เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

บทที่ 38 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

บทที่ 38 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ


บทที่ 38 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

"หึ ท่านลุงใหญ่ของพวกเรากำลังวางแผนอะไรอยู่ข้าก็ไม่รู้หรอก ข้าจำได้แค่ว่าถ้าไม่ใช่เพราะความอดทนอดกลั้นของพวกเรา โอวหยางเฟยเหลียนก็คงไม่กล้าลงมือทำร้ายน้องสาวรุนแรงขนาดนั้น..."

เมื่อได้ยินน้ำเสียงโกรธเคืองของโอวหยางหมิงโหลว โอวหยางหมิงซวี่ก็ลอบปรายตามองคนบ้านใหญ่ที่กำลังนั่งรอรับส่วนแบ่งเนื้อหมูป่าอยู่อย่างเงียบๆ ก่อนจะลดเสียงลงกระซิบ "ท่านพี่ ข้าคิดว่าท่านแม่คงกังวลว่าตาเฒ่านั่นจะรู้ว่าพวกเรามีวิทยายุทธ์ติดตัว แล้วจะหันมาจับตามองพวกเราแทน"

โอวหยางหมิงโหลวรู้สึกไม่เข้าใจเรื่องนี้เอาเสียเลย เขาบ่นอย่างหัวเสีย "พูดถึงเรื่องนี้ข้าก็ยิ่งโมโห ความทุ่มเทของท่านพ่อตลอดหลายปีที่ผ่านมามันได้อะไรกลับมาบ้าง ใครจะไปคิดล่ะว่ายายเฒ่าใจยักษ์นั่นจะถึงขั้นกล้าจ้างนักฆ่ามาเอาชีวิตพวกเรา"

"แถมข้ายังไม่เข้าใจอีกว่าทำไมท่านแม่ถึงยอมทนอยู่นิ่งๆ เมื่อได้ยินข่าวเรื่องนี้ น้องรอง เจ้าว่าท่านแม่กำลังวางแผนอะไรอยู่หรือเปล่า"

เมื่อได้ยินดังนั้น โอวหยางหมิงซวี่ก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด "อาจจะใช่ก็ได้นะ ข้าก็รู้สึกเหมือนกันว่าท่านแม่น่าจะล่วงรู้ความลับอะไรบางอย่าง..."

"เจ้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกันหรือ"

"อืม ท่านพี่ ตั้งแต่วินาทีแรกที่พวกเราย่างเท้าเข้าป่า ข้าก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เหมือนกำลังจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น"

เมื่อเห็นคิ้วที่ขมวดเข้าหากันแน่นของโอวหยางหมิงซวี่ โอวหยางหมิงโหลวก็เก็บคำเตือนของน้องชายไว้ในใจ เขาตั้งใจไว้ว่าเดี๋ยวพอหมิงหลี่กลับมา เขาจะกำชับให้น้องชายคอยจับตาดูน้องสาวไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามคลาดสายตาจากน้องสาวเด็ดขาด

บทสนทนาของสองพี่น้องจบลงเพียงเท่านั้น แต่โอวหยางหมิงโหลวกลับเพิ่มความระแวดระวังตัวมากยิ่งขึ้น เขาเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของน้องชายคนที่สอง เพราะด้วยนิสัยใจคอของท่านลุงใหญ่แล้ว อีกฝ่ายคงไม่ยอมปล่อยให้พวกเขาเดินทางรอนแรมไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน ไม่รู้ว่าพวกสหายร่วมขบวนการของท่านลุงใหญ่จะ...

เวลาล่วงเลยไปขณะที่สองพี่น้องกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด...

เมื่อสวีอวี้จูพาลูกน้อยทั้งสองคนเดินกลับมา สิ่งที่พวกเขาทั้งสามคนหอบหิ้วกลับมาด้วยก็มีเพียงเศษไม้แห้งเท่านั้น

นายหญิงเฒ่าโอวหยางเห็นดังนั้นก็เบ้ปากพึมพำ "ช่างไร้น้ำยาเสียจริง อุตส่าห์หายหัวไปตั้งนาน สุดท้ายก็เก็บกลับมาได้แค่เศษฟืนโง่ๆ"

"ท่านย่าพูดถูกเจ้าค่ะ ข้าว่าท่านป้าสะใภ้รองต้องแอบซ่อนของดีเอาไว้แน่ๆ ท่านป้าสะใภ้รองมีวิทยายุทธ์ติดตัว จะเก็บมาได้แค่เศษกิ่งไม้แห้งได้อย่างไรกัน"

เมื่อได้ยินคำพูดยุแยงของโอวหยางเฟยเหลียน นายหญิงเฒ่าก็รีบเออออห่อหมก "ใช่สิ หลานรักของย่าช่างฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก นังสะใภ้รองนั่นมันคิดว่าพวกเราเป็นคนโง่ให้มันหลอกง่ายๆ หรืออย่างไร..."

โอวหยางหมิงชิงที่นั่งอยู่ไม่ไกลได้ยินบทสนทนาของท่านย่าและน้องสาว เขาก็มองไปที่ท่านปู่และบิดาของตน ก่อนจะละสายตาหันไปทอดมองความว่างเปล่าไกลออกไปโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุใดบิดาของเขาจึงต้องคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งครอบครัวของท่านอารองอยู่เสมอ แม้ว่าท่านอารองจะไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงของท่านย่า แต่เขาก็ยังเป็นบุตรชายของท่านปู่และเป็นน้องชายแท้ๆ ของบิดาเขา แล้วท่านย่ากับบิดาของเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันแน่

ในขณะที่โอวหยางหมิงชิงกำลังขบคิดถึงปัญหานี้อยู่อย่างเงียบๆ เด็กๆ จากบ้านรองและบ้านสามก็จับกลุ่มนั่งกระซิบกระซาบกันอยู่บนพื้นดิน จนกระทั่งเสียงของเมิ่งอี้ดังแทรกขึ้นมา

"มากินข้าวได้แล้ว"

แม้ว่าสี่พ่อลูกตระกูลโอวหยางจะถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน แต่ก็เพียงแค่ทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าลงเท่านั้น ไม่ได้สร้างอุปสรรคในการใช้ชีวิตมากนัก

ทหารที่ทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารตักน้ำแกงใส่เนื้อหมูป่าให้ทุกคนคนละชาม พร้อมกับยื่นแผ่นแป้งให้คนละหนึ่งชิ้น นี่คืออาหารค่ำของพวกเขาในวันนี้

หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จสิ้น และเฝ้าดูจนกระทั่งคนตระกูลโอวหยางทยอยล้มตัวลงนอนกันหมดแล้ว เสี่ยวจิ่วก็เดินเข้าไปหาเมิ่งอี้ เสี่ยวชี และเสี่ยวปา ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "คืนนี้พวกเราสี่คนต้องผลัดกันเข้าเวรยามนะ ครึ่งคืนแรกสองคน ครึ่งคืนหลังสองคน"

คำสั่งของเสี่ยวจิ่วทำให้เสี่ยวชีประหลาดใจไม่น้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม "เสี่ยวจิ่ว เจ้าไปเจออะไรผิดปกติมาอย่างนั้นหรือ"

เสี่ยวจิ่วตอบกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "สถานที่ที่หมูป่าโผล่มามันดูผิดสังเกตเกินไป อย่าลืมสิว่าตอนนี้พวกเรายังอยู่แค่บริเวณป่ารอบนอก อีกอย่างช่วงนี้ก็ไม่ใช่ฤดูกาลที่อาหารขาดแคลน แล้วหมูป่าจะหลงออกมาเพ่นพ่านถึงชายป่าได้อย่างไรกัน"

เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งอี้ก็ตกใจ ถามกลับทันที "หมูป่าตัวนั้นไม่ได้เป็นเพราะพวกเจ้าต้อนมันมาหรอกหรือ"

"ไม่ใช่เลย พวกเราแค่บังเอิญไปเจอหมูป่าที่กำลังวิ่งพุ่งเป้ามาทางพวกเจ้าพอดี ก็เลยพยายามล่อให้มันเปลี่ยนทิศทางไปทางอื่นต่างหาก"

"บ้าเอ๊ย บังเอิญอะไรจะขนาดนั้น"

เสี่ยวปาปรายตามองเมิ่งอี้ แสยะยิ้มเย็นเยียบ "เจ้ายอมเชื่อเรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ"

"หรือว่า... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ"

เสี่ยวปาไม่ได้เอ่ยตอบสิ่งใด เขาเพียงกวาดสายตาจ้องมองผู้คนในตระกูลโอวหยางทีละคนอย่างพินิจพิเคราะห์...

ค่ำคืนนี้ เมิ่งอี้และเสี่ยวชีรับหน้าที่เฝ้ายามในช่วงครึ่งคืนแรก ส่วนเสี่ยวปาและเสี่ยวจิ่วรับช่วงต่อในครึ่งคืนหลัง

แม้จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้น แต่จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ประกอบกับเรื่องหมูป่าที่เพิ่งเกิดขึ้น ก็เพียงพอที่จะทำให้เมิ่งอี้ล้มเลิกความคิดเรื่องความบังเอิญไปจนหมดสิ้น

เมื่อถึงเวลาออกเดินทางอีกครั้ง เมิ่งอี้ที่เดินนำหน้าขบวนก็เพิ่มความระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

หลังจากเดินทางอย่างราบรื่นมาได้อีกครึ่งวัน ในช่วงปลายยามอู่ เมิ่งอี้ที่เดินนำหน้าก็สายตาไวเหลือบไปเห็นกลุ่มคนยืนอออยู่เบื้องหน้าห่างออกไปราวร้อยก้าว เขาตื่นตัวขึ้นมาทันทีและเอ่ยเสียงเครียด "เสี่ยวชี มีสถานการณ์ผิดปกติ"

ทันทีที่เมิ่งอี้พูดจบ เสี่ยวชีก็แค่นหัวเราะ "หึ ชักจะน่าสนุกขึ้นมาแล้วสิ เมิ่งอี้ เจ้าว่าคราวนี้พวกเราจะได้เจอกับโจรภูเขา หรือว่าจะได้เจอกับนักฆ่าล่ะ"

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทุกคนก็สังเกตเห็นกลุ่มคนที่กำลังกระโดดลงมาจากต้นไม้และโขดหินรอบตัว ตามมาด้วยเสียงหวีดร้องด้วยความตื่นตระหนกดังระงม

"ว้าย มีคน"

"กรี๊ดดด..."

"นี่มันป่าเถื่อนอะไรกันเนี่ย ทำไมพวกเราถึงต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วย..."

เมื่อเทียบกับเสียงกรีดร้องโวยวายของคนอื่นๆ เด็กๆ จากบ้านรองและบ้านสามกลับมีท่าทีสงบนิ่งกว่ามาก พวกเขาพากันกระซิบกระซาบปรึกษาหารือกันเสียงเบา

"ท่านพี่สาม คนพวกนั้นปิดหน้าปิดตากันหมดเลย จะเป็นโจรภูเขาหรือเปล่าขอรับ"

ยังไม่ทันที่โอวหยางหมิงโหลวจะได้อ้าปากตอบ โอวหยางหมิงหลี่น้องชายคนเล็กก็ชิงตอบขึ้นมาก่อน "โจรภูเขาหรือ จะเป็นไปได้อย่างไร เส้นทางสายนี้น่าจะเป็นเส้นทางสำหรับคุมตัวนักโทษเนรเทศนะขอรับ นักโทษเนรเทศจะมีทรัพย์สินมีค่าอะไรให้ปล้นกันล่ะ"

สิ้นเสียงของน้องชาย โอวหยางหมิงซวี่ก็เสริมขึ้นมาทันที "จุดประสงค์ของคนพวกนี้ คงไม่ได้มาเพื่อปล้นชิงทรัพย์ธรรมดาๆ หรอกกระมัง"

และก็เป็นไปตามคาด

ราวกับต้องการยืนยันคำพูดของพวกเขา กลุ่มคนชุดดำที่อยู่ห่างออกไปร้อยก้าวก็เริ่มก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาหาเมิ่งอี้

เมื่อเห็นเมิ่งอี้เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าก็เริ่มรู้สึกหวั่นใจ เขาลอบบ่นในใจว่า 'ผู้ว่าจ้างไม่ได้บอกไว้นี่นาว่าในขบวนนี้จะมีขุนพลจากกองทัพร่วมเดินทางมาด้วย ถ้ารอดกลับไปได้คงต้องเอาเรื่องนี้ไปเคลียร์กับเบื้องบนให้รู้เรื่องเสียแล้ว'

เมิ่งอี้ที่กรำศึกในกองทัพมานับสิบปีเอาแต่จ้องหน้าชายชุดดำตาไม่กะพริบ เขาจับสังเกตเห็นประกายความประหลาดใจที่วูบผ่านดวงตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน ก่อนจะแค่นยิ้มเย็นชา "สหาย เอ่ยหน้ากากออกให้เห็นหน้าค่าตากันหน่อยเถอะ"

"ในเมื่อสุดท้ายเจ้าก็ต้องกลายเป็นผีเฝ้าดาบของข้าอยู่ดี แล้วจะปิดหน้าปิดตาให้มันยุ่งยากไปทำไมกัน"

"หึ ขุนพลน้อยเมิ่งช่างปากเก่งเสียจริง น่าเสียดายที่ในกลุ่มนี้มีแค่ท่านคนเดียวที่มีฝีมือ ส่วนคนอื่นๆ หึหึ แค่ปลายแถว ไม่คณามือพวกข้าหรอก"

เมื่อเห็นท่าทางหยิ่งยโสของอีกฝ่าย เมิ่งอี้ก็กลอกตาไปมา เขาหันไปเอ่ยหยอกล้อกับเสี่ยวชี "ท่านแม่ทัพเจ็ด ชายคนนี้ต้องการจับเป็นหรือเปล่าขอรับ"

"เป็นหรือตายไม่สำคัญ"

"รับทราบขอรับ"

สิ้นคำรับคำ เมิ่งอี้ก็พุ่งทะยานตัวออกไปปะทะกับชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าทันที

บรรดาชายชุดดำคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าการเจรจาล้มเหลวและเริ่มลงไม้ลงมือกันแล้ว พวกเขาก็พากันดาหน้าบุกเข้าใส่คนตระกูลโอวหยางอย่างไม่รอช้า

ส่วนเสี่ยวชีและพรรคพวกที่อยากจะลองดูฝีไม้ลายมือของพี่น้องตระกูลโอวหยางมานานแล้ว พวกเขากลับยืนกอดอกนิ่งเฉย ปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปโดยไม่คิดจะสอดมือเข้ายุ่ง

ทว่าโอวหยางหมิงหลี่น้องชายคนเล็กก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเช่นกัน เขากับน้องสาวโอวหยางเฟยลั่วเอาแต่จ้องมองนายหญิงเฒ่าและโอวหยางฮุยผู้เป็นท่านลุงใหญ่ตาไม่กะพริบ

ใช่แล้ว

ทันทีที่เห็นกลุ่มชายชุดดำปรากฏตัว เด็กน้อยทั้งสองก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ที่บิดาของตนถูกโจรภูเขาดักปล้นขึ้นมาทันที พวกเขาจึงคอยจับตาดูสองแม่ลูกคู่นี้อย่างไม่วางตา

ตอนแรกก็เป็นแค่ความสงสัย แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าแม้จะไม่พบพิรุธใดๆ จากนายหญิงเฒ่าโอวหยาง แต่พวกเขากลับจับสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างจากโอวหยางฮุยเข้าจนได้

เมื่อเผชิญหน้ากับกลุ่มแขกที่ไม่ได้รับเชิญ โอวหยางฮุยกลับแสดงความประหลาดใจออกมาเพียงแค่ชั่วแวบเดียวเท่านั้น ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามปกติได้อย่างรวดเร็ว

หากไม่ใช่เพราะพวกเขาสายตาไวและคอยจ้องจับผิดอยู่ตลอดเวลา ก็คงไม่มีทางจับสังเกตความประหลาดใจชั่ววูบนั้นได้อย่างแน่นอน

เมื่อเห็นดังนั้น สองพี่น้องก็บีบมือกันแน่นเพื่อส่งสัญญาณ จากนั้นคนหนึ่งก็รับหน้าที่คอยจับตาดูโอวหยางฮุยต่อไป ส่วนอีกคนก็หันไปให้ความสนใจกับการต่อสู้ระหว่างพี่ชายทั้งสองคน ทหาร และกลุ่มชายชุดดำ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 38 - แขกที่ไม่ได้รับเชิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว