- หน้าแรก
- ระบบสังหารไร้พ่าย จากพลทหารสู่ยอดขุนพลแดนใต้
- บทที่ 30 - วายุ!
บทที่ 30 - วายุ!
บทที่ 30 - วายุ!
บทที่ 30 - วายุ!
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
กองกำลังนับหมื่นแผ่กระจายไปทั่วหุบเขาและท้องทุ่ง!
หานเซ่ามองผ่านหน้ากากเหล็กออกไปยังกองทหารม้าชนเผ่าอูหวนที่กำลังตีวงล้อมเข้ามาอย่างแน่นหนา ในชั่วขณะหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุกซู่
"ท่านซือหม่า..."
เมื่อได้ยินเสียงแหบแห้งของลวี่เยี่ยนที่อยู่ด้านหลัง หานเซ่าก็ไม่ได้หันกลับไปมอง
"กลัวเหรอ"
น้ำเสียงของหานเซ่า ยังคงเรียบเฉยตามปกติ
ลวี่เยี่ยนรู้สึกละอายใจ จึงไม่กล้าตอบรับ
เขากลัวว่าน้ำเสียงที่สั่นเครือของตัวเอง จะทำให้คนอื่นดูถูกเอาได้
"ไม่เป็นไร ข้าเองก็กลัวเหมือนกัน"
พอได้ยินหานเซ่าพูดแบบนี้ ลวี่เยี่ยนก็เงยหน้าขวับมองแผ่นหลังที่อยู่ตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพอเริ่มพุ่งเข้าไปฆ่าฟันกันจริงๆ ก็จะไม่รู้สึกกลัวแล้วล่ะ"
ตอนนี้ที่รู้สึกกลัว มันเป็นแค่สัญชาตญาณ
รอให้ถึงตอนที่ต้องบุกทะลวงจริงๆ ตอนที่คมดาบกรีดทะลุเนื้อหนัง เลือดสดๆ กระเซ็นมาโดนหน้า แล้วอะดรีนาลีนหลั่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ถึงตอนนั้น คนเราก็จะไม่รู้จักคำว่ากลัวอีกต่อไป
ความหวาดกลัวขีดสุด มักจะนำมาซึ่งการทำลายล้างและการเข่นฆ่าอันถึงขีดสุดเสมอ
แน่นอนว่าอาจจะมีอีกความเป็นไปได้หนึ่ง
นั่นก็คือพอคนเราตายไปแล้ว ก็ย่อมไม่รู้จักความกลัวไปโดยปริยาย
หานเซ่ายิ้มเยาะตัวเอง แล้วเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ในใจ
หลังจากกวาดสายตามองประเมินสถานการณ์เบื้องล่างเสร็จ เขาก็กระตุกสายบังเหียนเบาๆ ม้าฝีเท้าดีที่แสนรู้ตัวนั้นก็เริ่มก้าวเหยาะๆ เดินหน้าไป
"หาก... สถานการณ์เลวร้าย ฉันจะพานายตีฝ่าออกไปเอง!"
น้ำเสียงเย็นเยียบที่ดังขึ้นข้างหู จากตอนแรกที่ดูลังเลก็เปลี่ยนเป็นหนักแน่น เห็นได้ชัดว่าผ่านการชั่งใจมาหลายตลบก่อนจะพูดออกมา
หานเซ่าขยับหน้ากากเหล็กบนใบหน้าให้เข้าที่ เขายิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป
ปรมาจารย์ขั้นประตูสวรรค์นั้นแข็งแกร่งดั่งเทพมารอยู่แล้ว
เขาไม่ได้กังขาเลยว่ากงซุนซินอี๋จะมีความสามารถนั้นหรือไม่
และเขาก็ไม่อยากถามด้วยว่ากงซุนซินอี๋มีความคิดเห็นอย่างไร ถึงได้ตัดสินใจแบบนี้
ในสนามรบที่มีความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม เรื่องบางเรื่องจะให้อธิบายให้ชัดเจนได้ยังไง
บางทีพอถึงวินาทีเฉียดตายจริงๆ เขาอาจจะเกิดอยากหนีขึ้นมาก็ได้ใครจะไปรู้?
เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก...
แต่ตอนนี้เขาไม่มีความคิดที่จะหนีเลยแม้แต่น้อย
บางทีความรู้สึกที่กงซุนซินอี๋มีต่อเขาก็คงไม่ผิดนักหรอก
เขาเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณของสัตว์ป่าที่ดุร้ายอยู่แล้ว
เพียงแค่ตอนที่อยู่ในอีกโลกหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์และสงบสุข มันได้บดบังเขี้ยวเล็บของเขาเอาไว้ก็เท่านั้น
ส่วนตอนนี้ ณ เวลานี้ เสียงฝีเท้าม้าที่ควบตะบึง เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง กำลังกระตุ้นจังหวะหัวใจของเขาอย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้เลือดในกายของเขาเริ่มสูบฉีดและเดือดพล่านขึ้นมาทีละน้อย
"คุณหนูใหญ่..."
หลังจากรออยู่นานกว่าจะได้ยินเสียงตอบรับ กงซุนซินอี๋ก็ชะงักไปเล็กน้อย
ในวินาทีนี้ จู่ๆ เธอก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา
กลัวว่าหานเซ่าจะหัวเราะเยาะความในใจที่เธอคิดว่าแอบซ่อนไว้อย่างมิดชิดแล้ว
และยิ่งกลัวว่าหมอนี่จะยึดมั่นในอุดมการณ์ยอมตายไม่ยอมถอย ขอฝังร่างไปพร้อมกับลูกหลานทัพสยบเหลียวหลายร้อยคนบนทุ่งหญ้าแห่งนี้
ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็น่าเสียดายเกินไป...
ในขณะที่เธอกำลังกำสายบังเหียนในมือแน่นอย่างลืมตัว เสียงของหานเซ่าก็ลอยแว่วมา
"ถ้าสุดท้ายฉันทิ้งพวกเขาทั้งหมดแล้วหนีไปกับเธอ เธอจะมองฉันยังไงล่ะ"
เมื่อเผชิญกับคำถามที่หานเซ่าโยนมา กงซุนซินอี๋ก็นิ่งอึ้งไป
เขาคงกลัวว่าฉันจะดูถูกเขาสินะ
"เอาล่ะ เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว..."
ม้าศึกที่ขี่อยู่เริ่มเร่งความเร็วขึ้นแล้ว
เสียงของหานเซ่าท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อึกทึกวุ่นวาย ฟังดูเลื่อนลอยไม่ค่อยชัดเจนนัก
"ตัวฉันเดิมทีก็เป็นเพียงแค่ผู้สัญจรผ่านทางมาในโลกใบนี้ บางทีถ้าต้องจากไปอย่างปุบปับ มันก็อาจจะไม่ได้แย่อะไร"
"ถ้าหากถึงคราวคับขันจริงๆ ก็ถือซะว่าฝันไปตื่นหนึ่งก็แล้วกัน ไม่มีอะไรต้องเสียดาย..."
"สำหรับฉันแล้ว การได้เป็นพยานเห็นความยิ่งใหญ่ตระการตาในครั้งนี้ ได้สัมผัสกับความฮึกเหิมอันแรงกล้านี้ด้วยตาตัวเอง ก็ถือว่าคุ้มค่ามากพอแล้ว!"
ในระหว่างที่กำลังพูดอยู่ กงซุนซินอี๋ก็เห็นว่าหานเซ่าหันหน้ามามองเธอ
เธอได้ยินเสียงลางๆ เหมือนหมอนั่นจะพูดทิ้งท้ายประโยคไว้ว่า 'และได้พบเธอด้วย...'
แต่ก็เหมือนกับไม่ได้พูดอะไรเลย
ขณะที่กำลังเหม่อลอยอยู่นั้น ไอ้หมอนั่นอย่างหานเซ่าก็ชูดาบสยบเหลียวในมือขึ้นฟ้าเสียแล้ว
"วันนี้หากรอด ข้าจะรอดไปพร้อมกับพวกเจ้า!"
"หากต้องตาย ข้าจะเป็นคนแรกที่ตายเอง!"
คำพูดปลุกใจอันฮึกเหิมนี้ ทำให้เลือดในกายของชายฉกรรจ์หลายร้อยคนเดือดพล่าน ทุกคนตะโกนก้องสุดเสียง
"ขอตายพร้อมท่านซือหม่า!"
แต่เมื่อประโยคนี้ลอยเข้าหูกงซุนซินอี๋ มันกลับเหมือนโดนฟ้าผ่าเข้าอย่างจัง สมองของเธอขาวโพลนไปหมด
นี่คือคำตอบของนายงั้นเหรอ
ไอ้บ้าเอ๊ย!
แล้วความหน้าด้านไร้ยางอายที่เคยแสดงต่อหน้าฉันก่อนหน้านี้มันหายไปไหนหมดล่ะ
กงซุนซินอี๋งอนิ้วมือและนิ้วเท้าที่เริ่มเย็นเฉียบเข้าหากันเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ต่อมา เธอก็มองไปยังไอ้คนโง่ที่ควบม้านำหน้าเป็นคนแรกนั่น สายตาที่เคยเย็นชากลับเจือแววอบอุ่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก
เมื่อเทียบกับพวกยอดคนจอมทรหดที่เลือดเย็นและรู้จักอดทนต่อความอัปยศแล้ว
วีรบุรุษที่กล้าพุ่งทะยานไปข้างหน้า แม้จุดจบมักจะน่าเศร้า แต่กลับสามารถสั่นคลอนหัวใจของหญิงสาวได้มากที่สุด
...
เข้ามาใกล้แล้ว! ใกล้เข้ามาแล้ว!
การปะทะกันของทหารม้า มันรวดเร็วแบบนี้แหละ!
เพียงแค่ชั่วอึดใจที่ม้าเร่งความเร็ว ทั้งสองฝ่ายก็สามารถมองเห็นกันและกันได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
เมื่อมองเห็นชุดเกราะสีดำที่พังยับเยินบนร่างของกองทัพเดนตายตรงหน้า หัวหน้าทหารม้าคนเถื่อนที่ถูกหานเซ่าหมายหัวไว้ก็เหยียดยิ้มมุมปากอย่างตื่นเต้น
ถึงแม้เขาจะมียศแค่ตำแหน่งนายกองร้อย แต่แท้จริงแล้วกลับมีทหารม้าอยู่ใต้บังคับบัญชาเกือบพันคน!
ทหารม้าพวกนี้ล้วนเป็นระดับหัวกะทิที่เขาคัดมาจากชนเผ่าของตัวเองทั้งนั้น
เป็นสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษของพวกเขาสะสมมาอย่างยากลำบาก!
หากไม่ใช่เพราะศึกนี้ท่านข่านสามารถบดขยี้พวกเผ่ายงได้จนราบคาบและสถานการณ์กำลังเข้าทาง! พ่อของเขาก็คงจะทำใจไม่ได้ และไม่กล้าปล่อยให้เขานำทหารพวกนี้ออกมาล้างผลาญเล่นแน่ๆ!
และด้วยทหารม้าชั้นยอดชุดนี้ที่อยู่ในมือ อย่าว่าแต่กองทัพเดนตายที่มีคนแค่ไม่กี่ร้อยคนตรงหน้านี้เลย ต่อให้อีกฝ่ายจะใส่ชุดเกราะครบเซ็ตแถมกำลังใจเต็มเปี่ยม เขาก็กล้าที่จะเข้าไปบวกด้วย!
วันนี้แหละ เขาจะทำให้พวกเผ่ายงผู้อ่อนแอพวกนี้ได้ประจักษ์ถึงความน่าเกรงขามของทหารม้าหมาป่าแห่งทุ่งหญ้า!
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังกำดาบโค้งในมือแน่น เตรียมตัวจะพุ่งเข้าไปเข่นฆ่าให้หนำใจนั้นเอง
จู่ๆ ก็เห็นแม่ทัพเผ่ายงของกองทัพเดนตายฝั่งตรงข้าม ตะโกนคำศัพท์ภาษาเผ่ายงที่เขาฟังไม่ออกออกมาดังลั่น
"วายุ!"
ทหารม้าหลายคนที่ได้ยินเสียงพยางค์สั้นๆ นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
พวกเขารีบตะโกนบอกนายกองร้อยชนเผ่าอย่างร้อนรน
"นายน้อย! ระวัง!"
นายกองร้อยคนเถื่อนได้ยินก็ชะงักไปเล็กน้อย พอเห็นท่าทางของทหารม้าเผ่ายงฝั่งตรงข้าม บนใบหน้าก็ปรากฏแววตาสงสัยขึ้นมา
ธนูเหรอ
เป็นไปไม่ได้มั้ง
ระยะแค่นี้จะไปยิงถึงได้ยังไง
เสี้ยววินาทีต่อมาหลังจากความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว เขาก็ได้ยินเสียงหวีดหวิวเบาๆ คล้ายเสียงแมลงบินดังกึกก้องมาจากขอบฟ้าเหนือหัว
ห่าฝนลูกธนู!
...
กองกำลังทหารม้าใต้บังคับบัญชาของหานเซ่ากลุ่มนี้ มีลักษณะคล้ายคลึงกับทหารม้าทะลวงฟันอันเกรียงไกรในยุคเฟื่องฟูของอีกโลกหนึ่ง
นั่นคือทหารสวมเกราะเต็มยศ แต่ม้าไม่สวมเกราะ เรียกว่าทหารม้าทะลวงฟัน
ถ้าทั้งคนทั้งม้าสวมเกราะหนัก ถึงจะเรียกว่าทหารม้าเกราะหนัก
ดังนั้นอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นชุดเกราะหรือธนูบนหลังม้า ล้วนจัดเตรียมมาอย่างครบครัน
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ตอนที่ต้องหนีตาย ลูกธนูที่มีอยู่ก็ถูกงัดออกมาใช้ยิงสกัดจนหมดเกลี้ยงแล้ว
ธนูทหารม้าชั้นดีที่มีราคาแพงหูฉี่เหล่านั้น ท้ายที่สุดก็เลยทำได้แค่แขวนไว้บนหลังม้าเป็นของประดับบารมี
แต่หลังจากไปริบของมาจากพวกโจรภูเขาได้จำนวนหนึ่ง ในที่สุดมันก็ได้ออกโรงเสียที
เมื่อสิ้นเสียงตวาดกร้าวของหลี่จิ้งที่อยู่ด้านหลังหานเซ่า ทหารหลายร้อยนายก็ง้างธนูในมือจนสุดแขนราวกับพระจันทร์เต็มดวงในชั่วพริบตา
"วายุ!"
หานเซ่ายิงธนูไม่เป็นเลยสักนิด เดิมทีเขาก็ไม่อยากจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรอก
แต่พอนึกถึงคำเปรียบเปรยที่ว่า 'ก่อนเผ่นหนีขอยิงทิ้งทวนสักสามนัด ก็ถือว่าไม่เสียทีที่เกิดมาทดแทนคุณแผ่นดินแล้ว' หานเซ่าก็เลยจำใจง้างธนูชั้นดีในมือขึ้นมา
อย่างน้อยก็ต้องไม่ทำตัวให้แย่ไปกว่าพวกทหารกระจอกที่ชอบเกียร์ว่างพวกนั้นล่ะนะ
จรรยาบรรณวิชาชีพแค่นี้ก็ควรจะมีติดตัวไว้บ้าง
ขณะที่หานเซ่ากำลังแอบบ่นอยู่ในใจ จู่ๆ เขาก็ชะงักไป
[ได้รับอาวุธ: ธนูสยบเหลียวชั้นดี ลูกธนูหยาบกระด้าง]
[สกิลติดตัว: ทักษะยิงธนู (เปิดใช้งานแล้ว)]
แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอเนี่ย
หานเซ่าง้างธนูขึ้นพาดสาย เลียนแบบท่าทางของพวกทหารเตรียมจะยิงแบบวิถีโค้งขึ้นฟ้า
แต่ในจังหวะนั้นเอง ในความว่างเปล่าเบื้องหน้าเขากลับมีศูนย์เล็งปรากฏขึ้นมา และมันกำลังล็อกเป้าหมายไปที่ทหารม้าคนเถื่อนที่อยู่ไกลออกไปตามทิศทางที่หานเซ่าง้างธนู
พระเจ้าช่วย!
มีระบบล็อกเป้าอัตโนมัติด้วย!
"วายุ!"
"พายุ!"
สิ้นเสียงคำรามของหลี่จิ้ง ลูกธนูนับร้อยดอกก็พุ่งทะยานแหวกอากาศไปราวกับฝูงตั๊กแตน
หานเซ่าเองก็ปล่อยสายธนูในมือออกไปเช่นกัน
ทหารม้าที่ควบนำหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่วงหล่นลงจากหลังม้าหัวทิ่มพื้นทันที!
"ท่านซือหม่ายิงธนูแม่นยำดั่งเทพ!"
...
[จบแล้ว]