- หน้าแรก
- ฝึกกระบี่สามพันปี ออกจากเขาคราวนี้ข้าคือเทพไร้เทียมทาน
- บทที่ 45 - ซูฉิง
บทที่ 45 - ซูฉิง
บทที่ 45 - ซูฉิง
บทที่ 45 - ซูฉิง
หน้าสุสานตระกูลหลี่ ร่างของต้วนอู๋เต้าถูกฟันขาดเป็นสองท่อน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณในชั่วพริบตา
สีหน้าของผู้อาวุโสทั้งสามแห่งสำนักโอสถแปรเปลี่ยนไป เพื่อรับประกันความปลอดภัยของต้วนอู๋เต้า พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะลงมืออยู่ตลอดเวลา
แต่ใครจะไปคิดล่ะ ว่าหลินหมิงจะลงมือเด็ดขาดไร้ความปรานีขนาดนี้ กระบี่นั้นฟาดฟันลงมาด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมายไปไกลลิบ
ศิษย์สายตรงผู้สูงส่งแห่งสำนักโอสถ ถูกสังหารทิ้งอย่างง่ายดายโดยไม่เหลือเวลาให้พวกเขาได้ตั้งตัวแม้แต่น้อย
ราวกับบี้มดตายไปตัวหนึ่งก็ไม่ปาน
"ไอ้เดรัจฉาน บังอาจนักนะ"
ผู้อาวุโสสามแห่งสำนักโอสถโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขาตวาดก้อง เอื้อมมือคว้าจับไปที่หลินหมิง
"ไสหัวมานี่เดี๋ยวนี้"
พริบตาเดียว ร่างของเขาก็พุ่งข้ามเส้นที่หลินหมิงขีดไว้บนพื้นไปแล้ว
ด้วยศักดิ์ศรีของผู้อาวุโสสามแห่งสำนักโอสถ ผู้มีพลังระดับราชันศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่ง เขาจะไปใส่ใจคำขู่ของหลินหมิงได้อย่างไร
ข้ามเส้นแล้วมันจะทำไม
ฆ่าต้วนอู๋เต้าได้ แล้วคิดว่าจะฆ่าเขาได้งั้นรึ
ทว่า ในวินาทีต่อมา
ประกายแสงกระบี่อันเจิดจ้าก็สว่างวาบขึ้น
ในดวงตาของผู้อาวุโสสามแห่งสำนักโอสถยังคงหลงเหลือร่องรอยของความตื่นตะลึงและหมางเมิน
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็ถูกผ่าออกเป็นสองซีกตั้งแต่กึ่งกลางหน้าผาก
ฉัวะ
ขาดครึ่งท่อน
จุดจบเดียวกับต้วนอู๋เต้า ภายใต้คมกระบี่นี้ ไม่ว่าจะเป็นยอดฝีมือขั้นราชันศักดิ์สิทธิ์อย่างผู้อาวุโสสามแห่งสำนักโอสถ หรือครึ่งก้าวมหาจักรพรรดิอย่างต้วนอู๋เต้า ก็ไม่แตกต่างกันเลยสักนิด
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งยิ่งกว่าเดิม
รูม่านตาของเฉินหลีหดเกร็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวาสุดขีด
ผู้อาวุโสแห่งสำนักโอสถอีกสองคนที่เหลือถอยกรูดออกไปไกลนับร้อยลี้ตามสัญชาตญาณทันทีที่เห็นภาพนั้น พวกเขายืนมองเส้นขีดจางๆ บนพื้นหน้าสุสานตระกูลหลี่ด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ไม่กล้าล้ำเส้นเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
ส่วนหลินหมิงนั้น ไม่แม้แต่จะปรายตามองซากศพของต้วนอู๋เต้าและผู้อาวุโสสามแห่งสำนักโอสถด้วยซ้ำ
หลังจากขีดเส้นแบ่งเขตแดนเสร็จ เขาก็อุ้มร่างของหลี่จวินหลินเดินเข้าไปในสุสานตระกูลหลี่ทันที
ผู้อาวุโสห้าแห่งสำนักโอสถสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ข้าจะรีบแจ้งท่านเจ้าสำนัก เรื่องนี้มันเหนือกว่าที่พวกเราจะจัดการได้แล้ว"
เมื่อนึกถึงคำพูดโอหังของผู้อาวุโสสามเมื่อครู่นี้ ที่ประกาศกร้าวว่าต่อให้หลินหมิงมีพลังระดับไหน วันนี้ก็ต้องตายสถานเดียว เขาก็รู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
อีกด้านหนึ่ง มหาจักรพรรดินับแสนคนที่เฝ้ามองเหตุการณ์ต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
"น่ากลัวเกินไปแล้ว ข้าตาฝาดไปหรือเปล่าเนี่ย"
"ไอ้หนุ่มครึ่งก้าวมหาจักรพรรดิที่ไม่มีใครรู้จักหัวนอนปลายเท้า เพิ่งจะทำลายวรยุทธ์ผู้นำตระกูลหลี่ไปหมาดๆ นี่ก็มาฟันศิษย์สายตรงกับผู้อาวุโสสามของสำนักโอสถตายไปอีก"
"ถ้าเทียบกับการทำลายวรยุทธ์ผู้นำตระกูลหลี่ การฆ่าต้วนอู๋เต้ากับผู้อาวุโสสามสำนักโอสถก็ดูเป็นเรื่องเล็กไปเลยนะ แต่ปัญหาคือ หมอนี่มันไม่เกรงกลัวสำนักโอสถเลยแม้แต่น้อยงั้นรึ"
หลี่จื้อลอบมองหวังเทาพลางกระซิบถาม "ผู้อาวุโสของเจ้า เป็นลูกศิษย์ของหลี่จวินหลินจริงๆ รึ"
หลี่จื้อไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หลี่จวินหลินที่ผู้นำตระกูลไม่เคยเห็นหัว จะมีลูกศิษย์ที่ร้ายกาจขนาดนี้
ท้องฟ้าของแดนจงโจว กำลังจะถูกทะลวงเป็นรูโหว่แล้ว
ตระกูลหลี่และสำนักโอสถ เมื่อมองดูทั้งแดนจงโจว ล้วนเป็นขุมกำลังระดับซูเปอร์ที่ติดอันดับท็อปเทน
ต่อให้เป็นแค่ศิษย์ธรรมดาๆ ของพวกเขา เวลาเดินออกไปข้างนอกก็ยังมีแต่คนเคารพยำเกรง
แต่ตอนนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหมิง ตระกูลหลี่กลับกลายเป็นลูกแกะรอการเชือดไปเสียแล้ว
สถานการณ์ของสำนักโอสถก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย
สูญเสียผู้อาวุโสสามและศิษย์สายตรงไปอย่างละคน
ส่วนผู้อาวุโสที่เหลืออีกสองคน ก็ไม่มีใครกล้าขยับตัวทำอะไร ซ้ำยังต้องถอยหนีไปไกลเป็นร้อยลี้
"เฮ้อ เสียดายจริงๆ ลูกศิษย์ของหลี่จวินหลิน สมควรจะยืนหยัดอยู่เคียงข้างตระกูลหลี่ของพวกเราสิถึงจะถูก"
"ถ้ามีเขาอยู่ ตระกูลหลี่ของพวกเราคงรุ่งเรืองไปอีกเป็นหมื่นๆ ปี จะต้องไปก้มหัวให้ตระกูลซูทำไมกัน"
หลี่จื้อส่ายหน้าถอนหายใจด้วยความเสียดายสุดซึ้ง
ข้างๆ กันนั้น มหาจักรพรรดิฝูอวิ๋นลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ติดต่อกันหลายครั้ง เขาแยกไม่ออกแล้วว่าตอนนี้ตัวเองกำลังตื่นเต้นหรือหวาดกลัวกันแน่
รู้แค่ว่า ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกย่ำแย่ขนาดนี้มาก่อน
"เพียะ"
เขาตบปากตัวเองฉาดใหญ่พลางสบถด่า "ไอ้ปากเสียเอ๊ย คนระดับนั้นยอมมานั่งเสมอกับแก ก็ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตแล้ว แกเสือกไปสงสัย เสือกไปหัวเราะเยาะเขาทำไมวะ"
"เพียะ"
เขาตบหน้าตัวเองซ้ำอีกฉาดใหญ่อย่างแรง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มหาจักรพรรดิฝูอวิ๋นก็สะบัดมือเรียกศิษย์ทั้งสองคน เตรียมตัวจะเผ่นหนีออกจากตระกูลหลี่
เขาไม่แน่ใจว่าหลินหมิงจะมาคิดบัญชีกับเขาหรือเปล่า
ทางออกเดียวในตอนนี้คือ ต้องรีบหนีไปตอนที่หลินหมิงยังไม่ทันสังเกตเห็น
ขอแค่หนีพ้นออกจากตระกูลหลี่ไปได้ โลกก็กว้างใหญ่ไพศาล ขอแค่เก็บตัวเงียบๆ สักหน่อย ก็คงไม่มีปัญหาอะไรตามมา
ทว่า เขายังไม่ทันได้ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยซ้ำ
ก็เห็นรอยประทับฝ่ามือขนาดยักษ์พุ่งแหวกอากาศตรงดิ่งมาหาเขา
"ตูม"
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างของมหาจักรพรรดิฝูอวิ๋นถูกตบกระเด็นจมมิดลงไปในซากปรักหักพังของระเบียงหยกขาว
ส่วนศิษย์ทั้งสองคนของเขา ภายใต้อานุภาพของฝ่ามือนั้น แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา
จากนั้น น้ำเสียงเย็นเยียบก็ดังกังวานมาจากเบื้องบน
"ในเมื่อรอดูงิ้วแล้ว ก็จงดูให้จบ"
"ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะคลี่คลาย ใครหน้าไหนก็ห้ามก้าวเท้าออกจากตระกูลหลี่เด็ดขาด"
มหาจักรพรรดิฝูอวิ๋นไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงคือใคร รู้เพียงว่าคนผู้นั้นต้องแข็งแกร่งกว่าเขามาก มากจนเทียบไม่ติด
เบื้องล่างหอคอยอันสูงตระหง่าน ซูอวิ๋นเงยหน้ามองร่างที่ลอยอยู่บนฟ้าพลางค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม "ท่านปู่"
"หลานรักของปู่ เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนนะ ปู่จะไปคุยกับท่านอาหลี่ของเจ้าสักหน่อย"
ผู้ที่มาเยือนก็คือ ซูฉิง ผู้นำตระกูลซูคนปัจจุบันนั่นเอง
เขามีระดับพลังเท่าเทียมกับหลี่หวยเหริน นั่นคือระดับราชันศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุด
ซูอวิ๋นพยักหน้ารับ "ได้ขอรับ ท่านปู่ไปจัดการธุระสำคัญก่อนเถอะ"
ณ จุดสูงสุดของหอคอยสูงพันจั้ง
หลี่หวยเหรินนั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น หลังจากปรับอารมณ์อยู่พักใหญ่ เขาก็เริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว
ตลอดชีวิตของเขา ทำทุกอย่างโดยยึดผลประโยชน์ของตระกูลเป็นที่ตั้งเสมอ
เมื่อนึกถึงสถานะของหลินหมิง แววตาของเขาก็ฉายแววเสียใจอยู่ลึกๆ
คนผู้นี้ สมควรจะเป็นกำลังสำคัญของตระกูลหลี่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นศัตรูไปเสียได้
ทำได้เพียงโทษสวรรค์ที่เล่นตลก
"พี่หลี่"
จู่ๆ เสียงเรียกก็ดึงเขาออกจากภวังค์ความคิด
เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็พบกับร่างของซูฉิง
หลี่หวยเหรินไม่แปลกใจเลยสักนิด ซูอวิ๋นคือความหวังในการให้กำเนิดนักบุญของตระกูลซู จะไม่ให้หวงแหนราวกับไข่ในหินได้อย่างไร
คนของตระกูลซู ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ซูอวิ๋นคลาดสายตาไปไหนไกลอยู่แล้ว
ซูฉิงเดินเข้ามาหาหลี่หวยเหรินด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม "สถานการณ์ของตระกูลหลี่ตอนนี้ดูไม่สู้ดีนักนะ เกรงว่าความแค้นของท่าน คงจะไม่มีใครล้างแค้นให้ได้แล้วล่ะ"
"ท่านต้องการจะพูดอะไรกันแน่" หลี่หวยเหรินถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย
ในเวลานี้ เมื่อเขาสูญเสียวรยุทธ์ไปแล้ว ชะตากรรมของตระกูลหลี่จะรุ่งโรจน์หรือล่มสลาย อำนาจตัดสินใจก็ไม่ได้อยู่ในมือเขาอีกต่อไป
และแน่นอนว่า ไม่ได้อยู่ในมือตระกูลซูเช่นกัน
แต่อยู่ที่ความคิดเพียงชั่ววูบของหลินหมิงต่างหาก
หลี่หวยเหรินตระหนักดีว่า การพยายามประจบเอาใจตระกูลซูในตอนนี้ มันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว
ซูฉิงยื่นมือออกไปแล้วพูดตรงเข้าประเด็นทันที "มอบเกราะอ่อนไหมทองคำมาให้ข้า แล้วข้าจะล้างแค้นแทนท่านเอง"
หลี่หวยเหรินส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่จำเป็น หากการที่ข้าถูกทำลายวรยุทธ์ จะช่วยระงับความโกรธแค้นของหลินหมิงได้ และช่วยให้เราร่วมมือกันปกป้องตระกูลหลี่เอาไว้ได้ ข้าก็ยินดีน้อมรับผลกรรมในครั้งนี้"
ซูฉิงแค่นเสียง "ท่านนี่มันดื้อด้านจริงๆ"
"ในเมื่อท่านไม่ยอมให้ ข้าก็จะแย่งมาเอง"
จู่ๆ ในมือของเขาก็ปรากฏธงสีดำทมิฬขึ้นมาผืนหนึ่ง
หลี่หวยเหรินที่ก่อนหน้านี้มีสีหน้าราบเรียบ ทันทีที่เห็นธงผืนนั้น สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
เขาลุกพรวดขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบด้าน ก็พบว่าอักขระเวทมนตร์อันซับซ้อนกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ส่องแสงสอดประสานกับธงสีดำทมิฬผืนนั้น
"ตุ้บ"
หลี่หวยเหรินที่เพิ่งลุกขึ้นยืน ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง
[จบแล้ว]