- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญอะไรกัน นี่มันบุฟเฟ่ต์วิญญาณของข้าชัดๆ
- บทที่ 14 - ร่างแยกที่หลบหนี
บทที่ 14 - ร่างแยกที่หลบหนี
บทที่ 14 - ร่างแยกที่หลบหนี
บทที่ 14 - ร่างแยกที่หลบหนี
"เขาออกไปแล้วงั้นหรือ"
"เขาออกไปได้อย่างไร"
"เขาไม่ควรออกไปเลย"
เสียงกระซิบกระซาบดังแผ่วเบาดังขึ้นสลับกันไปมาหลังเคาน์เตอร์อย่างต่อเนื่อง
และไอแค้นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็เริ่มก่อตัวและลอยคลุ้งขึ้นในสถานที่แห่งนี้
ทว่าหลังจากที่มีเงาร่างหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาจากด้านนอก ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านขายวิชาภูตผีแห่งนี้ก็กลับคืนสู่สภาวะปกติในพริบตา
ผู้ที่เข้ามาใหม่นี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนเป็น
เขาสวมหน้ากากรูปหน้าเสือที่ซ้อนทับอยู่บนใบหน้าคน ดูเหมือนเขาจะคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะทันทีที่เข้ามาเขาก็เอ่ยปากขึ้นว่า "ไม่ซื้อวิชาภูตผี แต่จะขอซื้อข่าว จ่ายตามราคาวิชาภูตผีเลย"
ฉับพลันนั้น แสงสว่างในร้านที่เคยสลัวก็เริ่มสว่างไสวขึ้น เงาร่างที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
พวกเขาคือผู้คนที่สวมชุดคลุมสีดำ มองไม่เห็นใบหน้าเนื่องจากถูกบดบังด้วยหน้ากากหนาเตอะที่ไร้ซึ่งหน้าตา ทำได้เพียงแยกแยะเพศชายหญิงจากลักษณะทางกายภาพเท่านั้น
ทว่าสิ่งที่น่าแปลกก็คือ ผู้คนที่สวมหน้ากากไร้หน้าตาเหล่านี้กลับยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับหุ่นเชิดที่ถูกจัดวางไว้
ประตูหลังเคาน์เตอร์ถูกเปิดออก พร้อมกับเงาร่างหนึ่งที่ค่อยๆ ก้าวเดินออกมา และทุกย่างก้าวที่มันก้าวเดิน เงาร่างของมันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อมันปรากฏตัวให้เห็นอย่างชัดเจน ภาพที่อยู่ตรงหน้ากลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
เพราะมันคือก้อนหินทรงกลมที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนอย่างแน่นหนา และบนก้อนหินนั้นก็มีใบหน้าคนปรากฏอยู่เต็มไปหมด ใบหน้าเหล่านั้นมีทั้งชายหญิง คนแก่และเด็ก ซึ่งแต่ละใบหน้าต่างก็แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป
"เจ้าต้องการข่าวอะไร" ทว่าแม้ใบหน้าจะแตกต่างและสีหน้าจะเปลี่ยนไปมา แต่เสียงที่เปล่งออกมาจากใบหน้าเหล่านั้นกลับเป็นเสียงเดียวกันทั้งหมด
"ข่าวเรื่องที่มีผีร้ายหายตัวไปในเกมพิศวงช่วงนี้ เป็นเรื่องจริงหรือไม่" ชายสวมหน้ากากหน้าเสือเอ่ยถาม
"เป็นความจริง" เสียงที่แตกต่างกันหลายเสียงตอบกลับมาพร้อมกันด้วยคำตอบเดียวกัน
ชายผู้นั้นรีบหยิบนิ้วมือที่โชกเลือดท่อนหนึ่งออกมาวางบนเคาน์เตอร์ แล้วถามต่อว่า "ฝีมือใคร"
ทว่าก้อนหินประหลาดกลับไม่ตอบคำถามของเขา ใบหน้าทั้งหมดบนก้อนหินต่างจ้องมองมาที่ชายผู้นี้เป็นตาเดียว
มีทั้งใบหน้าร้องไห้ ใบหน้าหัวเราะ ใบหน้าโกรธเกรี้ยว... ทำเอาชายผู้นี้รู้สึกขนลุกซู่ คิดว่าผีร้ายก้อนหินตนนี้กำลังจะลงมือทำร้ายเขาเสียแล้ว
โชคดีที่ในตอนนั้น ใบหน้าเหล่านั้นก็ยอมเอ่ยปากพูดออกมา "นี่คือข่าวที่สอง"
"นี่คือนิ้วขาดของผีพฤกษาแห้ง มีมูลค่าสิบกุศลกรรม ส่วนราคาวิชาภูตผีหนึ่งวิชาคือห้ากุศลกรรม" ชายผู้นี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกับรีบอธิบาย
ทว่าก้อนหินประหลาดกลับไม่ยอมรับราคานี้ "นิ้วขาดของผีพฤกษาแห้ง มีมูลค่าขนาดนั้นก็แค่ในหมู่พวกเจ้าเท่านั้นแหละ แต่ที่นี่มันมีค่าแค่ห้ากุศลกรรมเท่านั้น"
ชายผู้นี้เงียบไปครู่หนึ่ง ทว่าไม่นานเขาก็หยิบนิ้วมือโชกเลือดออกมาอีกท่อน "นี่คือนิ้วขาดอีกท่อนของผีพฤกษาแห้ง"
ใบหน้าบนก้อนหินประหลาดปรายตามองนิ้วมือท่อนนั้น คล้ายกับกำลังประเมินมูลค่า จากนั้นใบหน้าเหล่านั้นก็เอ่ยขึ้นว่า "ไม่รู้ และไม่มีใครรู้ด้วย"
"ไม่มีใครรู้เลยงั้นหรือ" ชายผู้นี้รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะในดินแดนคนผีปะปนแห่งนี้ เมื่อการซื้อขายเริ่มต้นขึ้น ห้ามมีการหลอกลวงคู่ค้าเด็ดขาด
และก้อนหินประหลาดนี้ แม้จะดูเหมือนเป็นเพียงผีร้ายที่มีลักษณะพิเศษ ทว่าแท้จริงแล้วมันคือร่างแยกที่หลบหนีมาของยมเทพตนหนึ่ง
ว่ากันว่ายมเทพตนนั้นเกิดอุบัติเหตุจนถูกผนึกเอาไว้ และในช่วงที่ยมเทพถูกผนึก ร่างแยกของมันก็เกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมา เมื่อพยายามจะกลืนกินร่างต้นแต่ไม่สำเร็จ ร่างแยกนี้จึงหลบหนีมายังดินแดนคนผีปะปนแห่งนี้ เพื่ออาศัยความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ในการหลบซ่อนจากการตามล่าของร่างต้น
และเนื่องจากขโมยพลังบางส่วนของยมเทพผู้เป็นร่างต้นมาได้ ผีร้ายก้อนหินตนนี้จึงสามารถล่วงรู้ความลับมากมายที่คนทั่วไปไม่รู้
จากนั้นชายผู้นี้ก็เดินจากไป
ช่างบังเอิญเสียจริง ทันทีที่ชายผู้นี้เดินออกจากร้านไป ถานซูฉางที่เดินดูของในตลาดด้านนอกอยู่พักหนึ่งก็เดินกลับมาพอดี
ตลาดแห่งนี้คึกคักและเงียบสงบในเวลาเดียวกัน แถมยังมีผีอยู่เต็มไปหมด ทว่าถานซูฉางรู้สึกว่าพวกผีที่มาตั้งแผงขายของพวกนี้ดูแล้วพลังคงไม่เท่าไหร่ เผลอๆ อาจจะเป็นผู้เล่นเสียด้วยซ้ำ
ที่สำคัญที่สุดคือ ของที่วางขายอยู่บนแผงพวกนั้น ถานซูฉางดูไม่ออกเลยสักชิ้น แถมยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใช้ประโยชน์จากของพวกนี้เลยด้วย
ดังนั้นแทนที่จะเสี่ยงไปจับพวกผีที่ตั้งแผงขายของ สู้มาจับเจ้าของร้านนี่จะดีกว่า
การที่สามารถเปิดร้านในดินแดนคนผีปะปนแห่งนี้ได้ แม้จะเป็นเพียงแค่รอบนอกสุด ทว่าเจ้าของร้านจะต้องเป็นผีร้ายที่แข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน
ก็แหม ร้านค้าในตลาดแห่งนี้มีอยู่แค่ไม่กี่ร้านเองนี่นา
และการกลับมาของถานซูฉางก็ทำให้ผีร้ายก้อนหินที่อยู่ที่นี่ดีใจจนเนื้อเต้น เพราะยิ่งมันล่าคนที่เพิ่งเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ได้มากเท่าไหร่ พลังที่มันจะได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
"ที่นี่อนุญาตให้เข้าได้เฉพาะร่างจริงเท่านั้น!" ผีร้ายก้อนหินพุ่งตรงเข้าไปหาถานซูฉางทันที
ในเวลานี้ ถานซูฉางได้เห็นร่างจริงของผีร้ายตนนี้แล้ว เมื่อได้เห็นไอสังหารอันเข้มข้นที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกเบิกบานใจในทันที
มาถูกที่แล้วจริงๆ!
ดูความดุร้ายของผีร้ายตนนี้สิ พลังแทบจะเทียบชั้นยมเทพได้อยู่แล้ว!
ยมเทพก็คือภูตผีที่ทรงพลังยิ่งกว่าผีร้ายนั่นเอง ทว่าแม้จะมีคำว่าเทพนำหน้า แต่แก่นแท้ของมันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่นัก
ก็แค่พลังแข็งแกร่งกว่าผีร้าย ผนวกกับสามารถควบคุมสติของตนเองได้แล้ว เผลอๆ อาจจะมีสติสัมปชัญญะเทียบเท่ากับคนปกติเลยด้วยซ้ำ
"ไม่มีปัญหา"
ถานซูฉางตกปากรับคำทันที ทว่าเมื่อร่างจริงของเขาเข้ามาในดินแดนคนผีปะปนแห่งนี้ เจ้าของร้านขายวิชาภูตผีกลับกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว "เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่"
ท้ายที่สุดแล้วมันก็คือร่างแยกของยมเทพ สิ่งที่ผีร้ายทั่วไปมองไม่ออก ผีร้ายก้อนหินตนนี้กลับมองเห็นความผิดปกติบางอย่างได้
ถานซูฉางไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เขากำลังขาดผีร้ายตนสุดท้ายอยู่พอดี
ฉับพลันนั้น แสงสีดำก็เปล่งประกายขึ้นที่ปลายนิ้วทั้งห้าข้างซ้ายของเขา และในเสี้ยววินาทีที่อักขระสีดำปรากฏขึ้น ผีร้ายก้อนหินก็ขยับตัวไม่ได้อีกเลย
นี่คืออานุภาพแห่งพลังสะกดข่ม
จากนั้นถานซูฉางก็ใช้วิธีที่ป่าเถื่อนและเรียบง่ายที่สุด จับมันยัดใส่แขนเสื้อของเขาไป
"ไหนๆ ก็มาแล้ว ห่อของพวกนี้กลับไปศึกษาสักหน่อยก็คงดี" ตอนแรกถานซูฉางตั้งใจจะจากไปทันที ทว่าเมื่อกวาดสายตาไปเห็นนิ้วมือประหลาดสองท่อนและม้วนตำราไม้ไผ่ที่ถูกผนึกไว้อีกกว่าสิบม้วนบนเคาน์เตอร์ เขาก็หยิบติดมือกลับมาด้วย
คำว่าวิชาภูตผี เขาเคยได้ยินผู้เล่นคนหนึ่งพูดถึงในดันเจี้ยนก่อนหน้านี้ และจากอารมณ์ของผู้เล่นคนนั้นที่คิดว่าวิชาของเขาคือวิชาภูตผี แสดงว่าของที่ชื่อวิชาภูตผีนี้คงต้องเป็นของล้ำค่ามากแน่ๆ ดังนั้นต่อให้เขาจะไม่ได้ใช้ การเก็บไว้เอาไปแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องผีร้ายกับผู้เล่นคนอื่นในวันข้างหน้าก็คงไม่เลวเลยทีเดียว
แค่เปลี่ยนความคิด หน้าต่างสถานะก็ถูกเรียกขึ้นมา จากนั้นถานซูฉางก็เพ่งสายตาไปที่รูปหน้ากากตรงบรรทัดสุดท้าย เพียงพริบตาเดียว เขาก็หายตัวไปจากดินแดนคนผีปะปนแห่งนี้
ทว่าถานซูฉางจากไปอย่างสบายใจเฉิบ ดินแดนแห่งนี้กลับเกิดความวุ่นวายขึ้นหลังจากที่เขาจากไปได้ไม่นาน
เพราะบรรดาเงาร่างที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงเหล่านั้น ล้วนเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาในดินแดนคนผีปะปนแห่งนี้เป็นครั้งแรก และถูกผีร้ายก้อนหินล่อลวงให้ใช้ร่างจริงเข้ามา จากนั้นก็ถูกชักนำให้ทำผิดกฎ จนถูกผีร้ายก้อนหินยึดใบหน้าไป
คนเหล่านี้เปรียบเสมือนหุ่นเชิดมนุษย์ ทว่าสิ่งที่แตกต่างจากหุ่นเชิดมนุษย์ทั่วไปก็คือ เมื่อผีร้ายก้อนหินผู้เป็นนายตายไป คนเหล่านี้ก็คืนสติกลับมาทันที ทว่าเนื่องจากตอนนี้พวกเขาไม่มีใบหน้า ทำให้มองไม่เห็นและไม่ได้ยินเสียงใดๆ พวกเขาจึงทำได้เพียงวิ่งพล่านและไขว่คว้าไปทั่ว
และเมื่อคนไร้ใบหน้าเหล่านี้วิ่งเตลิดออกไป ข่าวเรื่องผีร้ายก้อนหินแห่งร้านขายวิชาภูตผีหายตัวไปอย่างลึกลับ และร้านถูกปล้นสะดมก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
[จบแล้ว]