เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 - กษัตริย์กรีธาทัพ

บทที่ 27 - กษัตริย์กรีธาทัพ

บทที่ 27 - กษัตริย์กรีธาทัพ


บทที่ 27 - กษัตริย์กรีธาทัพ

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

หานเซ่าหันไปมองหุบเขากระทิงป่าที่อยู่เบื้องหลังเป็นครั้งสุดท้าย

ต้นไม้แก่ที่ร่วงโรยในหุบเขา ศพที่เคยถูกแขวนคออยู่บนต้นไม้นั้น ได้รับการฝังอย่างสมเกียรติโดยเหล่าทหารแล้ว

แต่เขากลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเรื่องบางเรื่องไม่ควรจะปล่อยให้จบลงง่ายๆ แบบนี้

เขาไม่มีวันลืม

เพราะตัวเขานั้นมีข้อดีที่โดดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นก็คือเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น

...

กองทหารม้าหลายร้อยนายหลังจากกะทิศทางได้แล้ว ก็มุ่งหน้าลงใต้ เดินทัพฝ่าทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไปอย่างเงียบเชียบ

เสียงฝีเท้าม้าที่หนักอึ้งเหยียบย่ำลงบนหิมะที่ทับถม ทิ้งร่องรอยทอดยาวไปไกลแสนไกลบนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้

แม้จะรู้ดีว่าการทำเช่นนี้จะเปิดเผยเป้าหมายของกองทัพเดนตายกลุ่มนี้ แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเลย

ถึงแม้ว่าผู้คนในโลกใบนี้จะมีพลังยุทธ์ทะลุขีดจำกัด แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอำนาจของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ก็ยังคงดูเล็กจ้อยราวกับมดปลวกอยู่ดี

หานเซ่าแหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องหน้ากากเหล็ก

ใจหนึ่งก็แอบสวดภาวนาให้ดวงอาทิตย์บนหัวช่วยส่งแรงลงมาหน่อย เพื่อให้หิมะบนพื้นละลายเร็วขึ้น

อีกใจหนึ่งก็ซ่อนความวิตกกังวลนี้ไว้อย่างมิดชิด ไม่ยอมให้ใครจับสังเกตได้แม้แต่น้อย

เพราะเขาคือผู้บังคับการกองรบ ทุกคนมีสิทธิ์สติแตกได้ แต่เขาทำไม่ได้

ตรงกันข้าม เขาต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาสามารถพาทุกคนหนีรอดออกไปจากทุ่งหญ้าแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

หานเซ่าหันกลับไปมองขบวนทัพขนาดใหญ่เบื้องหลัง แววตาแฝงความรู้สึกผิดชั่ววูบ

ถ้าคนข้างหลังรู้ว่าท่านซือหม่าหานที่กำลังพาทุกคนมุ่งหน้าลงใต้อยู่ในตอนนี้ เมื่อวานยังเป็นแค่โอตาคุติดบ้านที่วันๆ เอาแต่ดูคลิปสาวสวยเต้นส่ายสะโพกโยกย้ายไปมาอยู่เลยล่ะก็

สภาพตอนนั้นคงจะ...

หานเซ่าแทบไม่อยากจะจินตนาการ

"เสียใจภายหลังแล้วหรือไง"

เมื่อเห็นหานเซ่าปรายตามองไปยังเหล่าสตรีที่เดินตามรอยเท้าของกองทัพมาอย่างยากลำบาก เสียงเยือกเย็นของกงซุนซินอี๋ก็ดังขึ้นอีกครั้ง

หานเซ่าไม่ได้ตอบว่าเสียใจหรือไม่เสียใจ

เพียงแค่กำชับเธอว่า เห็นแก่ที่เกิดเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ก็ช่วยดูแลบรรดาหญิงสาวผู้อาภัพเหล่านั้นให้ดีก็แล้วกัน

นับตั้งแต่เมืองหลางจวีและเมืองติ้งเป่ยถูกตีแตก จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว

ไม่มีใครรู้เลยว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเธอต้องเผชิญกับการทรมานและการย่ำยีที่ไร้มนุษยธรรมมามากน้อยแค่ไหน

โชคดีที่โลกใบนี้ลัทธิอนุรักษ์นิยมสุดโต่งยังไม่เฟื่องฟูนัก ไม่อย่างนั้นหานเซ่าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีหญิงสาวรอดชีวิตเหลืออยู่สักกี่คน

กงซุนซินอี๋ที่พรางตัวปะปนอยู่ในกองทัพ จ้องมองแผ่นหลังของหานเซ่าด้วยสายตาเหม่อลอย

จู่ๆ เธอก็มองเห็นเงาสะท้อนของวิญญูชนสำนักขงจื๊อบนตัวของหมอนี่อยู่ลางๆ

แต่เพียงชั่วพริบตา เธอก็สลัดความคิดน่าขันนั้นทิ้งไป

เพราะคำว่า 'จารีตประเพณี' ที่ลูกศิษย์สำนักขงจื๊อให้ความสำคัญที่สุด กลับหาไม่เจอเลยแม้แต่น้อยในตัวผู้ชายคนนี้

เรียกได้ว่าไร้มารยาทสิ้นดี!

กงซุนซินอี๋คาดว่าชาตินี้คงไม่มีวันลืมแน่ๆ ว่าเคยมีผู้ชายคนหนึ่งยืนค้ำหัวแล้วตะโกนใส่หน้าเธอว่า 'ฉันต้องการเธอ' ด้วยท่าทีโอหัง!

ทั้งเผด็จการ กำแหง และไร้ยางอาย!

"ทำไมถึงต้องแจกจ่ายอาวุธให้พวกหล่อนด้วยล่ะ"

ก่อนออกเดินทาง หานเซ่าได้แจกจ่ายดาบโค้งที่ยึดมาจากพวกโจรภูเขาให้หญิงสาวทุกคนคนละเล่ม

กงซุนซินอี๋ไม่เข้าใจเลยว่าหานเซ่าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

หรือว่าเขาหวังจะให้ผู้หญิงที่แม้แต่ด้ามดาบยังจับไม่มั่นพวกนั้นไปรบฆ่าฟันศัตรูจริงๆ?

เมื่อได้ยินคำถามที่กงซุนซินอี๋โยนมาอีกรอบ หานเซ่าก็รู้สึกรำคาญใจนิดหน่อย

แต่พอลองคิดดู เขาก็ยังอดทนตอบกลับไปว่า

"เพื่อมอบโอกาสให้พวกเธอได้เลือกเส้นทางของตัวเองในยามจำเป็น"

ดาบโค้งที่สร้างขึ้นมาแบบหยาบๆ เหล่านั้น อาจจะใช้ฆ่าศัตรูไม่ได้ แต่พวกเธอสามารถเลือกที่จะใช้มันปลิดชีพตัวเองได้

ส่วนจะเลือกว่ามีชีวิตอยู่อย่างถูกย่ำยี หรือแม้แต่ต้องทนอุ้มท้องสายเลือดของพวกเดรัจฉานที่เข่นฆ่าครอบครัวของพวกเธอ

หรือจะเลือกปลิดชีพตัวเองให้พ้นทุกข์...

หานเซ่าก็คงเข้าไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้มาก

เพราะถ้าหากถึงเวลาที่ต้องให้บรรดาหญิงสาวเหล่านั้นเป็นคนตัดสินใจเลือกจริงๆ

นั่นก็หมายความว่ากองทัพเดนตายของพวกเขา ได้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว...

...

เมื่อเทียบกับเมื่อวาน การมีหญิงสาวนับร้อยเพิ่มเข้ามา ทำให้กองทัพนี้ดูอุ้ยอายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ด้วยม้าศึกกว่าพันตัวที่ยึดมาจากค่ายกระทิงป่า ความเร็วในการเดินทัพโดยรวมจึงไม่ได้ตกลงไปเลย ซ้ำยังเร็วขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

ถึงแม้ม้าพวกนี้จะเทียบไม่ได้กับม้าศึกชั้นยอดที่ทัพสยบเหลียวทุ่มเทเพาะพันธุ์มานานปี แต่ถ้านำมาใช้แค่ขี่เดินทางก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ด้วยเหตุนี้ เหล่าทหารที่ไม่ต้องคอยถนอมแรงม้า จึงรู้สึกผ่อนคลายกว่าช่วงแรกมาก

"ท่านซือหม่า ถึงเวลาเปลี่ยนม้าแล้วขอรับ"

ลวี่เยี่ยนที่ขี่ม้าตามหลังหานเซ่ามาติดๆ เอ่ยเตือนเสียงเบา

ถึงเวลาแล้วเหรอ?

หานเซ่าชะงักไปเล็กน้อย

การเดินทางมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวอย่างต่อเนื่อง เป็นอะไรที่น่าเบื่อและจืดชืดมาก

หานเซ่ารู้สึกว่าร่างกายยังพอทนไหว แต่สภาพจิตใจกลับเริ่มมีความเหนื่อยล้าก่อตัวขึ้น

หลักการของมันก็น่าจะคล้ายๆ กับการขับรถทางไกลบนทางด่วนนั่นแหละ

หานเซ่ามัวแต่ตั้งสมาธิจนลืมเวลาไปเลย

เมื่อเห็นท่าทีระมัดระวังตัวของลวี่เยี่ยน หานเซ่าก็หัวเราะออกมาเบาๆ

"ทำตัวตามสบายเถอะ ต่อไปนี้ตราบใดที่นายไม่ทำผิดกฎ ฉันก็จะให้นายติดตามอยู่ข้างกายตลอด ไม่ต้องคอยระมัดระวังตัวแจขนาดนี้ก็ได้"

เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนของหานเซ่า ลวี่เยี่ยนก็รู้สึกอบอุ่นในใจ

โดยเฉพาะประโยคที่ว่า 'ติดตามอยู่ข้างกายตลอด' ยิ่งทำให้เขารู้สึกฮึกเหิมราวกับมีคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดอยู่ในอก

"ขอรับ!"

เมื่อเห็นลวี่เยี่ยนมีท่าทีตื่นเต้น หานเซ่าก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

การวาดวิมานในอากาศน่ะ แค่พูดเกริ่นๆ ไว้ก็พอแล้ว

ต้องปล่อยให้ลูกน้องมีพื้นที่จินตนาการต่อเอาเอง

บางเรื่องถ้าพูดออกไปตรงๆ แล้วถึงเวลาทำไม่ได้ จากที่ตั้งใจจะให้บุญคุณ มันจะกลายเป็นสร้างศัตรูแทนเสียเปล่าๆ

ตัวอย่างแย่ๆ แบบนี้มีบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เยอะแยะไป

ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย

หานเซ่าพยักหน้าให้ลวี่เยี่ยน ให้กำลังใจและยอมรับในตัวเขาเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนี มองข้ามเขาไปยังเหล่าทหารที่อยู่ด้านหลัง และกลุ่มสตรีที่เดินรั้งท้ายขบวน

เขาพบว่าพวกทหารยังพอทนไหว

แต่บรรดาหญิงสาวที่ร่างกายอ่อนแอนั้น ส่วนใหญ่หน้าซีดเผือด ต้องฝืนทนอย่างยากลำบาก

หานเซ่ากะเวลาดู แล้วตัดสินใจไม่เปลี่ยนม้า สั่งให้ทุกคนลงจากม้าเพื่อพักผ่อน ก่อนจะเดินทางต่อ

มีทหารบางคนเห็นว่าไม่ค่อยเข้าท่า เสนอให้เร่งเดินทางต่อ แต่ก็ถูกหานเซ่าปัดตกไป

เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก หากปล่อยให้ผู้หญิงพวกนั้นเหนื่อยตายกลางทาง การพกพวกเธอหนีออกมาจากหุบเขาก็คงไม่มีความหมายอะไร

เหล่าทหารได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป

จากนั้นทุกคนก็ลงจากม้าอย่างเงียบๆ พลางตั้งค่ายพักแรมตรงนั้น และส่งหน่วยสอดแนมออกไปลาดตระเวนรอบๆ อีกครั้งเพื่อเฝ้าระวัง

เรื่องพวกนี้ไม่ต้องให้หานเซ่าต้องเหนื่อยออกคำสั่งเลย หลี่จิ้งและคนอื่นๆ ขออนุญาตจัดการเรื่องนี้เอง และหลังจากได้รับคำอนุญาต พวกเขาก็แบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ

ส่วนบรรดาหญิงสาวเมื่อเห็นว่าตัวเองกลายเป็นตัวถ่วงจริงๆ ก็พากันมีสีหน้าสลดลง

พอมองดูอาหารและน้ำที่พวกทหารนำมาให้ หญิงสาวหลายคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

"ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ"

ทหารนายนั้นได้ยินก็ยิ้มเจื่อนๆ

"ข้าก็แค่ทหารเลวธรรมดา ไม่ใช่แม่ทัพใหญ่โตอะไรหรอก..."

พูดพลางมองดูหญิงสาวตรงหน้าที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวทั่วตัว ใบหน้าของทหารหนุ่มกลับปรากฏรอยความละอายใจขึ้นมาแทน

"พวกเราต่างหาก... ที่ต้องขอโทษพวกแม่นาง..."

เบี้ยหวัดและเสบียงอาหาร ล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของราษฎร

พวกเขากินเสบียงของชาวบ้าน นำภาษีของราษฎรมาหล่อหลอมเป็นชุดเกราะและอาวุธ แต่กลับปกป้องคุ้มครองพวกนางไม่ได้

แล้วจะมีหน้ามารับคำขอบคุณนี้ได้อย่างไรกัน...

เมื่อเห็นว่าทหารหนุ่มเบือนหน้าหนี แล้ววิ่งหนีกลับเข้าไปในค่ายทหาร หญิงสาวหลายคนก็มีสีหน้าอึ้งไป

เมืองหลางจวีและเมืองติ้งเป่ยตั้งอยู่แถบชายแดน ห่างไกลจากเมืองเจิ้นเหลียวพอสมควร

ในอดีตพวกเธอเคยได้ยินเพียงแค่ว่าที่นั่นมีกองทัพที่ชื่อว่าทัพสยบเหลียว ซึ่งมีชื่อเสียงเกรียงไกรและไร้เทียมทาน

แต่ไม่เคยคิดเลยว่าในยามเข้าตาจนเช่นนี้ จะได้มาพบเจอกับพวกเขา

แถมพวกเขายังยอมเสี่ยงอันตราย เพื่อพาตัวถ่วงอย่างพวกเธอหนีลงใต้ไปด้วยกัน

วินาทีนั้นหญิงสาวหลายคนน้ำตาไหลพรากราวกับทำนบแตก หยุดยังไงก็ไม่อยู่

บ้างก็ดีใจที่ได้เห็นแสงสว่างแห่งความหวัง

บ้างก็รู้สึกผิดที่ต้องกลายเป็นตัวถ่วงของกองทัพเดนตายนี้

หรืออาจจะเป็นเพราะ... หากตอนนั้นในเมืองหลางจวีและเมืองติ้งเป่ยมีพวกเขาอยู่ด้วย ภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายทารุณเหล่านั้น...

ก็คงจะไม่เกิดขึ้น...

พวกเธอไม่เข้าใจเรื่องสงคราม ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองในราชสำนัก พวกเธอรู้เพียงแค่ว่าบ้านของพวกเธอพังทลายลงไปแล้ว แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็เหลือเพียงแค่ซากศพที่ยังหายใจ

ลมหนาวพัดครวญคราง

หญิงสาวสะอื้นไห้

เสียงร้องไห้ดังแว่วเข้าไปในค่ายทหาร ทหารหลายนายแม้จะมีหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่ก็ก้มศีรษะที่มักจะเชิดหยิ่งอยู่เสมอลงอย่างเงียบงัน

และในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงเพลงทำนองโบราณดังขึ้นมาจากในค่าย

"ใครว่าไม่มีเสื้อผ้า ข้าขอร่วมสวมเสื้อคลุมผืนเดียวกับพวกเจ้า!"

"กษัตริย์กรีธาทัพ ซ่อมแซมหอกทวน ร่วมปราบศัตรูไปพร้อมกับพวกเจ้า!"

...

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 27 - กษัตริย์กรีธาทัพ

คัดลอกลิงก์แล้ว