- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นมหาเศรษฐี แค่ขูดหวยก็รวยได้
- ตอนที่ 23 คู่แข่งงั้นเหรอ?
ตอนที่ 23 คู่แข่งงั้นเหรอ?
ตอนที่ 23 คู่แข่งงั้นเหรอ?
ตอนที่ 23 คู่แข่งงั้นเหรอ?
ฉินเซี่ยงหยางชะงักไปครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าระบบจะให้เลขเด็ดลอตเตอรี่มาโต้งๆ แบบนี้ แถมข้อมูลเงินลงทุนสิบหยวนพร้อมกับตัวเลขห้าในวงเล็บที่ตามมา ก็ทำให้ความคิดของเขาเตลิดเปิดเปิงไปไกล
ถ้าระบบบอกให้ซื้อห้าสลาก แล้วถ้าฉันซื้อสักสิบสลาก หรือยี่สิบสลาก มันจะได้ไหมนะ?
ถ้าได้ แล้วทำไมระบบถึงเจาะจงให้ซื้อแค่ห้าสลากล่ะ?
พรุ่งนี้ไปลองดูดีไหมนะ?
ฉินเซี่ยงหยางลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด จากนั้นก็ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเซี่ยงหยางออกจากบ้านเช้ากว่าปกติห้านาที แล้วรีบจ้ำอ้าวไปที่ร้านลอตเตอรี่ของคุณลุง เขาซื้อลอตเตอรี่มาสิบสลาก ถือซะว่าเป็นการทดลองก็แล้วกัน
เขาคิดมาดีแล้ว ถ้าสำเร็จก็วินวินทั้งคู่ แถมยังเป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยว่าเขาค้นพบวิธีปั่นช่องโหว่ของระบบเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งวิธี แต่ถ้าล้มเหลว ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือเลขเด็ดมีการเปลี่ยนแปลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การกระทำของเขาเปรียบเสมือนเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ซึ่งส่งผลให้ความจริงบางอย่างในอนาคตเปลี่ยนไป อย่างมากก็แค่ชวดเงินห้าหมื่นหยวนไป ซึ่งมันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมายนัก
หลังจากซื้อลอตเตอรี่เสร็จ ฉินเซี่ยงหยางก็เดินเข้าโรงเรียน แล้วก็เริ่มมหกรรมการลอกการบ้าน ในใจพลางบ่นอุบอิบว่าแต่ละวันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน พอเลิกเรียนกลับบ้านก็มีเรื่องวุ่นวายเต็มไปหมด จนไม่มีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนเลย รอให้จัดการเรื่องห้องพักของเวินหย่ากับเรื่องร้านชานมเสร็จภายในสองสามวันนี้ก่อนเถอะ เขาจะต้องตั้งใจเรียนและพยายามสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ ส่วนเรื่องปั่นค่าประสบการณ์ก็เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ถึงยังไงหลังสอบเสร็จก็มีเวลาถมเถไป!
ตอนที่เอาสมุดการบ้านไปคืน เวินหย่าทำท่าอึกอักลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเตือน
"เรื่องการบ้านน่ะ ทางที่ดีเธอควรจะทำเองนะ เธอว่าไหมล่ะ ทานตะวัน?"
คำพูดของเธอมันควรจะเป็นประโยคตักเตือน แต่ฟังดูยังไงก็เหมือนกำลังขอความคิดเห็นเสียมากกว่า
"ก็สองวันนี้ฉันยุ่งมากเลยนี่นา แล้วเมื่อคืนเธอกลับไปทำการบ้านจนถึงกี่โมงล่ะ?"
ฉินเซี่ยงหยางเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อคืนพวกเขากลับบ้านแยกย้ายกันไปดึกมาก นั่นหมายความว่า ในขณะที่เขากลับถึงบ้านแล้วอาบน้ำนอนหลับสบายใจเฉิบ เวินหย่ากลับต้องมานั่งถ่างตาจุดตะเกียงอ่านหนังสือทำการบ้านงั้นเหรอ
"เที่ยงคืนน่ะ"
เวินหย่าเงยหน้าขึ้นตอบ
"แล้วเธอไม่ง่วงบ้างเหรอ?"
ฉินเซี่ยงหยางอดไม่ได้ที่จะถาม
"ก็เฉยๆ นะ ชินแล้วล่ะ แถมเดี๋ยวนี้ตอนเช้ายังมีเวลานอนเพิ่มขึ้นตั้งชั่วโมงหนึ่งแหนะ เมื่อก่อนฉันต้องตื่นเช้ากว่านี้อีกนะ"
เวินหย่าตอบพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน
"โอเคๆ รอให้ฉันจัดการธุระช่วงสองวันนี้เสร็จก่อนนะ แล้วหลังจากนี้ฉันจะทำการบ้านเอง ส่วนเธอก็ต้องเข้านอนให้มันเร็วๆ หน่อยล่ะ"
ฉินเซี่ยงหยางเผลอยกมือขึ้นลูบหัวเวินหย่าด้วยความเคยชิน
ใบหน้าหวานของเวินหย่าแดงก่ำ เธอตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน นี่มันในห้องเรียนเชียวนะ!
พอฉินเซี่ยงหยางดึงสติกลับมาได้ ก็พบว่าเพื่อนนักเรียนหญิงสามคนที่นั่งอยู่ข้างหลังกำลังจ้องมองพวกเขาตาเป็นประกายวิบวับ เขาจึงทำได้เพียงยิ้มเจื่อนๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง
"กรี๊ดดด น่ารักเวอร์อ่ะ!"
"หวานมดขึ้นตาแล้วเนี่ย!"
"แจกความหวานกันสดๆ เลยจ้า ทานตะวันหล่อละลายไปเลย แกเห็นรอยยิ้มเอ็นดูของเขาเมื่อกี้ไหม?"
"เห็นสิๆ! โอ๊ย ฉันตายสงบศพสีชมพูแล้ว!"
"..."
เสียงซุบซิบกรี๊ดกร๊าดดังแว่วมาจากข้างหลัง ทำเอาฉินเซี่ยงหยางถึงกับพูดไม่ออก ทว่าพอเดินกลับมาถึงที่นั่งตัวเอง เขากลับต้องเผชิญกับภาพบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ลู่เจิ้งฉีกับโจวเจี้ยนนั่งกอดอก จ้องมองฉินเซี่ยงหยางด้วยสายตาเย็นชา
"ไอ้คู่รักสารเลว!"
"บวกหนึ่ง!"
"ฉันขอเตือนแกไว้ก่อนเลยนะ!"
"ตามนั้น!"
"หัดเกรงใจคนโสดบ้าง!"
"ใช่แล้ว!"
"ขืนทำตัวแบบนี้อีก ฉันจะไปฟ้องครูจริงๆ ด้วย!"
"ไปด้วยกันเลย!"
...
ฉินเซี่ยงหยางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ เมินเฉยต่อรังสีอำมหิตของเจ้าพวกหมาหัวเน่าสองตัวนี้ แล้วก้มหน้าท่องศัพท์ภาษาอังกฤษต่อ
"ฉันจะบอกอะไรให้นะเว้ย มีคนกำลังคิดจะตีท้ายครัวแกอยู่ว่ะ!"
พอนั่งลงปุ๊บ ลู่เจิ้งฉีก็รีบกระซิบกระซาบส่งข่าวทันที
เห็นได้ชัดว่า ถึงปากจะบอกว่าเกลียดชังพวกมีคู่ แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยังคงเข้าข้างเพื่อนร่วมโต๊ะของตัวเองอยู่ดี
"ใครวะ?"
ฉินเซี่ยงหยางอดไม่ได้ที่จะถามกลับ
"ไอ้ราชาขี้เก๊ก"
ราชาขี้เก๊ก หรือก็คือหวังเส่าปิน แค่ฉายานี้ก็อธิบายลักษณะนิสัยของเขาได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วว่า หมอนี่ชอบขี้โม้โอ้อวด ชอบทำตัวโดดเด่นเป็นที่สุด
บ้านของหวังเส่าปินเปิดโรงงาน ฐานะทางบ้านถือว่าค่อนข้างมีอันจะกิน ซึ่งเรื่องนี้สืบรู้ได้ไม่ยากเลย เพราะถ้าคุณเกิดเผลอไปแสดงความสนใจในตัวเขาเข้าแม้แต่นิดเดียว เขาก็จะรีบสาธยายเรื่องโรงงานของที่บ้านให้คุณฟังอย่างละเอียดยิบประหนึ่งวิทยากรบรรยายงานสัมมนา เขามีโทรศัพท์มือถือรุ่นส้มหกอยู่ในมือ ซึ่งเขาขนานนามให้มันว่าเป็น 'ราชาแห่งโทรศัพท์' ประจำห้องเรียน หรือแม้กระทั่งประจำโรงเรียนเลยก็ว่าได้
ทุกวันพอกลับถึงหอพัก เขาก็จะเอาโทรศัพท์มือถือออกมาถือโชว์หรา ดูนู่นเล่นนี่ โทรศัพท์คุยกับคนนู้นคนนี้ พอค้นพบฟีเจอร์ใหม่ๆ ของระบบปฏิบัติการส้ม เขาก็จะรีบไปพรีเซนต์ให้เพื่อนร่วมชั้นฟังอย่างกระตือรือร้น บางทีก็บ่นว่าระบบนี้มันยังไม่เสถียรบ้าง ฟังก์ชันยังไม่ครบถ้วนบ้าง ดูเหมือนเขาจะปลาบปลื้มกับสายตาอิจฉาตาร้อนของเพื่อนร่วมชั้นเป็นอย่างมาก
และภายใต้สถานการณ์ที่มีกฎระเบียบเข้มงวดแบบนี้ การที่เขายังสามารถพกโทรศัพท์มือถือมาโรงเรียนได้จนถึงป่านนี้โดยไม่ถูกครูจับได้และยึดไป ก็ถือว่าหมอนี่มีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ เขาได้ฟังมาจากปากของลู่เจิ้งฉีทั้งนั้น
ฉินเซี่ยงหยางอดไม่ได้ที่จะปรายตามองไปทางหมอนั่น ก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเขาอยู่พอดี แต่พอสายตาประสานกัน หมอนั่นก็รีบเบือนหน้าหนี แล้วแกล้งทำเป็นหันไปคุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะแทน
"ก็ปล่อยให้มันจีบไปดิ"
ฉินเซี่ยงหยางตอบกลับด้วยท่าทางสบายๆ
"ถ้าเกิดหล่อนโดนแย่งไปจริงๆ แกจะทำยังไงวะ?"
ลู่เจิ้งฉีหันมาถาม
"โดนแย่งก็ปล่อยให้แย่งไปสิวะ"
ฉินเซี่ยงหยางหันไปมองเพื่อนร่วมโต๊ะ แล้วพูดด้วยความมั่นใจ
"อีกอย่าง ฉันคิดว่าไอ้หมอนั่นแย่งไปไม่ได้หรอก"
ถ้าเกิดเวินหย่าหลงคารมหวังเส่าปินจนยอมคบด้วยจริงๆ ฉินเซี่ยงหยางก็คงจะผิดหวังมาก แต่เขามั่นใจว่าเรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
"เหอะ ตอนนี้ทำเป็นมั่นหน้าไปเถอะ ระวังเอาไว้ให้ดี พอหล่อนโดนแย่งไปจริงๆ แกจะได้นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่ง"
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจเกินเบอร์ของฉินเซี่ยงหยาง ลู่เจิ้งฉีก็ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ก่อนจะพูดจาถากถาง
"ใกล้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว มันยังคิดจะหาเรื่องปวดหัวอีกงั้นเหรอ?"
ฉินเซี่ยงหยางไม่เคยรู้สึกดีกับหวังเส่าปินอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนก็แค่คนรู้จักที่แค่พยักหน้าทักทายกันเท่านั้น และครั้งนี้ เขาก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดชังอะไรหมอนั่นเป็นพิเศษ
ถึงแม้ไอ้ราชาขี้เก๊กนี่จะคิดตีท้ายครัวแย่งผู้หญิงของเขา แต่ในสายตาของฉินเซี่ยงหยาง หมอนี่ก็เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ได้มีความสามารถพอจะมาเป็นคู่แข่งของเขาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะเมินเฉยต่อการกระทำของหมอนั่น
"ไอ้หมอนี่มันมีวันไหนบ้างที่ไม่หาเรื่องปวดหัว?"
ลู่เจิ้งฉีแค่นเสียงเยาะ เขาไม่ค่อยลงรอยกับหวังเส่าปินมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครั้งหนึ่งเคยมีเรื่องบาดหมางกันจนเกือบจะวางมวยกันเลยทีเดียว เขาจึงเหม็นขี้หน้าหมอนั่นเป็นอย่างมาก ฉายา 'ราชาขี้เก๊ก' ก็มีต้นกำเนิดมาจากปากของเขานี่แหละ
จังหวะนั้นเอง ฉินเซี่ยงหยางก็เห็นหวังเส่าปินลุกจากที่นั่ง เดินตรงไปที่โต๊ะของเวินหย่า ไม่รู้ว่าไปพูดอะไรกับเธอ จากนั้นเขาก็หยิบสมุดการบ้านของเธอไปเล่มหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองฉินเซี่ยงหยางด้วยสายตาท้าทาย
"หึ น่าสนุกดีนี่!"
ฉินเซี่ยงหยางมองดูการกระทำทั้งหมดนั้น มุมปากกระตุกยิ้มขึ้น ก่อนจะพึมพำออกมา
ลู่เจิ้งฉีถึงกับมองตาค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะสบถด่าในใจแบบไม่มีเสียง
รอยยิ้มเย็นชาของเพื่อนร่วมโต๊ะเมื่อกี้ แม่งโคตรจะเหมือนพวกประธานบริษัทมาดขรึมในละครทีวียิ่งกว่าตัวจริงเสียอีก ขนาดเขาที่เป็นผู้ชายแท้ๆ ยังเผลอมองจนตาพร่า โชคดีนะที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนเห็น ไม่งั้นคงโดนตกจนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว ไอ้เวรนี่มันกินอะไรเป็นอาหารวะเนี่ย ถึงได้หล่อลากไส้ขนาดนี้?
เสียแรงที่อุตส่าห์เป็นห่วงกลัวว่าแฟนนมันจะโดนแย่งไป ลองดูเบ้าหน้าหล่อๆ ของมันสิ ไอ้ราชาขี้เก๊กจะเอาอะไรมาสู้ได้วะ?
หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ!
แต่ก็นะ รอไขหัวเราะเยาะตอนที่ไอ้ราชาขี้เก๊กนั่นหน้าแตกหมอไม่รับเย็บก็น่าจะสนุกดีเหมือนกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เจิ้งฉีก็ก้มหน้าก้มตาทำโจทย์ข้อสอบต่อไปอย่างสบายใจ
ตลอดทั้งวันนั้น ในช่วงพักเบรก หวังเส่าปินจะคอยเดินไปป้วนเปี้ยนที่โต๊ะของเวินหย่าเป็นระยะๆ ไม่รู้ว่าไปชวนคุยเรื่องอะไรนักหนา แต่ฉินเซี่ยงหยางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เขายังคงตั้งใจเรียนต่อไป
เรื่องอื่นฉินเซี่ยงหยางไม่รู้หรอก เขารู้แค่ว่าพอถึงเวลาเลิกเรียน เพื่อนร่วมชั้นเวินหย่าก็ยังคงมายืนรอเขาที่หน้าประตูโรงเรียนด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยเหมือนเดิม
แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
[จบตอน]