- หน้าแรก
- นายทวารท้าลิขิต ระบบคัดกรองศิษย์ขออภัยสำนักนี้ไม่ต้อนรับคนบาป
- บทที่ 25 - ใครมอบความกล้าให้มันกันแน่
บทที่ 25 - ใครมอบความกล้าให้มันกันแน่
บทที่ 25 - ใครมอบความกล้าให้มันกันแน่
บทที่ 25 - ใครมอบความกล้าให้มันกันแน่
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ตู้ม!
ครั้งนี้วารีไม่ได้ยั้งมืออีกต่อไป ร่างของหม่าหยวนถูกกระแทกจมลงไปในเกลียวคลื่น
พลังอันมหาศาลระเบิดผิวน้ำจนกลายเป็นหลุมลึกกว้างนับพันจ้าง เกลียวคลื่นที่ถูกซัดสาดพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับเสาค้ำสวรรค์ที่กำลังเคลื่อนตัว
หม่าหยวนที่มีใบหน้าซีดเผือดมองไปยังเกาะเต่ามังกรทองที่อยู่ไกลออกไป แววตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดผวาและเคลือบแคลงสงสัยอย่างหนัก
วารีเป็นถึงศิษย์ของยอดคนผู้บรรลุมรรค ซ้ำยังมีระดับพลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่จะต้องมาล้อเล่นกับมัน
มันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไม!
อีกอย่างหนึ่งก็คือ วารีรู้ชื่อของมันได้อย่างไรกัน
แม้ระดับเซียนทองคำจะไม่ใช่อ่อนแอ ทว่าเมื่อเทียบกับทั่วทั้งแผ่นดินยุคบรรพกาลแล้ว ก็ยังถือว่าไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขั้นที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังวิญญาณที่กำลังวิ่งพล่านอยู่ในร่างกาย หม่าหยวนก็พุ่งทะยานหลบหนีไปอีกทาง
ด้วยอาการบาดเจ็บหนักขนาดนี้ คาดว่าคงต้องใช้เวลารักษาตัวเป็นร้อยปีเลยทีเดียว
วารีไม่ได้สนใจหรอกว่าหม่าหยวนจะคิดเช่นไร เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็เข้ามาอยู่ภายในมหาค่ายกลแห่งหนึ่งแล้ว
ภายในค่ายกลมีหมอกสีแดงม้วนตัวฟุ้งกระจาย มีลมพายุและสายฟ้าแลบแปลบปลาบจนมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
เมื่อเพ่งมองให้ดี ท่ามกลางกระแสลมที่พัดกระหน่ำมีเม็ดทรายสีแดงขนาดเล็กปลิวว่อนอยู่ ร่างร่างหนึ่งกำลังส่งเสียงร้องโหยหวนอยู่ท่ามกลางพายุทรายนั้น สายตาของร่างนั้นจ้องเขม็งไปยังเตาหลอมแปดทิศที่ตั้งอยู่ไกลออกไป เบื้องบนของเตาหลอมมีกลุ่มหมอกสีแดงหมุนวนอยู่อย่างโดดเด่นสะดุดตา
"ได้เวลาปรับปรุงค่ายกลนี้แล้วสินะ"
วารีพึมพำเสียงเบา ทันใดนั้นโดยที่เขาไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย เสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้องขึ้นภายในค่ายกล บนเตาหลอมแปดทิศที่อยู่ไกลออกไปปรากฏสายทรายสีแดงควบแน่นขึ้น ค่ายกลทรายแดงซึ่งเป็นหนึ่งในค่ายกลสิบสลาย ทรายแดงเพียงหยิบมือซ่อนเร้นวิถีมรรคอันไร้ที่สิ้นสุด เตาหลอมแปดทิศเพิ่มพูนความลึกล้ำสุดหยั่งคาด
ภายในค่ายกลครอบคลุมสรรพสิ่ง แบ่งแยกตามหลักฟ้า ดิน และมนุษย์ ภายในซ่อนเร้นทรายแดงเอาไว้ แม้ภายนอกจะดูเหมือนทรายแดงธรรมดา ทว่าเมื่อสัมผัสโดนตัวกลับคมกริบดั่งใบมีด เบื้องบนมองไม่เห็นฟ้า เบื้องล่างมองไม่เห็นดิน ตรงกลางมองไม่เห็นมนุษย์
หากก้าวเข้ามาในค่ายกลนี้ เมื่อสายลมและสายฟ้าพัดพา ทรายแดงก็จะปลิวว่อนเข้าทำร้ายผู้คน เพียงพริบตาเดียวร่างกายนับประดาเนื้อหนังมังสาและกระดูกก็จะแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง
แน่นอนว่าหากนำไปเทียบกับค่ายกลทรายแดงของจริง ค่ายกลของวารีในยามนี้ก็ยังถือว่าห่างชั้นอยู่อีกมาก
ทรายแดงภายในค่ายกลทรายแดงของแท้นั้นผ่านการหลอมสร้างด้วยวิธีการพิเศษจนมีอานุภาพเทียบเท่าของวิเศษ เตาหลอมแปดทิศที่เป็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลก็ไม่ใช่ของธรรมดา ทว่าสำหรับค่ายกลในยามนี้ ทุกสิ่งล้วนเกิดจากการควบแน่นด้วยพลังเวทอันมหาศาลของวารี แม้จะมีพลังทำลายล้าง ทว่าก็ยังถือว่าด้อยกว่าอยู่ดี
แต่สำหรับปีศาจปลาดำที่ติดอยู่ในค่ายกลตอนนี้ นี่ถือเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุดแล้ว
"โฮก โฮก โฮก ไอ้บัดซบ ไอ้บัดซบ ค่ายกลนี้มันพลิกแพลงได้สารพัด แล้วมันยังพัฒนาตัวเองได้อีกงั้นหรือ"
ทรายแดงที่พุ่งเข้ามากระแทกร่างทำให้ปีศาจปลาดำโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ มันจำต้องก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปหนึ่งพันปีแล้ว มันถูกขังอยู่ที่นี่มาหนึ่งพันปีเต็มๆ แล้ว
ตอนที่ก้าวขึ้นเกาะเต่ามังกรทองใหม่ๆ ค่ายกลนี้ก็ทำให้มันต้องเสียเวลาไปหลายเดือนแล้ว
ค่ายกลนี้มันพิลึกพิลั่นเกินไป มีทั้งค่ายกลลวงตา ค่ายกลมายา มีคมหอกคมดาบโจมตี มีทั้งพายุฟ้าผ่าและพายุหิมะ กระทั่งเมื่อร้อยปีก่อนมันก็แปรเปลี่ยนเป็นหมอกสีแดงพัดกระหน่ำ
หลังจากใช้เวลาหลายสิบปี ในที่สุดมันก็หาจุดศูนย์กลางของค่ายกลพบ ในความคิดของมัน ขอเพียงคว่ำเตาหลอมแปดทิศนั่นลงได้ มันก็จะสามารถทำลายค่ายกลนี้ได้ ใครจะไปคิดว่าเพียงพริบตาเดียวอานุภาพของค่ายกลกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
วารีไม่ได้สนใจเสียงร้องโหยหวนของปีศาจปลาดำ เขากลับรู้สึกกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ตั้งใจจะใช้เจ้าพวกนี้มาช่วยขัดเกลาค่ายกล นึกไม่ถึงเลยว่าค่ายกลจะพัฒนาเร็วเกินไปจนเจ้าพวกนี้กลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว
ค่ายกลทรายแดงที่อยู่ตรงหน้ายังไม่ได้แสดงอานุภาพออกมาถึงหนึ่งในร้อยส่วนเลยด้วยซ้ำ ทว่าอีกฝ่ายกลับแทบจะรับมือไม่ไหวแล้ว ระดับขั้นเซียนแท้จริงนี่มันอ่อนแอเกินไปจริงๆ
วารีเลิกสนใจอีกฝ่าย เขาทยอยปรากฏตัวตามค่ายกลจุดอื่นๆ บนเกาะแล้วทำการเสริมความแข็งแกร่งให้กับค่ายกลทั้งหมด
เจ้าพวกนี้หมดประโยชน์แล้ว ถึงเวลาต้องไล่ตะเพิดออกจากเกาะเต่ามังกรทองเสียที เมื่ออานุภาพของค่ายกลเพิ่มขึ้น อีกไม่กี่วันพวกมันก็คงจะต้องถอยร่นออกมากันหมด
หลังจากเดินตรวจตราจนครบรอบ วารีก็เริ่มศึกษาค่ายกลอื่นๆ ในกลุ่มค่ายกลสิบสลายต่อไป
ในบรรดาค่ายกลทั้งหมด ค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังคงเป็นค่ายกลสิบสลาย ค่ายกลไท่จี๋ ค่ายกลสองลักษณ์ ค่ายกลสี่รูปลักษณ์ และค่ายกลแม่น้ำเหลืองเก้าโค้ง แน่นอนว่าในอนาคตจะมีค่ายกลที่ร้ายกาจกว่านี้หรือไม่นั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าเขาจะสามารถคิดค้นสร้างสรรค์ขึ้นมาเองได้หรือไม่
เวลาล่วงเลยไปหลายปี ก็ยังไม่มีใครขึ้นเกาะมาเลย แต่วารีก็ไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด การทดสอบของยอดคนผู้บรรลุมรรคนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด มีทั้งผู้ที่ผ่านและผู้ที่ไม่ผ่าน มีผู้ที่ได้หยั่งรู้และทะลวงระดับจนได้รับผลประโยชน์มากมาย สิ่งเดียวที่คาดเดาไม่ได้ก็คือเวลานั่นแหละ
ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเต่ามังกรทอง ร่างร่างหนึ่งกำลังเหาะทะยานมาด้วยความเร็วสูง นั่นคือมังกรวารีโลหิตที่ไปสืบข่าวมานั่นเอง
ยามนี้สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความตกตะลึง แววตาฉายแววความไม่เข้าใจอย่างหนัก
"ไอ้พวกเผ่ามังกรบัดซบ"
มังกรวารีโลหิตปรายตามองไปด้านหลังก่อนจะเร่งความเร็วในการบินให้เร็วยิ่งขึ้น
มันรู้ตัวมาตั้งนานแล้วว่ามีหางเหลื่อมคอยตามติดอยู่ ทว่าต่อให้สังหารพวกมันไปก็ไร้ประโยชน์
ทะเลตะวันออกกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำใดก็ล้วนมีเผ่าพันธุ์สัตว์น้ำอาศัยอยู่มากมาย เรียกได้ว่าหูตาของเผ่ามังกรมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ปลาธรรมดาทั่วไปก็สามารถเป็นหูเป็นตาให้เผ่ามังกรได้
หากคิดจะซ่อนเร้นร่องรอยจริงๆ ก็คงมีแต่ต้องทำลายล้างสิ่งมีชีวิตในน่านน้ำนั้นให้หมดสิ้น ทว่าด้วยความที่อยู่ใกล้กับเกาะเต่ามังกรทองและรอบๆ บริเวณนี้ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มารับการทดสอบอยู่อีกมาก มันจึงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
โชคดีที่ด้วยบารมีของราชสีห์ขนเขียว เจ้าพวกนี้จึงทำได้แค่คอยตามดูอยู่ห่างๆ มันจึงปล่อยเลยตามเลยไป
ขอเพียงเกาะขาของราชสีห์ขนเขียวเอาไว้ได้ ความปลอดภัยย่อมได้รับการรับประกัน ทว่าเมื่อนึกถึงการเดินทางในครั้งนี้ ภายในใจของมังกรวารีโลหิตกลับมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก ผ่านไปเพียงไม่นานมันก็เดินทางมาถึงที่ซ่อนตัวเดิมซึ่งอยู่ห่างจากเกาะเต่ามังกรทองไปหลายสิบลี้ท่ามกลางโขดหินโสโครกใต้น้ำ
เพิ่งจะเข้าใกล้ ราชสีห์ขนเขียวที่กำลังหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่ก็เบิกตากว้างขึ้นทันที
มังกรวารีโลหิตรีบเหาะเข้าไปหาแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง "ศิษย์พี่ อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นบ้างหรือไม่"
เผ่ามังกรยังคงตามล่ามันไม่เลิก มันจึงไม่อาจปล่อยมือจากที่พึ่งนี้ได้
"พลังเวทฟื้นฟูขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่าจิตวิญญาณยังคงอ่อนล้าอยู่บ้าง"
ราชสีห์ขนเขียวตอบด้วยสีหน้ามืดครึ้ม อารมณ์ของมันไม่ดีเอาเสียเลย
เป็นถึงศิษย์ของลัทธิท้าลิขิต แต่กลับมาถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสบนเกาะเต่ามังกรทอง เมื่อนึกถึงร่างที่ทำให้มันต้องเคียดแค้นจนแทบคลั่ง มันก็อดไม่ได้ที่จะขบกรามแน่น
นอกจากความโกรธแค้นแล้ว ยามนี้สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจของราชสีห์ขนเขียวก็คือความสงสัย ใครมอบความกล้าให้เจ้านั่นกันแน่ เมื่อคิดได้เช่นนี้ มันก็รีบเอ่ยถามทันที "ศิษย์น้อง เจ้าสืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง"
ช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องพึ่งพามังกรวารีโลหิตไม่น้อย แถมอีกฝ่ายยังทำตัวถูกใจมันอีก ราชสีห์ขนเขียวจึงนับว่าอีกฝ่ายเป็นพวกเดียวกันไปแล้ว
"ศิษย์พี่ ช่วงเวลาที่ผ่านมาข้าได้ไปสืบดูอย่างละเอียดแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าไม่ใช่แค่ข้า... ไม่ใช่แค่ข้าที่ถูกซัดกระเด็นออกจากเกาะเต่ามังกรทอง แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตที่มารับการทดสอบอีกหลายตนถูกไล่ตะเพิดออกมาเช่นเดียวกัน และทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของเจ้านั่นทั้งสิ้น"
ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็มกว่ามังกรวารีโลหิตจะตามหาเงาร่างที่มันเคยเห็นก่อนหน้านี้พบ
เมื่อได้ฟังจากปากของอีกฝ่าย มันก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมารับการทดสอบและก้าวขึ้นไปบนเกาะเต่ามังกรทองแล้ว ทว่ากลับถูกนักพรตผู้หนึ่งซัดกระเด็นออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อมูลนี้ทำให้มังกรวารีโลหิตตกตะลึงเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้นหลายปีมันตั้งใจสืบหาข้อมูลอย่างลับๆ และได้พบกับสิ่งมีชีวิตที่มีชะตากรรมเดียวกันอีกหลายตน ทุกคนล้วนเผชิญกับเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกัน
การค้นพบนี้ทำให้มังกรวารีโลหิตรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
"อะไรนะ"
ราชสีห์ขนเขียวร้องอุทาน แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ "ข้อมูลนี้เชื่อถือได้หรือไม่"
นั่นคือสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาตามประกาศิตของยอดคนผู้บรรลุมรรค แถมยังผ่านการทดสอบจนขึ้นไปบนเกาะเต่ามังกรทองได้แล้ว เจ้านั่นเอาความกล้ามาจากไหน หรือมันไม่กลัวว่าท่านอาจารย์ปู่จะล่วงรู้เรื่องนี้เข้า
"แน่นอนที่สุด"
มังกรวารีโลหิตเลียริมฝีปากพร้อมกับพยักหน้าอย่างหนักแน่น
มันมั่นใจในวิธีการของตนเองเป็นอย่างมาก ไม่มีใครกล้าโกหกมันอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นมังกรวารีโลหิตยังคาดเดาว่า จำนวนสิ่งมีชีวิตที่ถูกซัดออกมาน่าจะยังมีอีกมาก
เพราะเวลาที่จำกัด มันจึงสืบหาข้อมูลได้เพียงแค่บริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเต่ามังกรทองเพียงหย่อมเดียวเท่านั้น
เมื่อนึกถึงฐานะของบุคคลผู้นั้น ภายในใจของมันก็รู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย
ยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งสวรรค์คือตัวตนที่ยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าบนแผ่นดินยุคบรรพกาล ใครหน้าไหนจะกล้าทำเรื่องเช่นนี้ แถมยังกล้าทำบนเกาะเต่ามังกรทองอีกต่างหาก
ในฐานะศิษย์ของยอดคนผู้บรรลุมรรค ราชสีห์ขนเขียวย่อมรู้ดีถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้
"ศิษย์น้อง รบกวนเจ้าช่วยไปสืบข่าวเพิ่มเติมอีกหน่อยเถิด รอให้บาดแผลของข้าทุเลาลงกว่านี้ พวกเราจะเดินทางไปด้วยกัน"
ราชสีห์ขนเขียวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยกับมังกรวารีโลหิตด้วยน้ำเสียงจริงจัง ข้อมูลนี้ช่างน่าตื่นตะลึงเกินไปแล้ว
"ตกลง"
มังกรวารีโลหิตไม่ได้ปฏิเสธ ตอนนี้นอกจากบริเวณรอบนอกของเกาะเต่ามังกรทองแล้ว มันก็ไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้ว
"ศิษย์น้องวางใจได้เลย หากภายภาคหน้าเจ้าไม่สามารถเข้าเฝ้ายอดคนผู้บรรลุมรรคได้ ข้าจะไปกราบทูลท่านผู้อาวุโสของข้าให้รับเจ้าเข้าเป็นศิษย์ลัทธิท้าลิขิตเอง"
ราชสีห์ขนเขียวตบไหล่มังกรวารีโลหิตพร้อมกับเอ่ยปลอบโยน
มันเข้าใจความปรารถนาอันแรงกล้าของสิ่งมีชีวิตในแผ่นดินยุคบรรพกาลที่อยากจะเข้าร่วมลัทธิท้าลิขิตเป็นอย่างดี ยิ่งเห็นภาพผู้คนมากมายแห่แหนกันมาที่ทะเลตะวันออกในตอนนี้ คำพูดของมันก็เปรียบเสมือนการให้ความหวังที่ยิ่งใหญ่แก่เลือดมังกรวารีโลหิต
เป็นไปตามคาด เมื่อมังกรวารีโลหิตได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความยินดี สำหรับฐานะศิษย์ของยอดคนผู้บรรลุมรรคนั้นมันไม่กล้าหวังแล้ว แค่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของลัทธิท้าลิขิตก็เพียงพอแล้ว
ชื่อเสียงของท่านผู้อาวุโสเซียนเศียรมังกรมันก็เคยได้ยินมาบ้าง ท่านเป็นที่โปรดปรานของท่านทะลวงฟ้าเป็นอย่างมาก
"ขอบพระคุณศิษย์พี่"
มังกรวารีโลหิตประสานมือคารวะด้วยความตื่นเต้น ถือว่าของวิเศษชิ้นนั้นไม่ได้เสียเปล่าเลยจริงๆ
"อืม ศิษย์น้อง การเดินทางครั้งนี้จงระมัดระวังตัวด้วย"
ราชสีห์ขนเขียวพยักหน้ารับ
มังกรวารีโลหิตไม่ได้พูดอะไรต่อ มันพุ่งทะยานมุ่งหน้าออกไปในระยะไกลทันที
[จบแล้ว]