- หน้าแรก
- ภรรยาขอข้าที่แท้เจ้าคือผู้ฝึกตนสายมาร
- บทที่ 12 คนเก่งนั้นมีมากมาย
บทที่ 12 คนเก่งนั้นมีมากมาย
บทที่ 12 คนเก่งนั้นมีมากมาย
ในดวงตาของหลินซือซือยากที่จะปกปิดความดีใจเอาไว้ได้ อีกทั้งยังหลงเหลือความประหลาดใจเอาไว้อย่างชัดเจน
นับตั้งแต่ที่นางสัมผัสได้ถึงคลื่นความผันผวนของปราณวิญญาณในร่างกายของสามี จนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปเพียงแค่ห้าหกวันเท่านั้น
เวลาเพียงสั้นๆ แค่นี้ เขากลับสามารถก้าวข้ามจากหล่อหลอมชีพจรขั้น 1 มาสู่ขั้น 2 ได้สำเร็จ
ความเร็วนี้นับว่ารวดเร็วเกินไปแล้วจริงๆ
ด้วยความเร็วระดับนี้ ความกล้าที่สามีจะสามารถคว้าสิทธิ์เข้าสำนักเทียนสิงมาครองได้อย่างมั่นคงในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าอาจจะยังไม่แน่นอน
ทว่าความกล้าที่จะบรรลุถึงระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 3 นั้นมีอยู่อย่างแน่นอน หนำซ้ำยังเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจอีกด้วย
สำนักใหญ่โตอย่างสำนักเทียนสิงก็ไม่ได้เปิดรับแค่ศิษย์อย่างเป็นทางการเท่านั้นหรอกนะ
ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีศักยภาพด้อยกว่าหน่อย ระดับการบำเพ็ญเพียรต่ำกว่าหน่อย หรือผู้ที่ต้องหยุดชะงักอยู่บนเส้นทางการก้าวเข้าสู่วิถีเซียนอย่างน่าเสียดาย ก็ยังมีโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์ในนาม ศิษย์รับใช้ หรือแม้แต่ศิษย์นอกสำนักได้เช่นกัน
ถึงอย่างไรเบื้องบนก็แค่สั่งให้นางแฝงตัวเข้าไปในสำนักเทียนสิง จะเข้าไปด้วยฐานะอะไรก็เข้าไปได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ
หลินซือซือยิ้มหวาน
สวี่ชิงซานเห็นดังนั้น ก็แผ่ปราณวิญญาณออกมา
ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า เปิด!
【หลินซือซือ: ???】
【ความชอบ: ชีวิตที่สงบสุข】
【สิ่งที่เกลียด: การเข่นฆ่า】
【เป้าหมายปัจจุบัน: ขัดขวางไม่ให้ท่านดื่มน้ำแกงไก่, สนับสนุนให้ท่านเข้าร่วมการทดสอบของสำนักเทียนสิง】
ฟู่~
เขาพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ถือว่าผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้แล้ว
"สามี น้ำแกงไก่ชามนี้เหมือนจะเย็นชืดไปแล้ว ภรรยาจะเอาไปอุ่นให้ใหม่นะเจ้าคะ"
หลินซือซือยิ้มอย่างขวยเขิน เทน้ำแกงไก่ในชามกลับลงไปในหม้อ
สวี่ชิงซานก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงว่าเหตุใดน้ำแกงไก่ที่เพิ่งจะต้มเสร็จใหม่ๆ ถึงได้เย็นชืดไปได้ ทำเพียงแค่แอบสูดลมหายใจดูดซับปราณวิญญาณต่อไปอย่างเงียบๆ
【ระดับการบำเพ็ญเพียร: หล่อหลอมชีพจรขั้น 2 (3/100)】
หลินซือซือยกน้ำแกงไก่ที่ต้มใหม่มาวางบนโต๊ะอีกครั้ง
ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า เปิด
【น้ำแกงไก่แสนอร่อย: น้ำแกงไก่แสนอร่อยที่ดูธรรมดาสามัญ แฝงไปด้วยความตั้งใจของผู้ที่ตั้งใจต้มมันขึ้นมา】
บนโต๊ะอาหาร หลินซือซืออารมณ์ดีเป็นพิเศษ คอยคีบกับข้าวให้สวี่ชิงซานอยู่บ่อยครั้ง
"สามี กินให้เยอะๆ หน่อยนะเจ้าคะ กินอิ่มแล้วจะได้มีแรงไปบำเพ็ญเพียร"
ท่าทางเช่นนี้อดไม่ได้ที่จะทำให้สวี่ชิงซานเกิดความสงสัยขึ้นมา
ภรรยาที่อ่อนโยนดั่งสายน้ำ กับมารร้ายที่พร้อมจะลงมือฆ่าเขาได้ทุกเมื่อหากพูดจาไม่เข้าหู คนไหนคือหลินซือซือตัวจริงกันแน่
ยามค่ำคืน
สวี่ชิงซานบำเพ็ญเพียรตามปกติ
【จำนวนวันรอดชีวิต +1】
【ได้รับแต้มคุณสมบัติ: 1】
【แต้มคุณสมบัติปัจจุบัน: 2】
【เนื่องจากทักษะทั้งห้าของท่านได้เปิดใช้งานหมดแล้ว และ 'การสังเกตสีหน้าท่าทาง' ก็ได้รับการปลุกพลังแล้ว โปรดเลือกหนึ่งข้อจากตัวเลือกด้านล่างนี้】
【1. ดำเนินการอัปเกรด 'ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า' เพื่อลดการใช้ปราณวิญญาณลง สามารถตรวจสอบผู้บำเพ็ญเพียรที่มีระดับพลังสูงกว่าตนเองเล็กน้อยได้อย่างสมบูรณ์แบบ】
【2. ดำเนินการพัฒนาทักษะ 'การสังเกตสีหน้าท่าทาง' ต่อไป เพื่อปลุกพลังทักษะอีกหนึ่งทักษะ】
【3. พัฒนาทักษะอื่นๆ】
สวี่ชิงซานจ้องมองตัวเลือกบนหน้าต่างข้อมูล พลางสูดลมหายใจเข้าลึก
ซี้ด~
ช่างเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากอีกแล้ว
สิ่งที่หน้าต่างข้อมูลมอบให้นั้นมันช่างล่อตาล่อใจเสียเหลือเกิน
ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรด 【ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า】 หรือการได้รับ 【เนตรพิภพเบื้องบน】 มาครอบครอง หรือแม้แต่การพัฒนาทักษะอื่นๆ ล้วนเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างมหาศาลทั้งสิ้น
ทว่ากลับสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
สวี่ชิงซานตกอยู่ในภวังค์ความคิด
สุดท้ายแล้วเขาก็เลือกข้อที่สอง
การอัปเกรด 【ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า】 ในข้อแรกนั้นมีประโยชน์ ทว่าความสามารถในการสอดแนมของเขาในตอนนี้ก็ถือว่าพอถูไถไปได้อยู่ ลำดับความสำคัญจึงยังไม่จำเป็นต้องสูงนัก
การพัฒนาทักษะอื่นๆ ในข้อที่สามก็น่าดึงดูดใจไม่แพ้กัน ทว่าความไม่แน่นอนก็สูงมากเช่นกัน
แม้จะเชื่อมั่นว่าหน้าต่างข้อมูลคงไม่หลอกลวงตนเอง ทว่าก็ยังมีโอกาสที่จะสุ่มได้ทักษะที่ไร้ประโยชน์อยู่ดี
โดยภาพรวมแล้ว ความสำคัญของ 【เนตรพิภพเบื้องบน】 ยังคงสูงกว่า
ความสามารถในการสอดแนมระยะไกลของมันนั้นโกงเกินไปจริงๆ
หากนำทักษะนี้มาใช้ร่วมกับ 【ดวงตาเทวะหยั่งรู้ความว่างเปล่า】 ความสามารถในการสอดแนมทั้งระยะใกล้และระยะไกลก็จะถูกยกระดับขึ้นจนเต็มพิกัด เมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะกลายเป็นหน่วยสอดแนมที่ยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง
"เลือกข้อที่สอง"
【ท่านได้เลือกข้อที่สอง ดำเนินการพัฒนา 'การสังเกตสีหน้าท่าทาง' ต่อไป】
【ความคืบหน้าปัจจุบัน: 2/100】
"100!"
มุมปากของสวี่ชิงซานกระตุก
ก่อนหน้านี้ยังเป็นแค่ 5 อยู่เลย คราวนี้กลับกลายเป็นหนึ่งร้อยเสียแล้ว
ก้าวกระโดดไกลไปหน่อยไหม
การจะเอาชีวิตรอดอยู่ข้างกายภรรยาให้ครบหนึ่งร้อยวันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ
ประการแรกเลยคือต้องผ่านการทดสอบของสำนักเทียนสิงให้ได้ ไม่เช่นนั้นครึ่งเดือนให้หลังเขาก็คงจะต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน
สมมติว่าสามารถเข้าสู่สำนักเทียนสิงได้อย่างราบรื่น ก็ไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรคอะไรรอเขาอยู่อีก
เมื่อนึกถึงคำสั่งของพี่ใหญ่ผู้นั้นที่โอวหยางเค่อบอกเอาไว้ สวี่ชิงซานก็รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที
ภรรยาคงไม่ได้คิดจะให้ข้าไปช่วยนางดำเนินแผนการไส้ศึก เพื่อขโมยข้อมูลของสำนักเทียนสิงหรอกนะ?
นั่นมันหนึ่งในแปดสำนักเซียนเชียวนะ ด้วยพลังฝีมือของตนเอง การจะไปลอบทำเรื่องตุกติกในนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน
หนทางยังอีกยาวไกลนัก
ช่างเถอะ เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เข้านอนก่อนก็แล้วกัน
วันรุ่งขึ้น
ทั้งสองคนเก็บสัมภาระจนเสร็จสรรพ แล้วไปกล่าวอำลาชาวบ้าน
ตาเฒ่าหลี่ ท่านป้าหลิว ผู้ใหญ่บ้าน และคนอื่นๆ ต่างก็อวยพรให้พวกเขาโชคดี
หลายปีมานี้ คนหนุ่มสาวมักจะออกเดินทางไปแสวงหาโชคลาภที่ตัวเมืองหรือในเมืองใหญ่ ทิ้งให้คนเฒ่าคนแก่และเด็กๆ เฝ้าหมู่บ้านที่ค่อยๆ รกร้างว่างเปล่าไปทีละน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว
ส่วนพวกเด็กๆ กลับอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก ลูกชายคนที่สามของบ้านตระกูลหลี่พูดตรงๆ เลยว่า หากพี่ชิงซานจากไป เขาก็คงไม่มีมันเทศแห้งอร่อยๆ กินอีกแล้ว
เมื่อเดินทางมาถึงตัวเมือง ก็ได้เข้าไปสอบถามข้อมูลจากผู้รับผิดชอบของสมาพันธ์วิถีเซียนประจำที่แห่งนี้
จึงได้รู้ว่างานชุมนุมรับสมัครศิษย์ของอำเภอเฉินจะจัดขึ้นที่เมืองหยางเหอ
อยู่ห่างจากเมืองผิงอันไปสามสิบลี้
สวี่ชิงซานและภรรยามองสบตากัน หยิบแผนที่ออกมา ตรวจสอบทิศทางให้แน่ชัด แล้วออกเดินทางกันต่อ
ตลอดเส้นทางภูเขามีโจรป่าออกอาละวาดอยู่บ้าง ทว่าไม่นานนักก็เงียบหายไป
สวี่ชิงซานมองไปยังภรรยาที่อยู่ข้างกาย
ภรรยาขยิบตาให้เขา: "สามี พวกโจรป่าพวกนั้นคงจะเจอเหยื่อรายใหม่แล้วกระมัง พวกเรารีบฉวยโอกาสนี้เดินทางกันต่อเถิดเจ้าค่ะ"
สวี่ชิงซานพยักหน้ารับ ทว่ากลับไม่ได้เดินเร็วขึ้นแต่อย่างใด
เขารู้สึกได้ลางๆ ว่าโจรป่าพวกนั้นคงจะไม่มีวันปรากฏตัวขึ้นมาอีกแล้วล่ะ
เมื่อแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงมาแต่งแต้มท้องฟ้าสีคราม ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงเมืองหยางเหอจนได้
ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างขวักไขว่ เมื่อมองออกไป ก็พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่แผ่กลิ่นอายความผันผวนของปราณวิญญาณออกมา
ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเซียนทั้งสิ้น
อีกทั้งส่วนใหญ่ดูแล้วอายุน่าจะต่ำกว่ายี่สิบปีทั้งนั้น
เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับคำพูดของโอวหยางเค่อแล้ว คนเหล่านี้ล้วนเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ของสำนักเทียนสิงอย่างแน่นอน
"การแข่งขันดุเดือดปานนี้เชียวหรือเนี่ย"
สวี่ชิงซานดึงตัวสหายผู้ร่วมวิถีเซียนคนหนึ่งมาสอบถามอยู่สองสามประโยค จนได้รู้ตำแหน่งจุดลงทะเบียนของสำนักเทียนสิง
ณ จุดลงทะเบียน
บริเวณหน้าประตูเรือน
"สหาย ข้ามาเพื่อลงนามเข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักเทียนสิงขอรับ"
ศิษย์ผู้รับผิดชอบการลงนามไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ เขาหยิบกระดาษหมายเลขแผ่นหนึ่ง กระดาษเปล่าหนึ่งแผ่น และพู่กันหนึ่งด้ามออกมา
"รับหมายเลขไป แล้วไปต่อแถวข้างหลังนู่น"
"ตอนที่ต่อแถวก็อย่าลืมเขียนข้อมูลส่วนตัวของตนเองลงบนกระดาษเตรียมเอาไว้ให้พร้อมด้วยล่ะ: ชื่อ อายุ คุณสมบัติของรากปราณวิญญาณ อาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้..."
"เขียนเสร็จแล้วก็ส่งคืนมาตามลำดับ"
สวี่ชิงซานมองดูกระดาษหมายเลขในมือของตนเอง
432
"หมายเลข 273"
มีเสียงบ่าวรับใช้ตะโกนเรียกหมายเลขมาจากด้านในลานบ้าน
บนถนนสายใหญ่ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในโรงน้ำชารีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปส่งเอกสารทันที
คนเยอะจัง...
สวี่ชิงซานขมวดคิ้ว นี่ต้องรอไปถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย
เขานึกถึงคำเตือนของม่อชางขึ้นมาได้ จึงล้วงหยิบป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนชิ้นนั้นออกมา
"สหาย พอจะช่วยอนุโลมให้สักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ"
ในที่สุดศิษย์ผู้ทำหน้าที่แจกหมายเลขก็ยอมเงยหน้าขึ้นมา เขารับป้ายคำสั่งไปพลิกดูไปมา แล้วฉีกยิ้มกว้าง:
"ที่แท้ท่านก็มีป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนของสำนักเรานี่เอง เชิญด้านในเลยสหาย"
บรรดาผู้คนที่กำลังยืนรออยู่รอบๆ เห็นดังนั้น ต่างก็เผยแววตาอิจฉาริษยาออกมา
โดยเฉพาะชายผู้สวมหมวกฟางสีดำที่กำลังนั่งกินบะหมี่อยู่ในร้าน มองดูจนตาเป็นประกายวาววับ
สวี่ชิงซานและหลินซือซือเดินเข้าไปในลานบ้าน ก็ได้พบกับผู้รับผิดชอบการทดสอบในครั้งนี้
คนผู้นี้มีเรือนผมสีเหลือง รอยยิ้มดูเป็นมิตร
"สหาย ข้าคือหลินฮ่วน ผู้คุมสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเทียนสิง รับผิดชอบดูแลการทดสอบศิษย์ในเขตอำเภอเฉิน"
"สวัสดีขอรับสหายหลินฮ่วน นี่คือข้อมูลของข้าขอรับ"
สวี่ชิงซานยื่นกระดาษหมายเลข ข้อมูลส่วนตัว และป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนส่งให้
"ที่แท้ก็มีศิษย์สำนักเราเป็นผู้แนะนำมานี่เอง เช่นนั้นการทดสอบรากปราณวิญญาณและระดับการบำเพ็ญเพียรก็สามารถละเว้นไปได้เลย" หลินฮ่วนกล่าว
"เพียงแต่ระดับการบำเพ็ญเพียรของสหายมีเพียงระดับหล่อหลอมชีพจรขั้น 2 ต่อให้อาศัยป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนเพื่อผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ เกรงว่าโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการในท้ายที่สุดนั้นก็คงจะมีไม่สูงนัก"
"ทว่าป้ายคำสั่งเลื่อนขั้นเป็นเซียนก็เป็นเครื่องการันตีถึงการยอมรับจากศิษย์ในสำนักของเรา ต่อให้ไม่อาจเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการได้ แต่โอกาสที่สหายจะได้แข่งขันเพื่อเป็นศิษย์ในนาม ศิษย์นอกสำนัก หรือศิษย์รับใช้นั้น ก็ยังถือว่าสูงมากอยู่ดี"
สวี่ชิงซานทำหน้าฉงน: "ขออภัยที่ต้องเรียนถามสหายหลินฮ่วน สถานะของศิษย์เหล่านี้แบ่งแยกกันอย่างไรหรือขอรับ แล้วเกณฑ์ในการรับสมัครคืออะไรหรือขอรับ?"