เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 50 แผนการของไป๋จิ้ง

ตอนที่ 50 แผนการของไป๋จิ้ง

ตอนที่ 50 แผนการของไป๋จิ้ง


ตอนที่ 50 แผนการของไป๋จิ้ง

ภายในห้องโถง

ไป๋จิ้งกำลังหยอกล้อเล่นกับสวี่เต๋อเจาในอ้อมแขน โดยมีหยางหรงฮวายืนอยู่ข้างๆ

ไป๋ฟู่ชะโงกหน้าเข้าไปดูสวี่เต๋อเจาใกล้ๆ

เด็กน้อยเหมือนจะเห็นของเล่นชิ้นใหม่ ก็เลยพยายามเอื้อมมืออวบๆ เป็นปล้องๆ ไปคว้ากล้องยาสูบในมือของไป๋ฟู่

"อันนี้ของเล่นไม่ได้นะลูก" ไป๋ฟู่หัวเราะร่วน แววตาเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู

"ท่านพ่อ อายุมากแล้ว เพลาๆ เรื่องสูบยาบ้างเถอะ" ไป๋จิ้งเตือนด้วยความเป็นห่วง

"รู้แล้วน่า"

"มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า หรือว่าอาฮว่าไปก่อเรื่องอะไรไว้"

พอเห็นท่าทางแปลกๆ ของพ่อ ไป๋จิ้งก็เดาได้ลางๆ ว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ

"ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอก แต่..."

ไป๋ฟู่อึกอัก พูดไม่ออก

การที่ครอบครัวของเขาตัดสินใจพลาดเพราะความโลภ จนต้องมาขอให้ลูกสาวช่วยแก้ปัญหาให้ มันก็ทำให้คนแก่ซื่อๆ อย่างเขารู้สึกละอายใจเหมือนกัน

แถมถ้าจะให้ไปบอกเรื่องนี้กับสวี่ชวน ก็ยิ่งไม่มีหน้าจะไปพูดด้วยเลย

"ท่านพ่อ มีอะไรก็พูดกับข้ามาตรงๆ เถอะ ถ้ามีปัญหาอะไร ข้าก็พร้อมจะช่วยเสมอแหละ"

หยางหรงฮวาเป็นคนฉลาด นางจึงยิ้มแล้วขอตัว "ท่านแม่ ข้าดูแล้วเจาเอ๋อร์คงจะหิวแล้วล่ะ เดี๋ยวข้าพาเขากลับไปให้นมที่ห้องก่อนนะเจ้าค่ะ"

"อืม" ไป๋จิ้งพยักหน้า

พอนางเดินคล้อยหลังไป ไป๋ฟู่ก็เอ่ยปากชม "เจ้าหาลูกสะใภ้ให้สือโถวได้ดีจริงๆ นะ"

"ข้าไม่ได้เป็นคนเลือกให้เขาหรอก สือโถวเขาเป็นคนเลือกของเขาเอง หรงฮวามาจากตระกูลใหญ่ ได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ไม่เหมือนเสวี่ยจี้ที่โดนตามใจจนกลายเป็นม้าดีดกะโหลกไปแล้ว วันๆ เอาแต่ฝึกวิทยายุทธ์จนเหมือนผู้ชายเข้าไปทุกที"

"เสวี่ยจี้ได้รับการสั่งสอนจากซานซู่มาเป็นอย่างดี นางไม่ทำให้ผิดหวังหรอก"

หลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดไป๋ฟู่ก็ยอมเล่าเรื่องปัญหาของครอบครัวไป๋ฟางให้ไป๋จิ้งฟัง

"อาหยวนไม่เห็นเคยเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังเลย ข้าก็เพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าตระกูลเรากำลังกว้านซื้อที่ดินอยู่ เรื่องซื้อที่นาแค่ร้อยกว่าหมู่เนี่ย มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไรหรอก"

ไป๋จิ้งยิ้มหวาน "ข้าก็พอจะมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้าง เดี๋ยวข้าจะเป็นคนออกเงินส่วนนี้ให้เองก็แล้วกัน"

"เจ้ามีเงินเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ต้องไปเบิกเงินกองกลางของตระกูลสวี่เหรอ"

"การเดินทางเข้าเมืองไปซื้อของ หรือไปสังสรรค์จิบน้ำชากับพวกฮูหยินตระกูลเศรษฐี มันก็ต้องใช้เงินเยอะอยู่แล้ว ข้าก็เลยมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้าง แถมทุกๆ สองสามเดือน อาหยวนเขาก็จะส่งเงินมาให้ใช้จ่ายเพิ่มอีกร้อยสองร้อยตำลึงด้วย"

"ตอนนี้ข้ามีเงินเก็บอยู่ในมือประมาณเจ็ดแปดพันตำลึงเลยล่ะ"

"อาหยวนนี่ช่างเป็นเด็กที่กตัญญูจริงๆ"

ไป๋ฟู่ถึงกับมุมปากกระตุก ความรู้สึกกดดันและความเครียดที่แบกรับมาตลอดพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น

ระดับความรวยมันต่างกัน วิสัยทัศน์มันก็ต่างกันไปด้วย

ปัญหาที่ทำให้ครอบครัวตระกูลไป๋และตระกูลเจิงต้องนั่งเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ในสายตาของลูกสาวเขามันกลับกลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปซะงั้น ยิ่งสำหรับตระกูลสวี่ด้วยแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงเลย

"อาหยวนเป็นคนดูแลธุรกิจทั้งหมดของตระกูลสวี่ เงินทองที่ผ่านมือเขาในแต่ละวันมีมูลค่ามหาศาลเลยล่ะ" พูดจบ ไป๋จิ้งก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง "ท่านพ่อรอเดี๋ยวนะเจ้าค่ะ"

ไป๋จิ้งหยิบกล่องไม้สีแดงประดับทองออกมาจากลิ้นชัก เปิดกล่องแล้วหยิบตั๋วเงินออกมาสองพันตำลึง ยื่นให้ไป๋ฟู่

ไป๋ฟู่รับมาดู แล้วก็รีบยื่นคืนให้บางส่วน "ไม่ต้องให้มาเยอะขนาดนี้หรอก"

"ส่วนที่เหลือ ท่านพ่อก็เก็บเอาไว้ใช้จ่ายส่วนตัวเถอะ จะได้ซื้อหาของกินของใช้ดีๆ ให้ตัวเองกับท่านแม่ได้บ้าง ถือซะว่าเป็นน้ำใจจากลูกสาวก็แล้วกันนะ"

"ถ้างั้นพ่อก็ขอรับไว้ก็แล้วกัน อ้อ... เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเอาไปบอกซานซู่นะ"

ไป๋จิ้งหัวเราะเบาๆ "ท่านพ่อกลัวว่าท่านพี่จะดูถูกครอบครัวเราหรือ ท่านพ่อคิดมากไปแล้วล่ะ ท่านพี่เขายังเป็นคนเดิมเหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ"

"อ้อ จริงสิท่านพ่อ แล้วท่านพ่อวางแผนชีวิตในอนาคตไว้ยังไงบ้าง"

"พ่อน่ะเหรอ อายุปูนนี้แล้ว ขอแค่ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขก็พอแล้วล่ะ"

"แล้วเรื่องของตระกูลไป๋ล่ะ น้องชายก็เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน อนาคตของเขาจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ"

ไป๋ฟู่นิ่งอึ้งไป ไม่รู้จะตอบยังไงดี

"เอาอย่างนี้ไหม รอให้จัดการปัญหาเรื่องที่นาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านพ่อก็ลองไปคุยกับน้องชายดูสิ ชวนให้เขามาร่วมทำงานเป็นผู้ใต้สังกัดของตระกูลสวี่เหมือนตระกูลเฉินดูสิ ถ้ามีข้าคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ตระกูลไป๋ของเราก็ต้องเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ภายในสิบยี่สิบปีนี้แน่ๆ

และถ้าลูกหลานตระกูลไป๋ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลสวี่อย่างเต็มที่ ก็อาจจะมีโอกาสได้กลายเป็นยอดฝีมือด้านวิทยายุทธ์ หรือแม้กระทั่งทะลวงขึ้นเป็นจอมยุทธ์ระดับเบิกนภาได้ในอนาคตด้วยนะ"

"ต่อให้วันข้างหน้าข้าจะไม่อยู่แล้ว แต่ด้วยความที่เป็นน้าแท้ๆ ของสือโถวกับอาหยวน พวกเขาก็ต้องคอยดูแลช่วยเหลือตระกูลไป๋อยู่แล้วล่ะ"

"ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าขอรับประกันเลยว่าตระกูลไป๋จะต้องอยู่รอดปลอดภัยและเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างน้อยๆ ก็สามชั่วอายุคนแน่นอน"

"เรื่องนี้... เดี๋ยวพ่อกลับไปปรึกษากับน้องชายเจ้าดูก่อนก็แล้วกันนะ เพราะคนที่ต้องตัดสินใจจริงๆ ก็คือเขานั่นแหละ ส่วนตัวพ่อนั้น คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้วล่ะ"

หลังจากนั้น ไป๋ฟู่ก็เดินทางกลับไป

เมื่อได้รับโฉนดที่ดินของครอบครัวลูกเขยตระกูลเจิงมาแล้ว ไป๋ฟู่ก็นำเงินไปแบ่งให้พวกเขา จากนั้นพวกเขาก็ขอตัวกลับไป

"ท่านพ่อ ข้าล่ะเกลียดพวกตระกูลเจิงจริงๆ เลย พอเห็นว่าเรามีผลประโยชน์มาล่อ ก็ทำเป็นพูดจาประจบประแจงเรียกน้องชายๆ อย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอมีปัญหาขึ้นมา ก็ทำมาเป็นโวยวายบีบบังคับกันซะงั้น"

ไป๋ฮว่าพูดขึ้น "แล้วเรื่องนี้จะมีผลกระทบอะไรกับพี่สาวของข้าไหมขอรับ"

"ไม่ต้องเป็นห่วงพี่สาวของเจ้าหรอกน่า"

ไป๋ฟู่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าความตั้งใจของไป๋จิ้งให้ไป๋ฮว่าฟัง

"ร่วมงานกับตระกูลสวี่งั้นหรือ... เป็นผู้ใต้สังกัดของตระกูลสวี่งั้นหรือ..." ไป๋ฮว่าพึมพำกับตัวเอง

"เจ้าอย่าไปดูถูกครอบครัวตระกูลเฉินที่ยอมไปเป็นลูกน้องตระกูลสวี่เชียวนะ สิ่งที่พวกเขามองคือผลประโยชน์ในระยะยาวต่างหากล่ะ ตระกูลที่สามารถผงาดขึ้นมาตั้งตัวเป็นใหญ่ได้ในชั่วอายุคนเดียวอย่างตระกูลสวี่น่ะ ในอำเภอชิงเจียงนี้ ร้อยปีจะมีโผล่มาสักตระกูลนึงก็ยากแล้วนะ"

"ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรและการฝึกฝนจากตระกูลใหญ่ การจะปั้นอัจฉริยะขึ้นมาสักคน มันเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญมากเลยนะ"

"แต่ถ้าพวกเราอาศัยบารมีของตระกูลสวี่เป็นใบเบิกทาง บางทีตระกูลไป๋ของเราอาจจะสามารถผงาดขึ้นมาโดดเด่นและเจริญรุ่งเรืองได้ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าก็ได้นะ"

ไป๋ฟู่พูดอธิบายให้ลูกชายฟังอย่างชัดเจน

พอได้ยินแบบนั้น ไป๋ฮว่าก็เก็บเอาไปคิดทบทวนอย่างจริงจัง ก่อนจะตอบว่า "ตกลงขอรับ เดี๋ยวอีกสองสามวันข้าจะไปหาพี่ใหญ่ที่บ้านตระกูลสวี่เพื่อคุยเรื่องนี้เองขอรับ"

ถ้าไม่ได้เจอกับภัยแล้งครั้งรุนแรงแบบนี้ ไป๋ฮว่าก็คงไม่ยอมลดตัวไปเป็นลูกน้องใครหรอก

แต่สถานการณ์ในตอนนี้ทำให้เขาตาสว่างขึ้นมาได้แล้ว

ครอบครัวชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างพวกเขาน่ะ ไม่มีปัญญาจะไปรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเรื่องเลวร้ายต่างๆ ได้หรอก

เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนเก่งๆ โผล่มาเกิดในครอบครัวแบบตระกูลสวี่ แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถรักษาวงศ์ตระกูลให้เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้นานแค่ไหน

อย่าว่าแต่ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเว่ยเลย แค่ในอำเภอชิงเจียงที่เดียว ก็ไม่รู้ว่ามีตระกูลไหนบ้างที่ต้องล้มลุกคลุกคลาน เจริญขึ้นแล้วก็เสื่อมถอยลงไป

ทุกๆ ร้อยปี ก็จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตระกูลกันไปเรื่อยๆ

แม้แต่ตระกูลอันดับหนึ่งของอำเภอชิงเจียงอย่างตระกูลอู ก็เพิ่งจะก่อตั้งมาได้ไม่ถึงสองร้อยปีเลย แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่าในร้อยปีข้างหน้า พวกเขาจะยังสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ต่อไปได้ หรือว่าจะค่อยๆ เสื่อมถอยลงไป

ถ้าครอบครัวตระกูลเฉินไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับสวี่ชวนมาตั้งแต่ต้น ตระกูลสวี่ก็คงไม่ยอมรับพวกเขาเข้ามาเป็นผู้ใต้สังกัดหรอก

และตระกูลไป๋ของเขาก็คงจะโดนเมินเหมือนกัน

เพราะในสายตาของพวกตระกูลใหญ่ๆ พวกเขามันก็แค่คนไร้ค่า ไม่คู่ควรที่จะมาทำงานด้วยหรอก

หลายวันต่อมา

ไป๋ฮว่าก็เดินทางไปที่คฤหาสน์ตระกูลสวี่ เพื่อพูดคุยเรื่องนี้กับสวี่หมิงเวย ทำเอาสวี่หมิงเวยประหลาดใจไม่น้อย

เพราะถึงแม้ตระกูลสวี่จะคอยช่วยเหลือตระกูลเดิมของไป๋จิ้งอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการช่วยเหลือแบบพอเป็นพิธี ไม่ได้ก้าวก่ายอะไรมากนัก

"ท่านน้า เรื่องนี้ข้าขอเอาไปปรึกษากับท่านพ่อดูก่อนนะขอรับ แล้วพรุ่งนี้จะให้คำตอบอีกที ท่านน้าคิดว่าไงขอรับ"

"ตกลง ทำตามที่สือโถวบอกเลย"

ช่วงกลางวัน สวี่ชวนมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกวิทยายุทธ์ หรือไม่ก็แวะไปที่สระเหมันต์มรกต เพื่อดูแลแปลงสมุนไพร

กว่าจะกลับบ้านก็ตกเย็นย่ำ

สวี่หมิงเวยจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับสวี่ชวน

"จู่ๆ น้าของเจ้า ทำไมถึงมาขอเป็นผู้ใต้สังกัดของตระกูลเราได้ล่ะ"

"ข้าไปสืบมาแล้วขอรับ ภัยแล้งครั้งนี้ทำให้ตระกูลไป๋เสียหายไปไม่น้อยเลย เมื่อหลายเดือนก่อน พวกเขาเพิ่งจะซื้อที่นาที่เคยเช่าไว้ทั้งหมดร้อยหมู่ แถมยังไปเช่าที่นาเพิ่มมาอีกร้อยหมู่ด้วย แต่พอเจอภัยแล้งเข้าไป พวกเขาก็เลยไปไม่เป็นเลยขอรับ"

"แต่ท่านแม่เป็นคนออกเงินส่วนตัว ซื้อที่นาพวกนั้นมาเก็บไว้หมดแล้วล่ะขอรับ สงสัยท่านแม่คงจะเป็นคนเสนอความคิดนี้ให้พวกเขาล่ะมั้งขอรับ"

สวี่ชวนลูบเคราสั้นๆ นิ่งคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้ "เดี๋ยวนี้แม่เจ้าก็หูตากว้างไกลขึ้นเยอะเลยนะ เริ่มรู้จักวางแผนอนาคตให้ครอบครัวฝั่งตัวเองบ้างแล้ว"

"ก็ตามใจแม่เจ้าเถอะ"

"เข้าใจแล้วขอรับ ท่านพ่อ"

สองวันต่อมา ตระกูลไป๋ก็ตกลงเป็นผู้ใต้สังกัดของตระกูลสวี่อย่างเป็นทางการ

ลูกชายวัยหกขวบของไป๋ฮว่า ก็ถูกส่งไปเรียนวิทยายุทธ์ที่สำนักฝึกยุทธ์หลงเซี่ยง โดยได้รับการดูแลเอาใจใส่เหมือนกับเด็กๆ ที่มีแววว่าจะเก่งกาจของตระกูลสวี่เลยทีเดียว

การฝึกสอนที่สำนักฝึกยุทธ์หลงเซี่ยง แบ่งออกเป็นสามระดับ

ระดับที่หนึ่ง ก็คือพวกลูกหลานสายตรงของตระกูลสวี่อย่างสวี่หมิงเสวียน ซึ่งจะได้รับการบำรุงด้วยสูตรยาลับที่สวี่ชวนเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง

ระดับที่สอง ก็คือพวกลูกหลานของบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันที่มีแววว่าจะสามารถทะลวงขึ้นเป็นจอมยุทธ์ระดับเบิกนภาได้ พวกนี้จะได้รับการบำรุงด้วยสูตรยาลับดั้งเดิมของสำนักหลงเซี่ยง

ระดับที่สาม ก็คือพวกลูกหลานตระกูลเศรษฐีที่จ่ายค่าเทอมเข้ามาเรียน พวกนี้จะได้รับการบำรุงด้วยยาสมุนไพรทั่วไปที่ตระกูลสวี่หามาได้

ท่ามกลางวิกฤติภัยแล้งที่กำลังแผ่ขยายไปทั่ว บรรดาตระกูลใหญ่ๆ ต่างก็พยายามประคับประคองตัวเองให้รอดพ้นจากการขาดทุน

มีเพียงตระกูลสวี่เท่านั้นที่ฉวยโอกาสนี้ กอบโกยผลประโยชน์และขยายอิทธิพลของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

จบบทที่ ตอนที่ 50 แผนการของไป๋จิ้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว