าชาง สำนักเหล่านี้มีสำนักเทียนสิงหนุนหลังอยู่ สถานะในต้าโจวโดยรวมแล้วถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว ทว่าเมื่อนำไปเทียบกับสำนักเซียนที่แท้จริงแล้ว ก็ยังคงมีช่องว่างที่ห่างชั้นกันอยู่มาก"
สวี่ชิงซานฟังจบ ก็กระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที
ให้ความรู้สึกเหมือนมีพนักงานประจำ เด็กฝึกงาน และพนักงานซับคอนแทรคของบริษัทใหญ่ๆ เลยแฮะ
"ไม่ทราบว่าครั้งนี้สำนักเทียนสิงตั้งใจจะรับศิษย์จำนวนเท่าไหร่หรือขอรับ?" สวี่ชิงซานเอ่ยถาม
หลินฮ่วนตอบว่า: "สำนักเทียนสิงมักจะกำหนดจำนวนการรับศิษย์ตามแต่ละภูมิภาคอยู่แล้ว อย่างเช่นที่อำเภอเฉิน ครั้งนี้ได้รับตำแหน่งสำหรับศิษย์อย่างเป็นทางการ 3 คน ส่วนจำนวนศิษย์ในนาม ศิษย์รับใช้ และศิษย์นอกสำนักรวมกันอยู่ที่ 100 คน"
"สามคน!"
สวี่ชิงซานถึงกับอึ้งไปเลย
กระดาษหมายเลขในมือของเขาก็ปาเข้าไปสี่ร้อยกว่าแล้ว ต้องรู้ไว้นะว่านี่เหลือเวลาอีกตั้งครึ่งเดือนกว่าจะถึงวันทดสอบ ถึงตอนนั้นจำนวนคนลงสมัครจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ก็สุดรู้
"ข้าได้ยินมาว่าการต่อสู้ระหว่างแปดสำนักเซียนกับสำนักอินซานั้นสร้างความสูญเสียไปไม่น้อย ครั้งนี้ก็น่าจะขยายจำนวนการรับศิษย์เพิ่มขึ้นสิขอรับ?"
หลินฮ่วนไม่ได้แปลกใจกับสีหน้าของเขาแต่อย่างใด: "จะว่าขยายก็ขยาย จะว่าไม่ก็ไม่"
สวี่ชิงซานสับสน: "รบกวนสหายช่วยไขข้อข้องใจด้วยขอรับ"
"สหายอาจจะไม่รู้ การที่สำนักของพวกเราเข้าร่วมกวาดล้างสำนักอินซาในครั้งนี้ แม้จะได้รับผลประโยชน์กลับมาไม่น้อย ทว่าก็ต้องสูญเสียไปมากเช่นกัน"
"ชีพจรวิญญาณ น้ำพุวิญญาณ และเหมืองวิญญาณจำนวนมากภายใต้การดูแลของสำนักเรา ถูกทำลายไปจากการต่อสู้ ความสูญเสียในส่วนของอาวุธวิญญาณ ยันต์วิญญาณ และสัตว์อสูรวิญญาณนั้นยิ่งมีมากมายนับไม่ถ้วน"
"นี่ทำให้จำเป็นต้องรับศิษย์เพิ่มขึ้นจริงๆ เพื่อนำไปลงแรงในภารกิจสำรวจชีพจรวิญญาณและเหมืองวิญญาณ การก่อสร้างน้ำพุวิญญาณ การหลอมสร้างอาวุธวิญญาณและยันต์วิญญาณ ตลอดจนการเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรวิญญาณ เป็นต้น"
"แต่ในขณะเดียวกัน การที่แหล่งทรัพยากรหลายแห่งถูกทำลายลง ก็ทำให้รายได้จากหินวิญญาณที่สำนักเคยได้รับในแต่ละปีลดลงตามไปด้วย จึงจำต้องลดต้นทุนการลงทุนลง"
"ไปๆ มาๆ ก็เลยส่งผลให้จำนวนการรับศิษย์อย่างเป็นทางการลดลงแทน เดิมทีในแต่ละครั้งจะรับศิษย์ถึง 15,000 คน ทว่าครั้งนี้กลับรับเพียงแค่ 10,000 คนเท่านั้น"
"แต่ความต้องการในส่วนของศิษย์ในนามและศิษย์รับใช้นั้นกลับพุ่งสูงขึ้น จาก 100,000 คน เพิ่มเป็น 150,000 คน"
สวี่ชิงซานพลันกระจ่าง
สงครามทำให้กิจการล่มสลาย ผลกำไรของสำนักลดลง จึงต้องลดจำนวนบุคลากรลง
ทว่าจำนวนตำแหน่งงานระดับรากหญ้ากลับเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
"สหาย การได้เป็นศิษย์ในนาม ศิษย์รับใช้ หรือศิษย์นอกสำนัก ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับสำนัก และบรรลุความฝันในการบำเพ็ญเพียรได้เช่นเดียวกันนะ" หลินฮ่วนให้คำแนะนำอย่างมีเหตุผล
"ไม่ทราบว่าช่องว่างความแตกต่างระหว่างศิษย์อย่างเป็นทางการกับพวกศิษย์ในนามหรือศิษย์รับใช้ยังมีอะไรอีกบ้างหรือขอรับ?" สวี่ชิงซานเอ่ยถาม
หลินฮ่วนตอบว่า: "ในระดับหล่อหลอมชีพจร ศิษย์อย่างเป็นทางการจะได้รับหินวิญญาณเดือนละ 10 ก้อน ศิษย์ในนาม 5 ก้อน ศิษย์รับใช้ 4 ก้อน และศิษย์นอกสำนัก 3 ก้อน"
"หากได้รับบาดเจ็บระหว่างการทำภารกิจของสำนัก หรือเกิดธาตุไฟเข้าแทรกระหว่างการบำเพ็ญเพียร ทางสำนักก็จะจัดหาโอสถรักษาอาการบาดเจ็บและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้ โดยศิษย์อย่างเป็นทางการจะได้รับเงินอุดหนุนมากกว่า ส่วนศิษย์ระดับอื่นๆ จะได้รับน้อยกว่า"
ความแตกต่างไม่น้อยเลยทีเดียวแฮะ
การที่ตำแหน่งดีๆ มีคนแห่แย่งชิงกันนั้นย่อมมีเหตุผล ส่วนตำแหน่งแย่ๆ ที่ไม่มีใครสนใจก็ย่อมมีเหตุผลเช่นเดียวกัน
ทุกคนอุตส่าห์มีรากปราณวิญญาณตื่นขึ้นมาได้ยากลำบากขนาดนี้ ล้วนเป็นดั่งบุตรแห่งสวรรค์ทั้งสิ้น อีกทั้งยังต้องตรากตรำบำเพ็ญเพียรมานานหลายปี ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ
สำหรับเด็กหนุ่มยากจนจากหมู่บ้านบนเขาอย่างสวี่ชิงซานแล้ว การได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของสำนักเทียนสิง ย่อมถือเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล จนถึงขั้นต้องเขียนชื่อแยกไว้ในหน้าใหม่ของสมุดบันทึกลำดับตระกูลเลยทีเดียว
หลินฮ่วนกล่าวว่า: "สิ่งที่ข้าพอจะบอกได้ก็มีเพียงเท่านี้ ส่วนรูปแบบของการทดสอบในรอบต่อไปนั้น เนื่องจากเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ข้าจึงไม่อาจแพร่งพรายได้ ทว่า..."
เขาเปลี่ยนบทสนทนากะทันหัน:
"สำนักของพวกเรามักจะยึดถือคติที่ว่า 'วิถีสวรรค์เกรียงไกร วิญญูชนพึงมุมานะไม่หยุดหย่อน' การแสวงหาความแข็งแกร่งและความปรารถนาในระดับการบำเพ็ญเพียรนั้น คือรากฐานแห่งการแสวงหามรรคาที่สำนักของเรายึดถือ"
"หากสหายตั้งใจแน่วแน่ที่จะแสวงหามรรคาโดยไม่สนวิธีการใดๆ ก็สามารถเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งจากสองวิธีนี้เพื่อล้วงเอาข้อมูลจากข้าได้"
"หนึ่ง สหายเอาชนะข้าให้ได้ แล้วข้าจะบอกรูปแบบการทดสอบให้ฟังทันที"
"สอง สหายนำหินวิญญาณออกมา 50 ก้อน แล้วข้าจะบอกรูปแบบการทดสอบให้ฟังทันที"
"สหายโปรดวางใจ สองวิธีนี้แม้จะดูเหมือนผิดกฎระเบียบ ทว่าแท้จริงแล้วกลับสอดคล้องกับวิถี ' วิญญูชนพึงมุมานะไม่หยุดหย่อน' ทางสำนักย่อมไม่เอาผิดอย่างแน่นอน"
หลินฮ่วนชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว ให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
สวี่ชิงซานรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ธรรมเนียมของสำนักเทียนสิงนี่ ช่างมีเอกลักษณ์เสียจริง
วิถีสวรรค์นั้นแข็งแกร่ง ไม่มีวันหยุดนิ่ง วิญญูชนก็พึงเอาเป็นเยี่ยงอย่าง มุมานะบากบั่น ไม่ย่อท้ออย่างนั้นหรือ
"ขอบคุณสหายที่ชี้แนะ ข้อมูลเพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับข้าแล้วล่ะขอรับ"
เขาประสานมือกล่าวขอบคุณ
ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจรูปแบบของการทดสอบหรอกนะ แต่เป็นเพราะเขายังทำไม่ได้ทั้งสองข้อต่างหาก
การเอาชนะผู้คุมสอบน่ะหรือ เพ้อเจ้อชัดๆ
รวบรวมหินวิญญาณให้ครบน่ะหรือ? จนป่านนี้เขายังไม่เคยเห็นหินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียวเลยด้วยซ้ำ
ก่อนจากไป หลินฮ่วนยังไม่ลืมเอ่ยเตือนอีกครั้ง:
"ช่วงหลายวันนี้สหายต้องเก็บรักษาป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนเอาไว้ให้ดีล่ะ"
"ศิษย์ที่มาลงนามมีจำนวนมาก สำนักเทียนสิงจะดูแค่ป้ายคำสั่งไม่ดูหน้าคน"
"หากทำหายล่ะก็ สหายก็จำต้องเข้าร่วมการทดสอบด่านแรกตามกฎระเบียบแล้วล่ะ"
เมื่อเดินออกจากลานบ้าน สวี่ชิงซานและภรรยาก็ไปหาโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนก่อน
หลังจากจัดแจงที่หลับที่นอนเสร็จสรรพ หลินซือซือเห็นสวี่ชิงซานผู้เป็นสามีมีสีหน้าอมทุกข์ จึงเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน:
"สามี อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ"
"ต่อให้ไม่อาจเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการได้ การได้เป็นศิษย์ในนาม หรือศิษย์รับใช้ก็ดีเหมือนกันนะเจ้าคะ~"
"ยังไงก็ถือว่าได้กราบเข้าสำนักเซียนแล้วนี่นา"
"ขอบใจภรรยาที่ช่วยปลอบใจนะ"
สวี่ชิงซานคิดในใจ นี่ภรรยากำลังลดระดับมาตรฐานของเขาลงแล้วสินะ
การแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งศิษย์อย่างเป็นทางการนั้นดุเดือดมากจริงๆ
ต่อให้มี 【การดูดซับปราณวิญญาณ】 คอยหนุนหลัง เขาก็ยังไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยอยู่ดี
"หากข้าสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาบางอย่าง หรือได้รับอาวุธวิญญาณมาสักชิ้น ก็คงจะเป็นประโยชน์ต่อการผ่านการทดสอบของสำนักเทียนสิงอย่างแน่นอน"
"น่าเสียดายที่ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่หินวิญญาณเลย"
"ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเคล็ดวิชา หรืออาวุธวิญญาณเลย"
หลินซือซือได้ยินดังนั้น ก็เม้มริมฝีปากสีแดงเบาๆ คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
"สามี พอรถวิ่งถึงหน้าภูเขาเดี๋ยวก็ต้องมีทางไปเอง ซือซือจะช่วยท่านคิดหาวิธีด้วยกันนะเจ้าคะ"
พักผ่อนไปหนึ่งคืน
วันรุ่งขึ้น สวี่ชิงซานก็เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจไปตามท้องถนนในเมือง เพื่อมองหาโอกาสในการหาเงินหินวิญญาณ
แล้วเขาก็พบโอกาสนั้นเข้าจริงๆ
จะพูดให้ถูกก็คือโอกาสนั้นวิ่งมาหาเขาเองต่างหาก
เขาได้ทำความรู้จักกับสหายผู้บำเพ็ญเพียรสองคนที่มาร่วมการทดสอบเช่นเดียวกัน
คนหนึ่งมีใบหน้าซูบผอม สวมหมวกฟาง รอยยิ้มดูสดใสเบิกบาน ชื่อว่า หลี่ว์หลั่ง เดินทางมาจากเมืองเซี่ยเหอ
ส่วนอีกคนรูปร่างกำยำล่ำสัน ไหล่กว้างราวกับเสือหลังหมี มีหนวดเคราครึ้มเต็มหน้า ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก
เขาเรียกตัวเองว่า พี่ฉง เพิ่งจะอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์
สวี่ชิงซานไม่เชื่อหรอกนะ
วันนั้น สหายทั้งสองคนก็มาชวนเขาไปเดินเล่นอีกเช่นเคย
"สหายเคยไปเยือนหอผลาญทองแห่งเมืองหยางเหอนี้หรือยัง?" หลี่ว์หลั่งกล่าวปนหัวเราะ
สวี่ชิงซานส่ายหน้า: "ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
"ที่นั่นเป็นสถานที่ที่เถ้าแก่หมีสร้างขึ้น ภายในมีทั้งบ่อนพนัน หอนางโลม และร้านค้าแผงลอยครบครัน ถือเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชั้นดีเลยทีเดียว"
หลี่ว์หลั่งอธิบาย
"สหายอย่าได้คิดว่าที่นั่นมีไว้สำหรับคนธรรมดาสามัญเท่านั้นนะ แท้จริงแล้วลูกค้าหลักของสถานที่ของเถ้าแก่หมี ก็คือพวกผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเรานี่แหละ"
"แผงลอยด้านในมักจะขายพวกวัตถุดิบวิญญาณ หญ้าวิญญาณ และอาวุธวิญญาณสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเป็นส่วนใหญ่"
"วัตถุดิบส่วนมากก็มักจะเหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระดับหล่อหลอมชีพจร ซึ่งเหมาะสมกับพวกเราพอดี"
สวี่ชิงซานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาทอประกายสดใส
เขากำลังต้องการพวกเคล็ดวิชาและอาวุธวิญญาณอยู่พอดีเลย
"เฮ้อ ไม่ปิดบังสหายหรอก แม้ในใจข้าจะอยากไปใจแทบขาด แต่ก็ติดตรงที่ไม่มีเงินติดตัวเลยนี่สิ"
หลี่ว์หลั่งโบกมือไปมา: "สหายอย่าได้กังวลไปเลย หากสหายรีบใช้ล่ะก็ ข้าให้ยืมก่อนก็ได้"
เขายอมควักหินวิญญาณออกมา 10 ก้อนอย่างง่ายดาย
สวี่ชิงซานหรี่ตาลง
สหายที่เพิ่งจะรู้จักกันได้แค่วันเดียว จะใจดีขนาดนี้เชียวหรือ?
ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า เปิด