- หน้าแรก
- ฝึกกระบี่สามพันปี ออกจากเขาคราวนี้ข้าคือเทพไร้เทียมทาน
- บทที่ 42 - พลังกึ่งนักบุญ
บทที่ 42 - พลังกึ่งนักบุญ
บทที่ 42 - พลังกึ่งนักบุญ
บทที่ 42 - พลังกึ่งนักบุญ
เหนือท้องฟ้าตระกูลหลี่
หลี่หวยเหรินรีดเร้นพลังปราณในร่างมารวมไว้ที่ปลายนิ้ว ก่อนจะถ่ายเทมันเข้าไปในเกราะอ่อนไหมทองคำ
พริบตาเดียว แสงสีทองก็สว่างจ้าบาดตา
คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดทะลักออกมาจากเกราะอ่อนไหมทองคำ ม้วนตัวกวาดล้างไปทั่วสารทิศ
แผ่ขยายออกไปในรัศมีหมื่นลี้ในชั่วพริบตา ภาพที่เห็นกับตาคือ ยอดเขาสูงเสียดฟ้าหลายร้อยลูกที่เรียงรายอยู่ไกลออกไป ถูกพลังนี้ตัดขาดจนยอดขาดกระเด็นในพริบตา
ครืน!
เสียงดังกึกก้องกัมปนาท ยอดเขาเหล่านั้นร่วงหล่นกระแทกพื้นดิน
มหาจักรพรรดินับแสนหน้าถอดสี พลังที่ปะทุออกมาจากเกราะอ่อนไหมทองคำนั้น รุนแรงเหนือความคาดหมายของพวกเขาไปไกลลิบ
ที่เบื้องล่างหอคอย ซูอวิ๋นยืนอยู่เคียงข้างบรรดาผู้อาวุโสตระกูลหลี่ เขาเงยหน้าขึ้นมองเกราะอ่อนไหมทองคำตัวนั้น
ดวงตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา "พลังกึ่งนักบุญ ใช้ครั้งหนึ่งก็หมดไปครั้งหนึ่ง ผู้นำตระกูลของพวกเจ้านี่ช่างกล้าทุ่มทุนสร้างจริงๆ ดูท่าแล้ว ฝีมือลำพังของเขาคงรับมือไอ้หนุ่มนั่นไม่ได้จริงๆ สินะ"
พูดจบ เขาก็หันไปถามผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลี่ "ต้องการให้ข้าเรียกคนของตระกูลซูมาช่วยไหม พลังกึ่งนักบุญน่ะมันของล้ำค่านะ พวกเราควรจะประหยัดไว้ใช้ยามจำเป็นดีกว่า"
ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลหลี่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ข้าเชื่อมั่นว่าท่านผู้นำย่อมมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ"
"จุ๊ๆ ในเมื่อตัดสินใจใช้พลังกึ่งนักบุญแล้ว บทสรุปก็ถูกกำหนดไว้แล้วล่ะ เพียงแต่ว่า มันดูจะสิ้นเปลืองไปหน่อยก็เท่านั้นเอง"
ซูอวิ๋นพูดอย่างเสียดาย จากนั้นก็เปิดฝาป้านสุราในมือ ยกขึ้นดื่มอึกใหญ่โดยไม่สนใจสายตาใคร
เมื่อพลังที่ถูกผนึกไว้ในเกราะอ่อนไหมทองคำถูกปลดปล่อยออกมา กลิ่นอายพลังของหลี่หวยเหรินก็ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
เส้นสายแห่งพลังกฎเกณฑ์ลอยวนเวียนอยู่รอบกายของหลี่หวยเหริน
ในวินาทีนี้ หลี่หวยเหรินผู้ซึ่งอยู่ขั้นราชันศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุด ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นกึ่งนักบุญเป็นการชั่วคราว
"เวลาสิบลมหายใจ"
หลี่หวยเหรินพึมพำกับตัวเอง เขาจะสามารถรักษาสถานะขั้นกึ่งนักบุญเอาไว้ได้เพียงแค่สิบลมหายใจเท่านั้น
แต่แค่นั้น ก็เกินพอแล้ว
"ตายซะเถอะ"
หลี่หวยเหรินฟาดฝ่ามือออกไปตรงๆ ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้วิชาวรยุทธ์หรือเคล็ดวิชาลับใดๆ ทั้งสิ้น
มีเพียงพลังที่บริสุทธิ์และดิบเถื่อนเท่านั้น
พลังระดับกึ่งนักบุญ
ห่างออกไปร้อยจั้ง หลินหมิงมองดูฝ่ามือนั้น เขารู้สึกราวกับว่าท้องฟ้าทั้งผืนกำลังถล่มทลายลงมาทับร่าง
แรงกดดันอันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างของเขาจากทุกทิศทุกทางราวกับคลื่นยักษ์
เมื่อบรรลุขั้นกึ่งนักบุญ ก็จะสามารถเชื่อมต่อกับฟ้าดิน และหยิบยืมพลังแห่งสวรรค์เบื้องบนมาใช้ได้ชั่วคราว
นี่คือพลังที่อยู่สูงขึ้นไปอีกขั้น ต่อให้เป็นเพียงเศษเสี้ยวอันน้อยนิด ก็สามารถบดขยี้ภูเขาและผืนทะเล ทำให้ราชันศักดิ์สิทธิ์ต้องยอมศิโรราบได้อย่างง่ายดาย
ทว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝ่ามือระดับนี้
หลินหมิงก็ยังคงตอบโต้ด้วยกระบี่เดียวเช่นเดิม
กระบี่เหล็กสนิมเขรอะพุ่งแทงออกไปจากมือของหลินหมิง
ไม่มีกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่มีแสงสีเจิดจ้าระยิบระยับ ราวกับเป็นเพียงชายชราที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจ ชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้าอย่างแผ่วเบา
"ฉึก"
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายกินเวลาไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนหมื่นของลมหายใจด้วยซ้ำ
แรงกดดันที่ปกคลุมอยู่ทั่วฟ้าดินพลันสลายวับไปในชั่วพริบตา
ฝ่ามือที่อัดแน่นไปด้วยพลังกึ่งนักบุญพังทลายลงอย่างไม่เป็นท่า
กระบี่ของหลินหมิง แทงทะลุหน้าอกของหลี่หวยเหรินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซ้ำยังตอกร่างของเขาสูงขึ้นไปตรึงติดไว้บนยอดหอคอยอีกด้วย
ชั่วขณะนั้น ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน
ใบหน้าของผู้อาวุโสตระกูลหลี่หลายสิบคนซีดเผือดไร้สีเลือด เมื่อเห็นร่างของหลี่หวยเหรินถูกตรึงอยู่บนหอคอย
"เพล้ง"
ป้านสุราในมือของซูอวิ๋นร่วงหล่นแตกกระจายลงกับพื้น
ด้วยพรสวรรค์ระดับนักบุญ เขาจึงตระหนักได้ดีกว่าใครๆ ว่า พลังกึ่งนักบุญนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
แต่ทว่า เมื่อครู่นี้ เขาเพิ่งจะเห็นกับตาตัวเองว่า พลังกึ่งนักบุญอันยิ่งใหญ่ กลับถูกกระบี่เล่มหนึ่งทะลวงขาดสะบั้นอย่างง่ายดายราวกับกิ่งไม้แห้งๆ
"เขา... เขาเป็นใครกันแน่"
...
ณ ตำแหน่งที่มหาจักรพรรดินับแสนคนนั่งอยู่ หลี่จื้อลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไอ้คนที่ตามเขามานี่ มันจะเก่งกาจหลุดโลกไปถึงไหนกันเนี่ย
ตระกูลหลี่คงไม่ถึงขั้นล่มสลายเพราะเรื่องนี้หรอกมั้ง
ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าก็กลายเป็นคนบาปของตระกูลหลี่เลยสิ
ตอนนี้เขารู้สึกตื่นตระหนกสุดขีด ตั้งแต่ที่เขาบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นมหาจักรพรรดิ เขาก็ไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวแบบนี้มานานแสนนานแล้ว
เขาหันขวับไปมองหวังเทา แล้วเอ่ยถาม "ผู้อาวุโส... ของเจ้า มาที่ตระกูลหลี่เพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่"
แตกต่างจากความหวาดผวาลนลานของหลี่จื้อ หวังเทากลับรู้สึกสะใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไอ้พวกมหาจักรพรรดิ หรือราชันศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น เขาไม่เห็นจะอยู่ในสายตาเลยสักนิด
"ก็ผู้อาวุโสบอกไปตั้งนานแล้วไง ว่าเขามาเพราะเรื่องของหลี่จวินหลิน ขอแค่ผู้นำตระกูลหลี่ยอมบอกมาว่าหลี่จวินหลินตายยังไง เรื่องก็จบแล้ว มันยากตรงไหนกัน"
หลี่จื้ออึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้า "ท่านผู้นำเป็นคนดื้อรั้นมาแต่ไหนแต่ไร เรื่องที่เขาไม่อยากพูด ต่อให้เอาความตายมาขู่ เขาก็คงยอมตายแต่ไม่ยอมปริปากพูดหรอก"
...
เบื้องบนอากาศสูงลิ่ว
หลี่หวยเหรินก้มมองกระบี่ที่ปักคาอกตัวเอง ดวงตาฉายแววสับสนมึนงง
เมื่อครู่นี้ เขาพยายามดิ้นรนขัดขืนแล้ว ต่อให้จะระเบิดพลังกึ่งนักบุญที่มีทั้งหมดออกมาในพริบตา มันก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย ทำให้เขารู้สึกสิ้นหวังจับใจ
ทว่า กระบี่เล่มนี้แม้จะทรงพลัง แต่ก็ไม่ได้ทำลายล้างพลังชีวิตของเขาอย่างต่อเนื่อง
นั่นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนตรงหน้าไม่ได้มีความคิดที่จะฆ่าเขา
อย่างน้อยก็ในตอนนี้ล่ะนะ
"แก เป็นอะไรกับหลี่จวินหลินกันแน่"
หลี่หวยเหรินหรี่ตาแคบ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่าหลี่จวินหลินจะไปรู้จักคนที่มีพลังระดับนี้ได้
ทว่า คำตอบของหลินหมิงกลับทำให้เขาต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
"เขาเป็นทั้งอาจารย์และสหายของข้า" หลินหมิงตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา
ตลอดชีวิตของเขาจนถึงปัจจุบันนี้ คนที่มีความสำคัญต่อเขามากที่สุด ก็คือหลี่จวินหลิน
ในตอนที่เขาได้พบกับหลี่จวินหลินครั้งแรก เขายังเป็นแค่คนธรรมดาระดับล่างที่กินมื้ออดมื้อ ความปรารถนาสูงสุดในแต่ละวันก็คือการได้กินอิ่มนอนหลับเท่านั้น
หลี่จวินหลิน คือแสงสว่างนำทางดวงแรก และดวงเดียว ที่นำพาเขาเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร
เขาสามารถยอมรับการจากไปของหลี่จวินหลินได้
ไม่ว่าจะเป็นมหาจักรพรรดิหรือราชันศักดิ์สิทธิ์ อายุขัยย่อมมีวันสิ้นสุด
แต่ทว่า อายุขัยของหลี่จวินหลิน ควรจะเหลืออีกตั้งหลายเดือนต่างหาก
เขาไม่ได้ตายเพราะหมดอายุขัย
อย่าว่าแต่หายไปหลายเดือนเลย ต่อให้หายไปแค่วันเดียว ชั่วยามเดียว หรือแม้แต่ลมหายใจเดียว มันก็ยอมไม่ได้เด็ดขาด
"เป็นทั้งอาจารย์และสหายงั้นรึ"
ม่านตาของหลี่หวยเหรินหดเกร็ง เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "แกเป็นลูกศิษย์ของมันงั้นรึ"
หลินหมิงไม่ได้ปฏิเสธ "ถ้าไม่มีเขา ก็คงไม่มีข้าในวันนี้"
"ฮ่าฮ่าฮ่า" จู่ๆ หลี่หวยเหรินก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นออกมา
"น่าขัน ช่างน่าขันสิ้นดี จวินหลินเป็นลูกที่ข้าไม่เคยเห็นหัวที่สุด เขาเก่งไปซะทุกเรื่อง เสียดายก็แต่พรสวรรค์มันห่วยแตกเกินไป ถ้าไปเกิดในครอบครัวธรรมดา ข้าก็คงจะรักและเอ็นดูเขามากที่สุด"
"แต่นี่คือตระกูลหลี่ เขาคือลูกชายของข้า หลี่หวยเหริน พรสวรรค์ของเขาจะห่วยแตกไม่ได้เด็ดขาด"
"แต่ก็คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าไอ้ลูกชายไม่ได้เรื่องของข้า จะมีลูกศิษย์อย่างแกอยู่ด้วย"
หลินหมิงขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเย็นชา "เข้าประเด็นได้แล้ว หลี่จวินหลินตายยังไง"
หลี่หวยเหรินแค่นเสียง "ยังไงมันก็เป็นคนที่กำลังจะตายอยู่แล้ว จะตายยังไง มันสลักสำคัญอะไรนักหนา"
"สำหรับท่านมันอาจจะไม่สำคัญ แต่สำหรับข้า มันสำคัญยิ่งกว่าทวีปชางหลานทั้งทวีปเสียอีก"
หลินหมิงเงื้อมือขึ้น เอ่ยเสียงเรียบ "สามลมหายใจ ไม่พูดก็ตายซะ"
สีหน้าของหลี่หวยเหรินแปรเปลี่ยนไป เมื่อถึงระดับของเขา สัญชาตญาณการรับรู้ถึงจิตสังหารย่อมเฉียบคมเป็นพิเศษ
เมื่อครู่นี้ แม้หลินหมิงจะแสดงพลังที่เหนือความคาดหมายของเขาไปไกลลิบ
แต่จิตสังหารกลับไม่ได้รุนแรงนัก หรือแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้ จิตสังหารนั้นราวกับแปรสภาพเป็นรูปธรรม ราวกับมีกระบี่คมกริบแขวนอยู่เหนือหัวของเขา
ต่อให้เป็นหลี่หวยเหรินที่ผ่านลมฝนมาอย่างโชกโชน เมื่อต้องเผชิญกับจิตสังหารนี้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
เขาเอ่ยเสียงต่ำ "ข้าไม่รู้"
"เขาไม่เห็นด้วยที่หลี่ชิวเยว่จะแต่งงานกับซูอวิ๋น จนมีปากเสียงกับข้า ด้วยความโมโห ข้าจึงทำลายวรยุทธ์ของเขา แล้วขังไว้ที่หน้าผาสำนึกตน"
"วันที่สาม เขาก็ตาย"
"ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเขา"
[จบแล้ว]