- หน้าแรก
- จักรพรรดิทรราชย์ เปิดประมูลยาเซียนลวงโลก
- บทที่ 27 - เฉียนเชียนอี้
บทที่ 27 - เฉียนเชียนอี้
บทที่ 27 - เฉียนเชียนอี้
บทที่ 27 - เฉียนเชียนอี้
การพิจารณาของเฉียนหลงซียังไม่ทันจบ
พ่อบ้านของเขาก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา โค้งคำนับรายงานว่า
"นายท่าน ท่านมู่จายมาถึงแล้วขอรับ"
สีหน้าของเฉียนหลงซีเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เอ่ยว่า
"เชิญเขาเข้ามา"
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนในชุดบัณฑิตธรรมดาก็ค่อยๆ ก้าวเข้ามาในโถงรับแขก
ใบหน้าของเขาซูบผอม แฝงไว้ด้วยอำนาจบารมีของผู้ที่อยู่เหนือผู้อื่นมาเนิ่นนาน ผสมผสานกับความสง่างามของผู้ที่คลุกคลีกับตำรากวี
สองบุคลิกนี้หลอมรวมอยู่ในตัวเขาอย่างประหลาด ดูเผินๆ เหมือนจะอารมณ์ดี แต่ความขุ่นเคืองระหว่างคิ้วกลับปิดบังไว้ไม่มิด
เขาคือเฉียนเชียนอี้ มีชื่อรองว่าโซ่วจือ นามแฝงว่ามู่จาย
เขาคือหนึ่งในผู้นำคนสำคัญของกลุ่มขุนนางบูรพาในช่วงปลายราชวงศ์หมิง ทั้งยังเป็นผู้นำแห่งวงการวรรณกรรมที่ทุกคนยอมรับ มีความรู้กว้างขวางและมีชื่อเสียงด้านบทกวีอย่างมาก
ได้รับการยกย่องร่วมกับเฉียนหลงซี เฉียนเซี่ยงคุนที่อยู่ที่นี่ และเฉียนซื่อเซิงที่อยู่เมืองนานกิง ว่าเป็น 'สี่เฉียน'
ทว่าเฉียนเชียนอี้กับเฉียนหลงซีไม่ได้มีความเกี่ยวดองทางสายเลือดแต่อย่างใด
เป็นเพียงสหายร่วมอุดมการณ์ที่ผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้นด้วยแนวคิดทางการเมืองและรสนิยมทางวรรณกรรมที่ตรงกันเท่านั้น
เมื่อเห็นเฉียนเชียนอี้เดินเข้ามา หลี่เปียวก็เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเป็นคนแรก พร้อมกับปั้นรอยยิ้มห่วงใยและกล่าวว่า
"พี่โซ่วจือ ไม่เจอกันเสียนาน ช่วงนี้สบายดีหรือไม่"
เฉียนเชียนอี้เพียงแค่ปรายตามองเขาด้วยความเย็นชา น้ำเสียงราบเรียบ
"รบกวนใต้เท้าหลี่ต้องมาเป็นห่วงแล้ว ข้ายังนึกว่าทุกท่านจะลืมไปแล้วเสียอีกว่ายังมีคนอย่างข้าอยู่ด้วย"
พูดจบเขาก็ไม่รอให้เจ้าบ้านเชิญ เดินไปหาที่นั่งว่างแล้วทรุดตัวลงนั่งตามอำเภอใจ
บ่าวรับใช้รีบยกชาร้อนกรุ่นมาให้ทันที
เฉียนเชียนอี้ยกถ้วยชาขึ้น เป่าใบชาที่ลอยอยู่เบาๆ จิบไปหนึ่งคำ แล้วถอนหายใจราวกับพูดกับตัวเอง
"จะลืมก็สมควรอยู่หรอก ตอนนี้ทุกท่านล้วนได้พบวาสนาแห่งเซียน ก้าวขึ้นสู่บันไดแห่งความอมตะ ใครจะมาจำชาวบ้านธรรมดาที่ถูกปลดจากตำแหน่งและรอรับโทษอย่างข้ากันล่ะ"
เหตุที่เขาพูดจาตัดพ้อเช่นนี้ ต้นเหตุมาจากเมื่อหลายเดือนก่อนที่มีการคัดเลือกมหาเสนาบดี
เดิมทีเฉียนเชียนอี้เป็นตัวเต็งที่จะได้เข้าร่วมสภาขุนนาง แต่กลับถูกเวินถี่เหรินขุดคุ้ยเรื่องเก่าที่เขาเคยเข้าไปพัวพันกับคดีทุจริตการสอบจอหงวนในอดีตขึ้นมาโจมตีอย่างหนัก
ในเวลานั้นฮ่องเต้ฉงเจินเก็บตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ตำหนักอายุวัฒนะ กิจการบ้านเมืองทั้งหมดจึงมอบหมายให้สภาขุนนางเป็นผู้จัดการ
มหาเสนาบดีหานควงในตอนแรกก็เคยออกโรงปกป้องเฉียนเชียนอี้อยู่บ้าง
แต่หานควงเป็นคนตรงไปตรงมาและค่อนข้างลังเลใจ เมื่อเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายของเวินถี่เหริน ประกอบกับต้องการรักษาความมั่นคงของราชสำนัก เขาจึงตัดสินใจสั่งพักงานเฉียนเชียนอี้เพื่อรอการสอบสวน
ผลก็คือ เฉียนเชียนอี้ไม่เพียงแต่ความฝันที่จะได้เข้าสภาขุนนางต้องพังทลายลง แม้แต่ตำแหน่งเดิมก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
ขณะที่รอรับราชโองการอยู่ที่บ้าน เขาย่อมเกิดความไม่พอใจสะสมต่อหานควงที่ไม่ได้พยายามปกป้องเขาอย่างเต็มที่ ไปจนถึงกลุ่มแกนนำของขุนนางบูรพาทั้งหมด
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ความคับแค้นใจของเฉียนเชียนอี้ก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
เรื่องใหญ่โตสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอย่างการที่ฝ่าบาททรงสำเร็จวิชาและออกจากที่ประทับ เฉียนเชียนอี้ในฐานะผู้นำกลุ่มขุนนางบูรพา กลับกลายเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่รู้ข่าว
สิ่งที่ทำให้เฉียนเชียนอี้รู้สึกหนาวเหน็บในใจยิ่งกว่าก็คือ
ไม่มีใครเลยสักคนที่เชิญเขาไปร่วมงานประมูลที่เกี่ยวข้องกับวาสนาแห่งเซียนเมื่อสามวันก่อน
หลังจากงานประมูลจบลง เฉียนเชียนอี้ก็เฝ้ารอแล้วรอเล่า
หวังว่าจะมีสหายเก่าแก่ในอดีตมาอธิบาย ปรึกษาหารือ หรืออย่างน้อยก็ส่งข่าวบอกกล่าวกันบ้าง
ทว่าทุกอย่างกลับเงียบหายเข้ากลีบเมฆ
จนกระทั่งบ่ายวันนี้ ถึงได้รับเทียบเชิญที่โหวสวินส่งคนมามอบให้ เชิญเขาไปพบปะพูดคุยที่จวนของเฉียนหลงซี
เฉียนเชียนอี้รีบเดินทางมาด้วยความรู้สึกสับสนซับซ้อน คิดว่าในที่สุดก็จะมีการประชุมลับกันเสียที
ใครจะไปรู้ว่าเมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามา คนที่เขาเห็นไม่ได้มีแค่หานควง เฉียนหลงซี หลี่เปียว เฉิงจีหมิงและแกนนำคนอื่นๆ เท่านั้น
ขุนนางบูรพาคนอื่นๆ ในเมืองหลวงก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่อย่างพร้อมเพรียงแล้ว
ดีล่ะสิ
เป็นคนรู้ข่าวคนสุดท้ายก็แล้วไปเถอะ
ตอนนี้แม้แต่มาประชุมใหญ่ก็ยังเป็นคนสุดท้ายที่มาถึงอีก
แล้วแบบนี้จะให้เฉียนเชียนอี้ไม่โกรธเคืองได้อย่างไร
เขาวางถ้วยชาลง สายตาตกลงไปที่ร่างของคนผู้หนึ่งซึ่งดูไม่ค่อยเข้าพวกเท่าไหร่นัก
"ใต้เท้าโจว เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วหมวกของท่านใบนั้น..."
เมื่อถูกเรียกชื่อ โจวเหยียนหรูได้แต่ปั้นรอยยิ้มเจื่อนๆ ด้วยความกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
หลี่เปียวและเฉิงจีหมิงที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น จึงต่างก็ออกหน้ามาช่วยพูดแก้สถานการณ์
"โซ่วจือ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ ตอนนี้ใต้เท้าโจวมีอุดมการณ์เดียวกับพวกเราแล้ว"
"งานประมูลที่หน้าประตูเฝิงเทียน ใต้เท้าโจวก็มีส่วนช่วยเหลือและประมูลโอสถเซียนมาได้หนึ่งเม็ด"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉียนเชียนอี้ก็ยิ่งไม่พอใจ
เมื่อสามวันก่อน ตามคำบอกเล่าของลูกศิษย์ในราชบัณฑิตยสภา มีคนเห็นโจวเหยียนหรูเดินเคียงคู่มากับเวินถี่เหรินที่หน้าประตูวังและพูดคุยกันอย่างถูกคอ
แม้ว่าในราชสำนักหมิง การที่ขุนนางต่างฝักต่างฝ่ายจะพบปะพูดคุยกันถือเป็นเรื่องปกติ ไม่นับว่าเป็นหลักฐานชี้ชัดอะไร
แต่เฉียนเชียนอี้ก็ยังรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอยู่ดี
เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า มีใครบางคนในกลุ่มแอบส่งข่าวให้เวินถี่เหรินรู้
มิเช่นนั้น เวินถี่เหรินจะรู้เรื่องราวในอดีตของเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและโจมตีได้อย่างแม่นยำขนาดนั้นได้อย่างไร
เขาไม่กล้าฟันธงว่าคนผู้นั้นคือโจวเหยียนหรู เพียงแต่ประสานมือคารวะโจวเหยียนหรูเบาๆ ด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ใต้เท้าโจว"
สถานการณ์ยิ่งทวีความอึดอัดมากยิ่งขึ้น
ในตอนนั้นเอง มหาเสนาบดีหานควงก็ค่อยๆ ลุกขึ้น เขาถือป้านชาเดินไปตรงหน้าเฉียนเชียนอี้ด้วยตัวเอง แล้วรินชาเพิ่มให้
"โซ่วจือ ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ล้วนแต่ห่วงใยบ้านเมือง ร่วมเป็นร่วมตายไปด้วยกัน"
"ความบาดหมางเข้าใจผิดในอดีต ก็เป็นเพียงแค่เมฆหมอกที่พัดผ่านไป"
"พวกเราควรร่วมแรงร่วมใจกัน เดินหน้าไปในเส้นทางที่ถูกต้องถึงจะถูก"
เมื่อเห็นหานควงเป็นคนรินชาให้ด้วยตัวเอง ทั้งยังกล่าวถ้อยคำเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไรเฉียนเชียนอี้ก็ไม่อาจวางมาดได้อีก
เขารีบใช้สองมือรับถ้วยชามาอย่างนอบน้อม โค้งตัวลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
"สิ่งที่ท่านหานสั่งสอนนั้นถูกต้องแล้ว เมื่อครู่นี้ข้าเผลอพลั้งปากไป หวังว่าท่านหานและสหายขุนนางทุกท่านจะให้อภัย"
หานควงเป็นผู้อาวุโสที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงในกลุ่มขุนนางบูรพา ทั้งยังมีความสัมพันธ์ฉันศิษย์อาจารย์ที่สนิทสนมกับเฉียนเชียนอี้
ไม่ว่าในใจของเฉียนเชียนอี้จะมีความขุ่นเคืองต่อชายชราผู้นี้มากเพียงใด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหานควง ความเคารพและมารยาทภายนอกก็เป็นสิ่งที่ต้องรักษาเอาไว้
การที่เขาจงใจหาเรื่องเมื่อครู่นี้ เจตนาที่แท้จริงก็ไม่ได้ต้องการจะแตกหักกันจริงๆ หรอก
สิ่งที่เขาต้องการมากกว่าก็คือการระบายความไม่พอใจ เพื่อให้ทุกคนตระหนักว่า เฉียนเชียนอี้ผู้นี้ไม่ใช่คนไร้ความสำคัญที่จะถูกมองข้ามได้ตามใจชอบ
เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว ย่อมต้องรู้จักร่นถอยเมื่อถึงเวลาอันควร
เมื่อมีหานควงเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เฉียนเชียนอี้ก็ถือโอกาสพูดคุยทักทายกับหลี่เปียว เฉิงจีหมิง โหวสวิน และคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ที่นั่นทีละคน
บรรยากาศดูเหมือนจะกลับมาสงบสุขตามประสาคนในกลุ่มขุนนางบูรพาดังเดิมแล้ว
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะชื่นมื่นนี้เอง
สายตาของเฉียนเชียนอี้กวาดมองกล่องหยกสิบกว่าใบที่ตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะ เขาพยายามข่มความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ แล้วเอ่ยถามขึ้นมา
"ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจนัก"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
"ไม่ทราบว่าโอสถเบิกจุดชีพจรทั้งสิบห้าเม็ดนี้ ตอนนี้... คิดจะแบ่งปันกันอย่างไรหรือ"
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ทั้งโถงรับแขกก็ตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
บรรยากาศเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนสิ้น
สายตาของทุกคนหลุกหลิกไปมา ไม่มีใครกล้าสบตากับเฉียนเชียนอี้ และยิ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยปากตอบในทันที
โดยเฉพาะเฉิงจีหมิงและหลี่เปียว พวกเขาสบตากันโดยสัญชาตญาณ ต่างก็มองเห็นความยุ่งยากและจนปัญญาในแววตาของอีกฝ่าย
เหตุใดพวกเขาจึงต้องมารวมตัวกันที่จวนของเฉียนหลงซีทั้งวันทั้งคืน
เหตุใดจึงต้องระดมกำลังคนรับใช้และผู้คุ้มกันนับร้อยมาระวังป้องกันราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
เบื้องหน้าอ้างว่าเพื่อปกป้องโอสถเซียนร่วมกัน
แต่เหตุผลที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ก็คือโอสถเบิกจุดชีพจรทั้งสิบห้าเม็ดนี้ มันไม่พอแบ่งกันเลยไม่ใช่หรือ
คนที่นั่งอยู่ที่นี่ รวมไปถึงแกนนำกลุ่มขุนนางบูรพาบางคนที่ไม่ได้อยู่ในที่นี้แต่ก็ออกแรงไปไม่น้อยและมีสิทธิ์ที่จะได้รับส่วนแบ่ง มีจำนวนเกินกว่าสิบห้าคนไปมากนัก
ใครๆ ก็อยากมีอายุยืนยาว ใครๆ ก็อยากก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียน
ใครควรจะได้ ใครไม่ควรจะได้
จะแบ่งอย่างไรให้ทุกคนยอมรับ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความแตกแยกภายใน
เนื่องจากยังคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ ช่วงหลายวันที่ผ่านมาพวกเขาจึงทำได้เพียงแค่รอฟังข่าวการกินยาจากภายนอก พร้อมกับหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหัวข้อสำคัญนี้อย่างจงใจ
แต่ตอนนี้กลับถูกเฉียนเชียนอี้เป็นคนสะกิดแผลขึ้นมา...
'เดี๋ยวก่อน เขาเป็นคนสะกิดแผลขึ้นมาจริงๆ อย่างนั้นหรือ'
สายตาของเฉิงจีหมิงหรี่ลงเล็กน้อย หันไปมองด้านข้าง
'โหวสวิน เจ้าเป็นคนเรียกเขามานี่นา'
[จบแล้ว]