- หน้าแรก
- ข้าสร้างตระกูลเซียนขึ้นจากศูนย์
- ตอนที่ 56 ขุนนางฝ่ายเซียนเซียวฉางหยวน
ตอนที่ 56 ขุนนางฝ่ายเซียนเซียวฉางหยวน
ตอนที่ 56 ขุนนางฝ่ายเซียนเซียวฉางหยวน
ตอนที่ 56 ขุนนางฝ่ายเซียนเซียวฉางหยวน
อำเภอต่างๆ ในเขตเยว่หู ถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งครั้งนี้หนักหนาสาหัสที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ทางการจึงส่งขุนนางฝ่ายเซียนมาประจำการที่อำเภอละสามคน โดยวางแผนไว้ว่าหลังจากแก้ปัญหาภัยแล้งเสร็จสิ้น จะให้เหลือประจำการไว้อำเภอละหนึ่งคน ส่วนคนที่เหลือก็ให้เดินทางไปช่วยเหลืออำเภอในเขตอื่นๆ ต่อไป
เซียวฉางหยวนคือหนึ่งในสามขุนนางฝ่ายเซียนที่ถูกส่งมาที่นี่ เขามาจากตระกูลเซียวแห่งเมืองเอกหลงเจียง
ในเวลานี้ เขากำลังยืนทอดสายตามองทะเลสาบขนาดย่อมๆ ที่ตระกูลสวี่กำลังให้คนขุดอยู่ ด้วยท่าทางเหม่อลอย
"นี่คงไม่ได้หวังจะให้ข้าเสกน้ำมาเติมให้เต็มหรอกนะ?"
หน้าที่หลักของพวกขุนนางฝ่ายเซียนที่ถูกส่งมาตามอำเภอต่างๆ ในเขตเยว่หู ก็คือการทำพิธีเรียกฝนเพื่อเติมน้ำลงในแหล่งน้ำที่แห้งขอดเท่านั้น
ส่วนพวกพืชผลหรือต้นไม้ที่ตายซากไปแล้ว พวกเขาก็หมดปัญญาจะช่วยให้ฟื้นคืนชีพกลับมาได้เหมือนกัน
ถึงแม้ผู้บ่มเพาะเซียนจะถูกยกย่องว่ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่ก็ใช่ว่าจะเนรมิตอะไรได้ดั่งใจนึกไปซะทุกอย่าง
ซุนฟู่กุ้ยที่กำลังทำหน้าที่ควบคุมงานขุดทะเลสาบอยู่ สังเกตเห็นชายหนุ่มแปลกหน้ายืนอยู่บนคันดิน
ชายผู้นั้นสวมชุดผ้าไหมชั้นดี คาดเข็มขัดหยก หน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา หว่างคิ้วแผ่ซ่านไปด้วยราศีของผู้ดีมีตระกูล
เขารีบเหน็บแส้หนังไว้ที่เอว ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วก็รีบปั้นหน้ายิ้มเดินเข้าไปทักทาย "คุณชายท่านนี้ ไม่ทราบว่าเดินทางมาจากที่ไหนหรือขอรับ ผู้น้อยชื่อซุนฟู่กุ้ย เป็นผู้คุมงานขุดทะเลสาบที่นี่ ไม่ทราบว่าคุณชายมาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่าขอรับ"
เซียวฉางหยวนทำหน้าสงสัย "ในเมื่อตอนนี้เกิดภัยแล้ง แหล่งน้ำก็ขาดแคลน ทำไมพวกเจ้าถึงยังมาเกณฑ์คนขุดทะเลสาบกันอยู่อีกล่ะ หรือว่าหวังจะขุดเจอตาน้ำบาดาลกัน"
ซุนฟู่กุ้ยยิ้มตอบ "ถ้าขุดเจอจริงๆ ก็ถือเป็นความเมตตาของสวรรค์ล่ะขอรับ แต่ถ้าขุดไม่เจอก็ไม่เป็นไรหรอก ส่วนเหตุผลที่แท้จริงว่าขุดไปทำไมนั้น ผู้น้อยก็ไม่ทราบเหมือนกันขอรับ เพราะผู้นำตระกูลเป็นคนสั่งมา"
"ผู้นำตระกูลของเจ้าเป็นใครกัน ถึงได้มีบารมีเรียกคนมาทำงานได้เยอะขนาดนี้"
"ขอแค่มีข้าวให้กินอิ่มท้อง ใครบ้างล่ะจะไม่อยากมาทำ" ซุนฟู่กุ้ยหัวเราะหึๆ จนตาหยี
คำตอบของเขาทำเอาเซียวฉางหยวนถึงกับชะงักไป นิ้วมือเผลอลูบไล้จี้หยกที่ห้อยอยู่ข้างเอวโดยไม่รู้ตัว
ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ ข้าวสารแพงหูฉี่ราวกับทองคำ ชาวบ้านธรรมดาแค่จะหาเศษรำข้าวมากินประทังชีวิตยังยากเลย แต่ตระกูลนี้กลับมีปัญญาเลี้ยงข้าวคนงานเป็นพันคนให้อิ่มท้องได้ถึงสามมื้อต่อวันเชียวเรอะ
นี่มันต้องใช้เสบียงอาหารมหาศาลขนาดไหนกันล่ะเนี่ย
ในชนบทของอำเภอชิงเจียง มีตระกูลที่ร่ำรวยขนาดนี้ซ่อนอยู่ด้วยงั้นรึ?
"ผู้นำตระกูลของผู้น้อยแซ่สวี่ขอรับ ดูท่าทางคุณชายคงจะมาจากต่างถิ่นล่ะสิ ในอำเภอชิงเจียงเนี่ย ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อเสียงของตระกูลสวี่หรอกขอรับ โดยเฉพาะคุณชายใหญ่ของพวกเรา ที่มีบุคลิกสง่างามดุจเทพเซียน แถมยังมีคุณสมบัติระดับปรมาจารย์ อายุยังไม่ทันจะถึงวัยสวมกวาน ก็ก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ระดับเบิกนภาไปแล้วล่ะขอรับ"
เรื่องนี้ดังกระฉ่อนไปทั่วอำเภอชิงเจียงตั้งนานแล้ว ซุนฟู่กุ้ยก็เลยกล้าเอามาเล่าให้ฟังอย่างภูมิใจ
แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ทางตระกูลสวี่สั่งห้ามพูดล่ะก็ ใครที่ปากโป้งหลุดพูดออกไป โทษสถานเดียวคือความตาย แถมคนในครอบครัวก็ยังต้องถูกไล่ออกจากตระกูลสวี่ไปด้วย
คุณสมบัติระดับปรมาจารย์งั้นรึ?
ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญแบบนี้ การที่จะมีอัจฉริยะด้านวิทยายุทธ์โผล่มาได้สักคน คงต้องรวบรวมเอาโชควาสนาของที่นี่ตลอดหลายร้อยปีมาไว้ที่คนคนเดียวล่ะมั้ง
"รบกวนช่วยพาข้าไปพบเขาหน่อยได้ไหม"
เซียวฉางหยวนดูเป็นคนมีสง่าราศี แต่กลับไม่ได้ถือตัวเหมือนพวกลูกผู้ดีในอำเภอชิงเจียงเลยสักนิด ทำให้ซุนฟู่กุ้ยอดไม่ได้ที่จะแอบมองประเมินเขาอย่างพิจารณา
เขาพยักหน้ารับ แล้วก็เดินนำเซียวฉางหยวนไปที่บ้านตระกูลสวี่
พอสวี่ชวนได้ยินบ่าวเข้ามารายงาน เขาก็เดาได้ทันทีว่าน่าจะเป็นขุนนางฝ่ายเซียนมาเยือน
จึงรีบออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง และเชิญแขกเข้าไปนั่งพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองในห้องโถงใหญ่
"ข้าน้อยชื่อสวี่ชวน เป็นผู้นำตระกูลสวี่ ไม่ทราบว่าคุณชายมีนามกรว่าอย่างไรหรือขอรับ"
"ข้าแซ่เซียว ชื่อเซียวฉางหยวน"
"คุณชายเซียวดูมีสง่าราศีไม่ธรรมดา มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนทั่วไป คงจะเดินทางมาจากเมืองเอกสินะขอรับ"
"ผู้นำสวี่ช่างตาแหลมคมจริงๆ ข้ามาจากเมืองเอกหลงเจียงน่ะ" เซียวฉางหยวนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่ได้แสดงอาการโอ้อวดหรือถ่อมตนจนเกินไป
"ผู้น้อยเคยได้ยินชื่อเสียงมาบ้าง เมืองเอกหลงเจียงนั้นร่ำรวยและเจริญรุ่งเรืองกว่าเมืองเอกเยว่หูของพวกเรามากนัก มีแม่น้ำแม่น้ำเฮยหลงเจียงที่ไหลคดเคี้ยวผ่านเมืองยาวเหยียดเป็นพันลี้ กระแสน้ำมีทั้งเชี่ยวกรากและเอื่อยเฉื่อย สองฝั่งแม่น้ำก็เต็มไปด้วยภูเขาสูงตระหง่านที่มีรูปร่างแปลกตาสวยงาม เป็นที่เลื่องลือไปทั่วเลยนะขอรับ"
"โอ้ ไม่นึกเลยว่าผู้นำสวี่จะมีความรู้กว้างขวางขนาดนี้ เมืองเอกหลงเจียงกับเมืองเอกเยว่หูของเราอยู่ห่างกันตั้งหนึ่งเมืองเอกเลยนะ"
"ก็แค่เคยได้ยินเขาเล่าลือกันมาน่ะขอรับ" สวี่ชวนยิ้มบางๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวฉางหยวน นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า "เมื่อครึ่งเดือนก่อน ทางที่ว่าการอำเภอชิงเจียงเพิ่งจะติดประกาศว่า ทางราชวงศ์ต้าเว่ยจะส่งท่านเซียนมาประจำการที่อำเภอเพื่อช่วยปัดเป่าภัยพิบัติ"
เซียวฉางหยวนยิ้มมุมปาก ดูเหมือนเขาจะคาดเดาคำถามนี้ไว้อยู่แล้ว
"ดูเหมือนผู้นำสวี่จะเดาตัวตนของข้าออกแล้วสินะ ใช่แล้วล่ะ ข้าคือหนึ่งในขุนนางฝ่ายเซียนที่ถูกส่งมาประจำการที่อำเภอชิงเจียงในครั้งนี้ นอกจากข้าแล้วก็ยังมีอีกสองคน แต่พวกเขาแค่มาทำภารกิจชั่วคราวเท่านั้น พอแก้ปัญหาภัยแล้งเสร็จก็จะเดินทางไปประจำการที่อำเภออื่นต่อ"
"ถ้าอย่างนั้น ท่านเซียนเซียวก็จะเป็นขุนนางฝ่ายเซียนเพียงคนเดียวที่ประจำการอยู่ในอำเภอชิงเจียงของเราสินะขอรับ" สวี่ชวนรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ผู้น้อยเสียมารยาทไปแล้ว ขอท่านเซียนเซียวโปรดอภัยด้วยเถิดขอรับ"
เซียวฉางหยวนยิ้มพร้อมกับโบกมือเบาๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
"ผู้นำสวี่ ถึงข้าจะเป็นขุนนางฝ่ายเซียน แต่ข้าก็ไม่ได้สนใจเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์อะไรพวกนั้นหรอกนะ สำหรับพวกเราผู้บ่มเพาะเซียนแล้ว เป้าหมายสูงสุดก็คือการมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าสู่วิถีแห่งมรรค แต่ในเมื่อที่นี่เป็นอาณาเขตของราชวงศ์ต้าเว่ย พวกเราก็จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของทางการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"
"แล้วทำไมท่านถึงไม่ย้ายออกจากอาณาเขตของราชวงศ์ต้าเว่ยไปเลยล่ะขอรับ"
เซียวฉางหยวนส่ายหน้าพลางหัวเราะขื่น "มันจะไปง่ายแบบนั้นได้ยังไงล่ะ!"
"พวกเราผู้บ่มเพาะเซียนที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของราชวงศ์ต้าเว่ย ก็ถือว่าได้รับการคุ้มครองจากทางราชสำนักด้วยนะ ถ้าคิดจะย้ายออกไป นอกจากจะต้องเผชิญกับความยากลำบากสารพัดแล้ว เรื่องความขาดแคลนทรัพยากรก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้หลายคนต้องถอดใจ ไหนจะต้องคอยสู้รบปรบมือกับคนอื่น ไหนจะต้องคอยระวังภัยจากสัตว์อสูรอีก สู้ยอมทนอยู่ในพื้นที่เล็กๆ แต่อยู่รอดปลอดภัย ค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จะดีกว่า
แลกกับการที่ต้องยอมทำตามคำสั่งของราชวงศ์ต้าเว่ย ซึ่งถ้าไม่ใช่คำสั่งที่อันตรายถึงตาย พวกตระกูลใหญ่ๆ ก็มักจะยอมปฏิบัติตามกันทั้งนั้นแหละ
ยกเว้นพวกผู้บ่มเพาะเซียนอิสระนะ พวกนั้นมีอิสระในการเดินทางสูง จะไปโผล่ที่ไหนก็ได้ ไม่มีใครมาบังคับกะเกณฑ์ได้"
"สิ่งเดียวที่จะจูงใจพวกเขาได้ ก็คือผลประโยชน์เท่านั้นแหละ"
"ข้าได้ยินมาว่า การที่ราชวงศ์ต้าเว่ยเปิดรับสมัครขุนนางฝ่ายเซียนเพิ่มในครั้งนี้ ก็มีผู้บ่มเพาะเซียนอิสระหลายคนยอมเข้าร่วม เพราะเห็นแก่หินวิญญาณที่จะได้รับเป็นค่าตอบแทนรายเดือนนี่แหละ"
สวี่ชวนประสานมือคารวะอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจัง "ท่านเซียนเซียวช่วยไขข้อข้องใจให้ข้าได้กระจ่างแจ้งเลยขอรับ"
เซียวฉางหยวนพยักหน้ารับ พอนึกถึงทะเลสาบที่เห็นเมื่อครู่ ก็พูดขึ้นมาว่า "อ้อ จริงสิ ผู้นำสวี่ ถึงพวกข้าจะได้รับคำสั่งให้มาทำพิธีเรียกฝนเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งก็เถอะ แต่ไอ้ทะเลสาบที่บ้านท่านกำลังให้คนขุดอยู่นั่น ข้าคงช่วยเสกน้ำลงไปให้เต็มไม่ไหวหรอกนะ"
"ฮ่าๆๆ เรื่องนั้นเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วขอรับ" สวี่ชวนหัวเราะร่วน "ที่ข้าสั่งให้คนขุดทะเลสาบ ก็แค่เป็นการเตรียมพร้อมไว้ก่อนน่ะขอรับ เพราะหลังจากเจอกับภัยแล้งครั้งนี้ ข้าก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา เลยคิดอยากจะหาทางป้องกันไว้เผื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต"
"ผู้นำสวี่ช่างมองการณ์ไกลจริงๆ ทะเลสาบแห่งนี้ถึงจะยังขุดไม่เสร็จ แต่ดูจากขนาดของมันแล้ว ถ้าวันหน้ามีน้ำเต็มเปี่ยม ต่อให้ต้องเจอกับภัยแล้งรุนแรงแบบนี้อีก ตระกูลสวี่ก็คงไม่เดือดร้อนเรื่องขาดแคลนน้ำแล้วล่ะ"
"ก็อย่างที่ท่านเซียนเซียวว่ามานั่นแหละขอรับ" สวี่ชวนพูดต่อ "ส่วนเรื่องที่จะทำยังไงให้น้ำเต็มทะเลสาบนั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฎของธรรมชาตินั่นแหละ ท้องฟ้ามันจะแล้งไปตลอดกาลได้ยังไงล่ะ สักวันหนึ่งมันก็ต้องมีฝนตกลงมาจนน้ำเต็มทะเลสาบเองนั่นแหละ"
"กฎของธรรมชาติงั้นรึ" เซียวฉางหยวนเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเอ่ยชม "วิสัยทัศน์ของผู้นำสวี่นี่กว้างไกลไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
ครู่ต่อมา
"ขอบคุณผู้นำสวี่มากนะที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ข้าคงต้องขอตัวไปทำหน้าที่ของข้าต่อแล้วล่ะ หลังจากแก้ปัญหาภัยแล้งให้หมู่บ้านต้งซีเสร็จ ข้าก็ต้องเดินทางไปหมู่บ้านอื่นต่ออีก"
เมื่อเห็นเซียวฉางหยวนลุกขึ้นยืน สวี่ชวนก็รีบลุกตาม พร้อมกับประสานมือคารวะ "ท่านเซียนเซียว ผู้น้อยรู้สึกสนใจเรื่องการบ่มเพาะเซียนมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าจะขออนุญาตตามไปดูท่านทำพิธีเรียกฝนเป็นขวัญตาหน่อยจะได้ไหมขอรับ"
"ได้สิ"
เซียวฉางหยวนชะงักไปนิดนึง แต่แล้วก็แอบขำอยู่ในใจ
ก็นะ จะมีคนธรรมดาคนไหนบ้างล่ะที่ไม่อยากเห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของการบ่มเพาะเซียนกับตาตัวเองน่ะ
ก็ถือว่าเขาโชคดีที่มาเจอขุนนางฝ่ายเซียนที่ใจดีและคุยง่ายแบบข้าก็แล้วกัน
ถ้าไปเจอพวกผู้บ่มเพาะเซียนอิสระคนอื่น มีหวังโดนไล่ตะเพิดกลับไปแล้ว
เซียวฉางหยวนรู้สึกถูกชะตากับสวี่ชวนมาก เขาจะต้องประจำการอยู่ที่อำเภอชิงเจียงไปอีกนาน และตระกูลสวี่ก็เป็นตระกูลที่ร่ำรวยมีฐานะ การผูกมิตรกันไว้ย่อมเป็นผลดีกับการทำงานของเขาในอนาคตแน่นอน
เพราะพอเขาแยกตัวออกมารับตำแหน่งขุนนางฝ่ายเซียนแล้ว ตระกูลเซียวก็แทบจะไม่ได้สนับสนุนอะไรเขาอีกเลย
แถมระยะทางระหว่างเมืองเอกหลงเจียงกับที่นี่ก็ไกลกันตั้งหลายพันลี้ จะให้ส่งคนมาดูแลก็คงไม่สะดวก
เซียวฉางหยวนเดินมาหยุดอยู่ที่ริมสระน้ำสี่เหลี่ยมที่แห้งขอดจนก้นสระแตกระแหงเป็นลายกระดองเต่า เขายกมือขวาขึ้นประสานอิน พลังเวทในกายก็เริ่มโคจร
ทันใดนั้น ลำแสงสีเขียวก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เพียงชั่วอึดใจเดียว
เหนือสระน้ำก็ปรากฏกลุ่มเมฆดำทะมึนลอยมาปกคลุม ไม่นานนักก็มีเม็ดฝนขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากก้อนเมฆ
กลุ่มเมฆนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก ครอบคลุมพื้นที่แค่บริเวณสระน้ำเท่านั้น
ซ่าๆๆ~
พริบตาเดียว ดินที่ก้นสระก็เริ่มชุ่มชื้นขึ้น จากนั้นก็เริ่มมีน้ำขัง และระดับน้ำก็ค่อยๆ สูงขึ้นอย่างช้าๆ