- หน้าแรก
- ปั้นฝันในปี 1980 จากคนธรรมดาสู่ยอดศิลปิน
- บทที่ 8 - 《สู่ธุลีดิน》
บทที่ 8 - 《สู่ธุลีดิน》
บทที่ 8 - 《สู่ธุลีดิน》
บทที่ 8 - 《สู่ธุลีดิน》
ในที่สุดเขาก็ต้องเดินบนเส้นทางวรรณกรรมสายนี้ และนี่คือโอกาสที่ดี
จะเขียนเรื่องอะไรดีนะ?
ฟางหมิงหัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องยาม พลางครุ่นคิดถึงปัญหานี้
แน่นอนว่าต้องเป็นวรรณกรรมรอยแผลหรือวรรณกรรมรากเหง้าที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงไม่กี่ปีมานี้
นึกออกแล้ว!
ฟางหมิงหัวนึกถึงภาพยนตร์ที่เคยเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากก่อนที่เขาจะข้ามมิติมา เรื่อง "สู่ธุลีดิน" (Return to Dust) ซึ่งทำรายได้ถล่มทลาย แต่สุดท้ายกลับถูกถอดออกอย่างเป็นปริศนา
บางคนบอกว่าภาพที่หนังนำเสนอไม่ค่อยตรงกับสภาพชนบทในศตวรรษที่ 21 เท่าไหร่นัก แต่มันกลับตรงกับสภาพชนบทในช่วงยุคปี 70 และ 80 อย่างที่สุด
"มิเอ่ยคำว่ารักแม้เพียงคำเดียว แต่รักกลับซึมลึกถึงกระดูก มิเอ่ยคำว่าทุกข์แม้เพียงประโยคเดียว แต่ความทุกข์กลับกัดกินจนถึงที่สุด"
นี่มันช่างตรงกับรสนิยมและความงามทางวรรณกรรมที่เป็นกระแสหลักในตอนนี้เหลือเกิน
แถมฟางหมิงหัวคนเดิมก็เคยไปใช้แรงงานในมณฑลกันซื่อมาด้วย หากจะบอกว่าเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานก็ฟังดูมีเหตุผล
เอาเรื่องนี้แหละ!
ฟางหมิงหัวตัดสินใจลงมือเขียน
อันดับแรกเขาต้องตัดและแก้ไขบทบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบันออก เช่น "เถ้าแก่ที่มารับซื้อธัญพืชในหมู่บ้าน" เพราะในชนสบทปีนี้ไม่มีทางมีเถ้าแก่แน่นอน ต้องเปลี่ยนเป็นผู้นำกองผลิตถึงจะเหมาะสม
และที่สำคัญ บทภาพยนตร์เดิมนั้นเขียนขึ้นใหม่เอง ไม่ได้ดัดแปลงมาจากนิยาย
ฟางหมิงหัวรู้สึกขำขึ้นมา
คนอื่นเขาเอาค่านิยายไปดัดแปลงเป็นบทหนัง แต่เขากลับจะทำย้อนศร เอาบทหนังมาเขียนเป็นนิยาย!
ยังดีที่ก่อนข้ามมิติมาเขาเคยเขียนทั้งบทหนังและนิยาย แม้จะลำบากหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
แน่นอนว่ามันต้องใช้เวลา
"เป่าฝู คืนนี้นายเป็นเวรดึกเหรอ? เอาอย่างนี้ ช่วงนี้นายเข้าเวรเช้าไปเลย เดี๋ยวฉันเข้าเวรดึกเอง" ช่วงเย็นใกล้เลิกงาน ฟางหมิงหัวบอกกับจางเป่าฝูที่มารับเวรต่อ
ห้องยามมีคนสลับเวรกันสามคน แต่หลักๆ คือฟางหมิงหัวกับจางเป่าฝู ส่วนอู๋เจี่ยฟางบางครั้งต้องไปช่วยงานที่แผนกป้องกัน
จางเป่าฝูได้ยินก็ทำหน้าประหลาดใจ "เอ๋? ทำไมล่ะครับ?"
"ตาของฉันจะมาพักที่บ้านช่วงหนึ่งน่ะ นายก็รู้ว่าบ้านฉันมันแคบ เขาต้องนอนบนเตียงฉัน ฉันก็เลยไม่มีที่นอน เลยกะว่าจะมางีบที่ห้องยามแทนชั่วคราวน่ะ"
จางเป่าฝูเองก็รู้ว่าที่พักของหน่วยงานนั้นแออัด จึงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
"เริ่มคืนนี้เลยนะ เดี๋ยวฉันกลับไปกินข้าวก่อนแล้วจะรีบมา" ฟางหมิงหัวบอก
"ไม่ต้องรีบครับพี่หมิงหัว พี่จะมาตอนจะนอนเลยก็ได้"
ฟางหมิงหัวปฏิเสธ "แบบนั้นได้ไง? งานของฉัน ฉันต้องทำเองสิ"
พี่หมิงหัวนี่ตั้งใจทำงานจริงๆ เลยนะ...
จางเป่าฝูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสในใจ
งานเฝ้าประตูแบบนี้ บางคนเขายังดูถูกเลย แต่พี่เขากลับทำงานอย่างขยันขันแข็งขนาดนี้
เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ฟางหมิงหัวแค่ต้องการความสงบที่นี่ในช่วงกลางคืนเท่านั้นเอง
พอกลางคืนล็อกประตูใหญ่แล้ว ก็ไม่มีใครมารบกวน
จะให้เขียนที่บ้านได้ยังไง?
ถ้าไม่เจอเสียงกระทะจานชามกระทบกัน ก็เจอเสียงคุณลุงคุณป้าบนถนนที่ตะโกนคุยกันเสียงดัง ไหนจะเสียงเด็กน้อยร้องไห้อีก วุ่นวายจะตายไป
ดังนั้นฟางหมิงหัวจึงขลุกตัวอยู่ในห้องยามทุกคืนเพื่อปั่นงานอย่างรวดเร็ว จะมีก็แค่ช่วงกลางดึกที่ท้องมักจะร้องโครกคราก
น่าเสียดายที่ยุคนี้ไม่มีบริการสั่งอาหาร แถมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็หาได้ยากมาก ฟางหมิงหัวจึงได้แต่กินหมั่นโถวเย็นๆ ที่เตรียมมาเพื่อประทังหิว
การที่ฟางหมิงหัวขลุกอยู่ที่ทำงานทั้งวันทั้งคืนเริ่มทำให้แม่เกิดความสงสัย
"เอ๊ะ เจ้าลูกคนนี้เป็นอะไรนะ ทำไมถึงเข้าแต่เวรดึก? หรือว่าหัวหน้าหน่วยงานจะแกล้งเขากันนะ? พ่อคะ พ่อไปคุยกับหัวหน้าเขาหน่อยสิ ถ้าลูกร่างกายทรุดโทรมไปจะทำยังไง?" จางเฟิ่งหลานเริ่มบ่นออกมา
ไม่คิดว่าฟางฉางเหอจะถลึงตาใส่:
"เธอจะโวยวายอะไร! แค่เฝ้าประตู เข้าเวรดึกแค่นี้จะทำให้ร่างกายพังเลยเหรอ? เทียบกับตอนที่ฉันไปขุดอ่างเก็บน้ำสมัยก่อนแล้ว นี่มันเรื่องขี้ปะติ๋วมาก!"
จางเฟิ่งหลานจึงเงียบไปทันที
วันนี้เป็นเวรดึกอีกครั้ง ฟางหมิงหัวเขียนงานในห้องรับรองจนถึงตีสอง ในที่สุดนิยายเรื่องนี้ก็เสร็จสมบูรณ์
เขานวดข้อมือที่เริ่มปวดเมื่อย พลางมองดูต้นฉบับที่เป็นปึกหนาในมือ แล้วรู้สึกภูมิใจในใจอย่างยิ่ง
ความจริงจำนวนคำก็ไม่ได้เยอะมาก ประมาณสี่หมื่นคำเห็นจะได้ จัดว่าเป็นนิยายขนาดกลาง
ในยุคที่ไม่มีคอมพิวเตอร์แบบนี้ การเขียนด้วยมือนับเป็นเรื่องที่ทรมานมากจริงๆ
ต้องเขียนไปพลางคิดไปพลาง พอเขียนฉากจบแต่ละช่วงยังต้องคอยแก้ไขอยู่ตลอด เพราะนี่คือนิยายที่เคร่งครัดไม่ใช่นิยายออนไลน์ ต้องใส่ใจกับการพรรณนาตัวละคร การสร้างบรรยากาศ และการดำเนินเนื้อเรื่อง...
พอแก้เสร็จ เห็นรอยขีดฆ่าจนดูไม่รู้เรื่องก็ต้องมานั่งคัดลอกใหม่ นิยายแค่ 4 หมื่นคำกลับต้องใช้เวลาถึงยี่สิบวันเต็มๆ
ลู่เหยาเขียนเรื่อง "โลกที่ธรรมดา" เป็นล้านคำ ใช้เวลาตั้งหกปีเต็ม! นั่นต้องใช้ความมานะพยายามขนาดไหนกันนะ!
ต้องทนต่อความโดดเดี่ยวและต่อต้านสิ่งล่อใจให้ได้
คิดแล้วก็น่านับถือจริงๆ
"นอนดีกว่า! พรุ่งนี้ค่อยหาคนช่วยดูให้หน่อย"
ฟางหมิงหัวขี้เกียจแม้แต่จะไปล้างหน้าแปรงฟัน เขาถอดเสื้อนอกออกแล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มที่เย็นเฉียบแล้วหลับไปอย่างรวดเร็ว
ตอนเช้าจางเป่าฝูมาทำงานจึงปลุกเขาให้ตื่น เขารีบสวมเสื้อผ้าแล้วเอาน้ำเย็นล้างหน้าจนรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก
ในตอนนั้นเอง เขาเห็นต่งมั่วเดินหนีบกระเป๋าเอกสารก้าวเข้าประตูใหญ่มาอย่างเร่งรีบ
"หัวหน้าต่งครับ! หัวหน้าต่ง!" ฟางหมิงหัววิ่งออกไปเรียกเขาไว้ทันที
ต่งมั่วมองมาที่ฟางหมิงหัวพร้อมรอยยิ้มจางๆ แล้วถามว่า "สหายฟางน้อย เขียนบทกวีบทใหม่ออกมาอีกแล้วเหรอ?"
"ไม่ใช่บทกวีครับ เป็นนิยาย ผมเขียนนิยายออกมาเรื่องหนึ่ง อยากจะรบกวนให้หัวหน้าช่วยชี้แนะหน่อยครับ" ฟางหมิงหัวบอก
"นิยายเหรอ? ได้สิ เอามาให้ผมดูหน่อย"
ฟางหมิงหัวรีบกลับเข้าไปหยิบสมุดเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าสะพายสีเหลืองส่งให้ต่งมั่ว อีกฝ่ายยืนเปิดดูอยู่ที่หน้าประตูนั่นเอง แล้วก็มีสีหน้าประหลาดใจ
"จำนวนคำไม่น้อยเลยนะ... เดี๋ยวผมเอาไปดูที่ห้องทำงานแล้วกัน"
"ได้เลยครับ"
พอต่งมั่วไปแล้ว ฟางหมิงหัวก็เลิกงานทันที เขาไปซื้อปาท่องโก๋ราคา 2 เฟินที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามถนน แล้วซดแกงจืดรสเผ็ดร้อนชามโตราคา 8 เฟินจนร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา แล้วจึงกลับบ้านไปนอนต่อ
เมื่อคืนเขายุ่งจนถึงตีสอง ตอนนี้ง่วงจนจะขาดใจอยู่แล้ว
ขณะที่ฟางหมิงหัวกำลังหลับสนิทอยู่นั้น ต่งมั่วก็นั่งตั้งใจอ่านต้นฉบับอยู่ในห้องทำงานของเขา
เสียงเคาะประตูดังขึ้น บรรณาธิการหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาวางกองต้นฉบับลงบนโต๊ะทำงานของเขา
"หัวหน้าต่งคะ นี่คือต้นฉบับบทกวีที่เราเพิ่งตรวจทานเสร็จค่ะ"
"ได้ วางไว้ก่อน" ต่งมั่วตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง
บรรณาธิการหญิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ปกติในฐานะรองหัวหน้ากองบรรณาธิการและหัวหน้ากลุ่มบทกวี เมื่อบรรณาธิการส่งต้นฉบับบทกวีมาให้ ต่งมั่วมักจะรีบตรวจทานและจัดการทันที ไม่เคยปล่อยค้างไว้เลย
วันนี้เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
เธอกวักสายตามองดูต้นฉบับที่ต่งมั่วกำลังอ่านอยู่ ที่แท้มันคือนิยายเรื่องหนึ่งนั่นเอง
ในฐานะหัวหน้ากลุ่มบทกวี แน่นอนว่าเขาสามารถตรวจนิยายได้ แต่ไม่มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจเหมือนบทกวี ปกติจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่เห็นนิยายบางเรื่องแล้วตัดสินใจไม่ได้จึงเอามาให้ช่วยพิจารณา
บรรณาธิการรุ่นเยาว์ไม่กล้ารบกวน เธอวางต้นฉบับลงแล้วค่อยๆ เดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ตลอดช่วงเช้า ต่งมั่วจมดิ่งอยู่กับต้นฉบับแผ่นนั้น จนกระทั่งถึงเวลาอาหารเที่ยง เพื่อนร่วมห้องเรียกเขา เขาถึงได้ถือชามเคลือบรีบมุ่งหน้าไปที่โรงอาหาร เขาสั่งหมั่นโถวสองลูกกับผัดผักกาดขาวเต้าหู้ พอเห็นจางพีเสียงกับเหอหงจวินนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน เขาจึงเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ทันที
บรรดา "สามผู้ยิ่งใหญ่" ของกองบรรณาธิการมักจะใช้เวลากินข้าวคุยเรื่องงานกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
ต่งมั่วพูดกับเหอหงจวินอย่างตื่นเต้น "พี่เหอครับ ผมค้นพบเยาวชนผู้มีพรสวรรค์ในการเขียนนิยายให้พี่คนหนึ่งแล้วครับ!"
"ใครเหรอคะ?" เหอหงจวินได้ยินก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
เธอเป็นหัวหน้ากลุ่มนิยาย แน่นอนว่าย่อมหวังให้มีคนเขียนนิยายดีๆ ออกมามากขึ้น
"ฟางหมิงหัวครับ!"
"ยามคนนั้นน่ะเหรอคะ? เขาไม่ได้ชอบเขียนบทกวีหรอกเหรอ?" เหอหงจวินถามอย่างประหลาดใจ
"เมื่อเช้าเขาส่งนิยายที่เพิ่งเขียนเสร็จมาให้ผมเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวผมไปหยิบมาให้พี่ดูครับ" พูดจบเขาก็ลุกพรวดเดินออกไปทันที
"เหล่าต่ง กินข้าวให้เสร็จก่อนค่อยไปดูสิ หมั่นโถวกับกับข้าวเย็นหมดแล้วนะ!" จางพีเสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบตะโกนห้าม
แต่ปรากฏว่าต่งมั่วเดินออกจากโรงอาหารหายวับไปอย่างรวดเร็ว
"เจ้าเหล่าต่งคนนี้..." แม้แต่เหอหงจวินที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่ส่ายหัวพลางยิ้ม "ช่างเป็นพวกบ้างานจริงๆ เลย คิดว่าตัวเองยังเป็นวัยรุ่นอยู่หรือไงนะ"
(จบแล้ว)