- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นมหาเศรษฐี แค่ขูดหวยก็รวยได้
- ตอนที่ 13 ร้านชานมซีซี
ตอนที่ 13 ร้านชานมซีซี
ตอนที่ 13 ร้านชานมซีซี
ตอนที่ 13 ร้านชานมซีซี
วันรุ่งขึ้น ฉินเซี่ยงหยางไปโรงเรียนตามปกติ ทว่ากลับไม่เห็นเวินหย่า ตอนที่คุณครูเดินเข้ามาในห้องแล้วพบว่ามีนักเรียนหายไปหนึ่งคนก็ไม่ได้แปลกใจอะไร อาจจะลางานป่วยก็ได้
ฉินเซี่ยงหยางแอบเดาอยู่ในใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกเป็นห่วงอยู่ลึกๆ และด้วยความที่เวินหย่าไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มือถือ จึงไม่ได้ทิ้งเบอร์ติดต่อเอาไว้ให้ ทำให้เขาไม่รู้จะส่งข้อความไปถามไถ่ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้น
ดูท่าคงต้องซื้อโทรศัพท์มือถือให้เธอสักเครื่องแล้วล่ะ... เยี่ยมไปเลย ได้ช่องทางปั่นค่าประสบการณ์มาอีกหนึ่ง
"มีเรื่องจะบอกเว้ย"
ลู่เจิ้งฉีทำท่าทางลับๆ ล่อๆ กระซิบกระซาบ
"เรื่องอะไรวะ?"
ฉินเซี่ยงหยางถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
"เฉียนหลานคนนั้นน่ะ เลิกกับแฟนหนุ่มของหล่อนแล้วเว้ย!"
ลู่เจิ้งฉีทำหน้าตาจริงจังราวกับกุมความลับระดับชาติเอาไว้
"แค่นี้เนี่ยนะ?"
ฉินเซี่ยงหยางกลอกตาอย่างเอือมระอา
"นี่มันก็เพราะแกไม่ใช่หรือไง?"
"หืม?"
ฉินเซี่ยงหยางเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อวันก่อนแม่สาวที่ชื่อเฉียนหลานเพิ่งจะส่งจดหมายรักมาให้เขา แต่เพราะสองวันนี้มีเรื่องวุ่นวายมากมาย เขาก็เลยลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท จึงถามกลับไป
"เพราะเรื่องจดหมายรักน่ะเหรอ?"
"ก็ใช่น่ะสิ ไม่งั้นจะเพราะเรื่องอะไรได้อีกวะ?"
ลู่เจิ้งฉีตอบกลับหน้าตาเฉย
ฉินเซี่ยงหยางปรายตามองอีกฝ่าย แอบด่าในใจว่า 'ก็ไม่ใช่เพราะพวกแกปากสว่างกันเองหรือไงวะ?'
"เดี๋ยวตอนพักเบรกไปร้านสหกรณ์เป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ อยากซื้อน้ำกินสักขวด"
ฉินเซี่ยงหยางก้มหน้าทำโจทย์ข้อสอบต่อ
"ไม่ไป"
"เดี๋ยวฉันเลี้ยง"
"งั้นฉันเอาน้ำเจียนเจี้ยว"
"ได้"
...
ตกบ่าย เวินหย่าก็ยังคงไม่มาเรียน ฉินเซี่ยงหยางลองถามเพื่อนนักเรียนหญิงสองคนดู แต่พวกเธอก็ไม่รู้เหมือนกัน แถมยังทำหน้าตาอยากรู้อยากเห็น แล้วย้อนถามเขาว่ามีธุระอะไรกับเวินหย่างั้นหรือ
ฉินเซี่ยงหยางยิ้มส่ายหน้า ไม่ได้ตอบอะไร
เวลาเลิกเรียนมาถึงตามปกติ เขากลับบ้าน ทำการบ้าน และเข้านอนโดยไม่มีเรื่องราวใดๆ เกิดขึ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินเซี่ยงหยางนอนตื่นสาย รอจนกระทั่งพ่อกับแม่ออกจากบ้านไปแล้ว เขาถึงค่อยๆ งัวเงียลุกจากเตียง กินข้าวเช้า ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษไปสองสามคำ พอเห็นว่าได้เวลาแล้ว เขาก็โบกเรียกแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟฉางชิง
ร้านกาแฟฉางชิงเปิดมาหลายปีแล้ว กิจการก็เรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่แปลกตรงที่ในยุคหลังๆ ร้านนี้ก็ยังไม่เจ๊ง ไม่รู้เหมือนกันว่าเถ้าแก่เขาคิดอะไรอยู่
เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ฉินเซี่ยงหยางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นผู้หญิงสวมหมวกคนหนึ่งกำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ เขาจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเธอทันที
หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้คุยกันผ่านข้อความสั้นๆ ทางอินเทอร์เน็ต ตกลงกันไว้ว่าพานเสี่ยวถิงจะสวมหมวกมา เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ
เธอดูอายุประมาณยี่สิบกว่าๆ รูปร่างหน้าตาจัดว่าดูดีเลยทีเดียว ที่สำคัญคือเธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจบางอย่าง ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่น่าประทับใจมาก หลังจากกวาดสายตามองประเมินเธอครู่หนึ่ง ฉินเซี่ยงหยางก็ทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม
พานเสี่ยวถิงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วยิ้มทักทาย
"หนุ่มหล่อ พี่สาวกำลังรอคนอยู่นะจ๊ะ!"
ฉินเซี่ยงหยางดูเด็กเกินไป ใบหน้ายังคงความไร้เดียงสาเอาไว้ ถึงแม้จะหล่อเหลาเอาการก็เถอะ แต่บังเอิญว่าวันนี้เธอมีธุระสำคัญ ไม่อย่างนั้นเธอคงอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อเด็กหนุ่มคนนี้เล่นสักหน่อย
ฉินเซี่ยงหยางไม่ได้ใส่ใจ เอ่ยแนะนำตัว
"สวัสดีครับ ผมชื่อฉินเซี่ยงหยาง"
พานเสี่ยวถิงถึงกับอึ้งไป ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะหลุดขำออกมาด้วยความกระอักกระอ่วน
"ขอโทษทีค่ะ ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะ... อายุน้อยขนาดนี้"
นี่... คงไม่ได้ยังเรียนหนังสืออยู่หรอกนะ?
คงไม่ได้มาหลอกฉันเล่นใช่ไหมเนี่ย?
อารมณ์ของพานเสี่ยวถิงเริ่มขุ่นมัว รู้สึกตะหงิดๆ ว่านายทุนที่นัดเจอกันวันนี้ดูจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ แต่ด้วยมารยาทพื้นฐาน เธอจึงรีบเรียกพนักงานให้ยกกาแฟที่สั่งเอาไว้ก่อนหน้านี้มาเสิร์ฟทันที
"คุณฉิน ไม่ทราบว่าตอนนี้ทำงานอยู่ที่ไหนคะ?"
พอกาแฟมาเสิร์ฟ พานเสี่ยวถิงก็ลองหยั่งเชิงถามดู
ฉินเซี่ยงหยางรู้ดีว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ จึงตอบไปตามตรง
"ตอนนี้ผมยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายครับ แต่คุณวางใจได้เลย ผมมีทุนรอนมากพอที่จะคุยเรื่องการลงทุนในวันนี้แน่นอน ถ้าคุณไม่เชื่อ เดี๋ยวเราไปเช็กยอดเงินที่ธนาคารตอนนี้เลยก็ได้"
พานเสี่ยวถิงลอบประหลาดใจอยู่ในใจ เริ่มรู้สึกจริงจังขึ้นมาบ้างแล้ว เธอพูดว่า
"คุณฉินล้อเล่นแล้วค่ะ ทำไมฉันจะไม่เชื่อในศักยภาพของคุณล่ะคะ?"
ถึงแม้หนุ่มหล่อตรงหน้าจะอายุน้อยกว่าเธอหลายปี แต่... คนมีเงินก็คือพระเจ้านั่นแหละ เธอจึงยังคงใช้คำพูดที่สุภาพให้เกียรติ ทว่าในใจกลับแอบดูแคลนอยู่ลึกๆ คิดว่าคงเป็นลูกเศรษฐีที่ไหนนึกสนุกอยากจะเอาเงินมาผลาญเล่นกระมัง
แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงซะขอแค่ยอมจ่ายเงินก็พอแล้ว!
"ดีครับ งั้นลองเล่าไอเดียของคุณมาสิครับ ร้านที่คุณอยากจะเปิด ชื่อร้านชานมซีซีใช่ไหมครับ?"
ฉินเซี่ยงหยางจิบกาแฟไปอึกหนึ่ง อืม รสชาติไม่ได้เรื่องเหมือนเคย
"ใช่ค่ะ คือฉันคิดเอาไว้แบบนี้นะคะ ขนาดร้านไม่ต้องใหญ่มาก ใช้พื้นที่แค่ครึ่งเดียวของร้านกาแฟนี้ก็พอ แล้วก็ไปเปิดแถวๆ มหาวิทยาลัยซูเฉิง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักก็คือนักศึกษา ขายชานมแก้วละห้าหยวน ต้นทุนจริงๆ มันต่ำมากค่ะ แค่ใช้ผงชานมชงเอาก็ได้แล้ว ต้นทุนน่าจะตกแก้วละประมาณห้าเหมา ถ้าใส่แก้วกลับบ้าน ก็ตกประมาณแปดเหมาถึงหนึ่งหยวน กำไรเห็นๆ เลยล่ะค่ะ คุณลองดูแผนธุรกิจฉบับนี้ก่อนก็ได้นะคะ"
วันนี้พานเสี่ยวถิงเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ถึงแม้เธอจะคิดว่าเด็กเมื่อวานซืนตรงหน้าคงอ่านไม่รู้เรื่องก็เถอะ แต่เธอก็ยังคงหยิบแฟ้มเอกสารออกมาจากกระเป๋า ยื่นส่งให้เขาแล้วอธิบายต่อ
"ฉันไปสำรวจมาแล้วค่ะ แถวๆ มหาวิทยาลัยซูเฉิงมีร้านขายชาดำอยู่แค่ร้านเดียว ขายพวกชาดำ ชาเขียว ชามะลิ ราคาแก้วละสองหยวน วันหนึ่งขายได้ประมาณร้อยแก้ว ร้านชานมของเราน่าจะสู้คู่แข่งได้สบายๆ เลยล่ะค่ะ แถมยังมีพื้นที่ให้พวกคู่รักนักศึกษาได้มานั่งจู๋จี๋กันด้วย..."
พานเสี่ยวถิงอธิบายอย่างฉะฉาน
"การเปิดร้านใกล้ๆ มหาวิทยาลัยยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง ก็คือเราสามารถจ้างนักศึกษามาทำงานพาร์ตไทม์ได้ ค่าจ้างก็ถูก ไม่ต้องเซ็นสัญญาจ้าง ไม่ต้องจ่ายประกันสังคม แค่วันละสามสิบหยวนก็อยู่แล้วล่ะค่ะ..."
ฉินเซี่ยงหยางเปิดดูแผนธุรกิจพลางพยักหน้าเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่าพานเสี่ยวถิงพิจารณารายละเอียดต่างๆ มาอย่างรอบคอบรัดกุมดีทีเดียว หากทำตามแผนการนี้ ก็น่าจะเปิดร้านได้อย่างราบรื่น ทว่า... นี่ไม่ใช่แผนธุรกิจในแบบที่เขาต้องการ
พานเสี่ยวถิงอธิบายจนจบช่วงหนึ่ง ในใจรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอคิดว่าด้วยคำพูดที่ซักซ้อมมาเป็นอย่างดีแค่นี้ การจะหลอกล่อเด็กหนุ่มที่ยังอ่อนต่อโลกตรงหน้าคงจะง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ถึงตอนนั้นจะแต่งร้านสไตล์ไหนดีนะ?
"เรื่องที่คุณพูดมามันก็ดีอยู่หรอก แต่... มันค่อนข้างจะขัดแย้งกับไอเดียของผมน่ะสิ"
ฉินเซี่ยงหยางวางแฟ้มแผนธุรกิจลง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พานเสี่ยวถิงใจหายวาบ รีบถามกลับทันที
"คุณรู้สึกไม่พอใจตรงไหนหรือเปล่าคะ? เรามาคุยกันใหม่ได้นะคะ"
ฉินเซี่ยงหยางจ้องมองพานเสี่ยวถิงเขม็ง ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยถาม
"อย่างแรกเลย... คุณชงชานมเป็นหรือเปล่า?"
พานเสี่ยวถิงชะงักไปครู่หนึ่ง เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับทักษะการชงชานมของเธอด้วยล่ะ?
แต่เธอก็ยังคงตอบไปว่า
"เป็นค่ะ"
แน่นอนว่าเธอชงชานมเป็น แถมรสชาติก็ยังจัดว่าอร่อยทีเดียว เธอจึงเคยนึกสนุกคิดอยากจะเปิดร้านชานมดูสักครั้ง แล้วความคิดนั้นก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ แถมถ้าเปิดร้านชานม เธอก็จะมีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องทนทำงานงกๆ เงิ่นๆ สะดวกต่อการดูแลลูก และยังสามารถเก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษาให้ลูกในอนาคตได้อีกด้วย
"แล้วคุณคิดว่าชานมที่คุณชงเอง กับชานมที่ชงจากผงชงสำเร็จรูป รสชาติมันต่างกันไหม?"
ฉินเซี่ยงหยางถามต่อ
"เรื่องรสชาติ... มันก็ต้องด้อยกว่าอยู่แล้วล่ะค่ะ"
พานเสี่ยวถิงเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ จึงพูดต่อ
"แต่ถ้าใช้นมสดกับชาดำมาทำ ต้นทุนมันก็จะบานปลายจนควบคุมไม่ได้ พวกนักศึกษาเขาไม่ยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อซื้อชานมหรอกนะคะ"
เด็กนักเรียนในยุคนี้ยังไม่ได้มีเงินถุงเงินถังกันสักเท่าไหร่ แน่นอนว่าฉินเซี่ยงหยางย่อมรู้เรื่องนี้ดี เขาจึงพูดขึ้น
"เพราะอย่างนั้นไง... เราถึงต้องไปเปิดร้านในย่านใจกลางเมือง"
[จบตอน]